หลักเกี่ยวกับ Originality และ ขนาดความวิริยะอุตสาหะที่ลงในการสร้างสรรค์งาน

กับกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย : ศึกษาเทียบเคียงกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา

 

บทนำ

หลักเกณฑ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอันเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ได้กำหนดไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ อยู่ในรูปสนธิสัญญา 4 ฉบับ คือ (1) อนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม (Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works) (2) อนุสัญญาลิขสิทธิ์สากล (Universal Copyright Convention) (3) ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) (4) สนธิสัญญาองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกว่าด้วยลิขสิทธิ์ (WIPO Copyright Treaty) และในส่วนของหลักเกณฑ์อันเกี่ยวกับสิทธิข้างเคียง (Related Rights) ได้ถูกกำหนดไว้สนธิสัญญา 3 ฉบับ คือ (1) อนุสัญญากรุงโรมว่าด้วยการคุ้มครองนักแสดง ผู้ผลิต สิ่งบันทึกเสียง และองค์การแพร่เสียงแพร่ภาพ (Rome Convention for the Protection of Performers, Producers of Phonograms and Broadcasting Organization) (2) ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) (3) สนธิสัญญาองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกว่าด้วยนักแสดงและสิ่งบันทึกเสียง (WIPO Performances and Phonograms Treaty) 

หลักการพื้นฐานของงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย

          ประเทศไทย ในฐานะรัฐสมาชิก (Contracting Party) ของอนุสัญญากรุงเบอร์นและความตกลงทริปส์ มีพันธะกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นระบบทวินิยม (Dualism) ดังนั้น จึงต้องอนุวัติการอนุสัญญาดังกล่าวออกมาเป็นกฎหมายภายใน ซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งได้ยกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งได้ยกเลิกพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521หลักการพื้นฐานของงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยประกอบไปด้วยหลักการที่สำคัญ 4 ข้อ คือ

          (1)  หลักการให้ความคุ้มครองแก่การแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Idea) ไม่ได้คุ้มครองตัวความคิด (Idea) ซึ่งปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง

          (2)   หลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

          (3)  หลักการแสดงออกโดยชนิดของงานที่กฎหมายยอมรับ (Type of Work) แต่ดั้งเดิม งานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์จะต้องเป็นงานวรรณกรรมและศิลปกรรมเท่านั้น[1] ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 ได้กำหนดประเภทของงานที่จะได้รับความคุ้มครอง ในขณะที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้กำหนดประเภทงานที่จะได้รับความคุ้มครองไว้ในมาตรา 6 ทั้งนี้ ตามคำนิยามตามมาตรา 4

          (4)  หลักการงานที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย (Non-illegal Work) แม้ตัวบทของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะมิได้กล่าวไว้โดยชัดเจนว่า จะไม่ให้ความคุ้มครองแก่งานที่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่หากพิจารณาถึงแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 3705/2530 ซึ่งได้วินิจฉัยว่า ภาพลามก วัตถุลามก วิดีโอเทปลามก ซึ่งมีบทการแสดงร่วมเพศระหว่างชายหญิงบางตอน งานในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่งานสร้างสรรค์ตามกฎหมายแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 

บทวิเคราะห์หลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) กับกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย

          ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นถึงหลักการพื้นฐานสำคัญ 4 ประการ ในการพิจารณาว่างานใดที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยบ้าง ซึ่งหากมองในแง่มุมของการกระทำของผู้สร้างสรรค์ต่องานนั้น จะมีหลักการสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ หลักการให้ความคุ้มครองแก่การแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Idea) และ     หลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) ซึ่ง ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียงหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality)

          หลัก Originality ได้วางหลักเกณฑ์ว่า งานใดจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์นั้น จะต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ใช้ความรู้ความสามารถ แรงงานของตนเองในการสร้างสรรค์งานในระดับหนึ่ง โดยไม่ได้คัดลอกงานจากผู้ใด[2] ทั้งนี้ หลัก Originality นี้ ก็ได้ปรากฏอยู่ใน พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 4 ในคำนิยามของคำว่า ผู้สร้างสรรค์ ว่าผู้ทำหรือก่อให้เกิดงาน โดยความคิดริเริ่มของตนเองแต่ก็ได้มีการตีความหลัก Originality จากคำนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ผิดไป ดังเช่น ในคำพิพากษาฎีกาที่ 6182/2533 วินิจฉัยว่า งาน(รูปปั้นหล่อทองเหลือง) ที่เกิดขึ้นจากการถอดรูปแบบมาจากของจริงตามธรรมชาติบ้าง ลอกเลียนแบบจากความคิดริเริ่มของผู้อื่นที่ได้สร้างสรรค์ไว้แล้วบ้าง และลอกเลียนแบบจากนิตยสารอื่นๆ บ้างงานของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ ขึ้นโดยความคิดริเริ่มของโจทก์ของโจทก์จึงมิใช่เป็นผู้สร้างสรรค์ ตามความหมายของมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521” การที่ศาลได้วินิจฉัยเช่นนี้ สามารถวิเคราะห์ได้ 2 ประเด็นคือ

          (1)  ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่เป็นผู้สร้างสรรค์ ตามที่นิยามไว้ในมาตรา 4 อันเนื่องมาจากว่า ศาลตีความคำว่าโดยความคิดริเริ่มของตนเองจะต้องไม่ใช่การลอกเลียนธรรมชาติหรือความคิดริเริ่มของผู้ใด นั้นก็หมายความว่า ศาลมุ่งให้ความคุ้มครองแก่สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน หรืออาจกล่าวได้ว่าต้องเป็นสิ่งใหม่ (Novel) ซึ่งเป็นหลักการของกฎหมายสิทธิบัตร การเอาหลักกฎหมายสิทธิบัตรมาพิจารณาว่างานใดอาจได้รับลิขสิทธิ์ ย่อมไม่ถูกนัก

          การวินิจฉัยข้างต้นย่อมไม่เป็นตามหลัก Originality เนื่องจาก ความคิดริเริ่มของผู้สร้างสรรค์ไม่ต้องถึงขนาดเป็นสิ่งที่ใหม่ในโลก หากแต่งานนั้นจะต้องไม่ใช่งานอันเกิดจากการคัดลอกงานสร้างสรรค์อื่นที่มีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ งานถ่ายภาพธรรมชาติ งานที่มีลักษณะเป็นการเอางานอันมีลิขสิทธิ์มารวบรวมหรือประกอบเข้ากัน ก็ไม่อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ หากผู้ถ่ายภาพ หรือ ผู้รวบรวม ได้ใช้ความคิดริเริ่มประกอบกับความวิริยะอุตสาหะที่พอเพียง งานถ่ายภาพหรืองานรวบรวมนั้นก็เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์  

          (2)  กฎหมายลิขสิทธิ์นั้นมุ่งคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Idea) มิใช่คุ้มครองความคิด เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเน้นหรือให้ความสำคัญแก่ความคิดของงานว่าจะได้มาจากไหนแต่จะเน้นที่รูปแบบการแสดงออกว่าจะต้อง เป็นรูปแบบที่ผู้สร้างจัดทำขึ้นเองโดยมิได้ไปลอกแบบมาจากงานของผู้อื่น  ดังนั้น ผู้สร้างสรรค์อาจใช้ความคิดของผู้อื่นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานของตนเอง[3] หรืออาศัยแรงบันดาลใจจากงานของผู้อื่นก็ได้                  

          ซึ่งจริงๆแล้วคำว่า โดยความคิดริเริ่มของตนเองหมายความถึง ทำตามที่ตนได้คิดขึ้น ไม่จำกัดว่าความคิดนั้นจะเกิดจากจากจินตนาการของตนเองโดยไม่มีแรงบันดาลใจจากปัจจัยภายนอก หรือเกิดจากจินตนาการอันมีแรงบัลดาลใจจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาพธรรมชาติที่สวยงาม หรืองานของผู้อื่นทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ก็ตาม แต่การที่ศาลได้ตีความเจตนารมณ์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ผิดไป จึงได้มีการแก้ไขคำนิยามผู้สร้างสรรค์เสียใหม่ ซึ่งปรากฏในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 บัญญัติว่าผู้สร้างสรรค์ หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้  ซึ่งตัดคำว่าโดยความคิดริเริ่มของตนเองเพื่อตัดปัญหาในการตีความที่ผิด แต่อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงนิยามของของคำว่า ผู้สร้างสรรค์ ที่ได้แก้ไขใหม่นี้ ก็มีปัญหาว่าจะสื่อถึงหลัก Originality ได้เพียงใด เพราะในคำนิยามแทบจะไม่สื่อถึงการสร้างโดยตนเอง แต่การสร้างสรรค์นั้นต้องไม่ลอกเลียนผู้ใดแต่อย่างใด

            องค์ประกอบของหลัก Originality นอกจากจะต้องเป็นการสร้างสรรค์งานโดยตนเอง และไม่ได้ลอกเลียนบุคคลใดแล้ว องค์ประกอบหลักที่สำคัญอีกประการคือ งานสร้างสรรค์นั้นจะต้องเป็นการทุ่มเทความรู้ความสามารถ ความชำนาญ ทักษะ สติปัญญา[4]  ของผู้สร้างสรรค์ลงไปในงานดังกล่าวพอสมควร กล่าวคือ นอกจากจะมีความคิดริเริ่มเป็นของตนเองแล้ว ผู้สร้างสรรค์ลงแรงและความชำนาญ (Skill and Labor) ที่ตนมีอยู่ให้เกิดงานที่ตนได้คิดริเริ่มไว้ด้วย ซึ่งแนวคำพิพากษาของศาลที่แสดงให้เห็นว่างานสร้างสรรค์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นจะต้องมีขนาดความวิริยะอุตสาหะพอสมควร ได้แก่

          คำพิพากษาฎีกาที่ 876/2496 ศาลได้วินิจฉัยว่าข้อความในฉลากปิดขวดยา ซองบรรจุยา แผ่นพิมพ์ฉลากสรรพคุณยา ไม่เข้าอยู่ในความหมายวรรณกรรมและศิลปกรรม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แพ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” ซึ่งการที่ไม่ให้ความคุ้มครองงานดังกล่าว เนื่องจากฉลากยาเป็นงานอันน้อยด้วยปริมาณ[5] จึงทำให้ขาด Originality กล่าวคือ ขนาดความวิริยะอุตสาหะไม่เพียงพอนั่นเอง

          คำพิพากษาฎีกาที่ 368/2512 ศาลได้วินิจฉัยว่า รูปซุปเปอร์แมนนั้น ไม่ใช่รูปศิลป ไม่ตรงกับนิยามของคำว่างานศิลปกรรม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” เมื่อวิเคราะห์คำพิพากษาแล้ว จะเห็นว่าการที่ศาลพิจารณาว่ารูปซุปเปอร์แมนไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะศาลมองว่ารูปซุปเปอร์แมนนั้นขาดความวิริยะอุตสาหะเนื่องจาก ข้อความในตอนหนึ่งของคำพิพากษา บรรยายถึงลักษณะของซุปเปอร์แมนว่าเป็นรูปคนมีเสื้อคลุมยืนท้าวเอวอยู่เฉยๆและคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยในทำนองเดียวกับคดีซุปเปอร์แมนนี้ ก็คือคดีสนูปปี

          คำพิพากษาฎีกาที่ 4026/2524 ศาลได้วินิจฉัยว่ารูปการ์ตูนสุนัข (รูปสนูปปี) ไม่ใช่รูปศิลป แต่เป็นเพียงรูปคล้ายสุนัขธรรมดาทั่วๆไป ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ การขีดเขียนอาจเหมือนหรือคล้ายกันได้เป็นธรรมดา รูปการ์ตูนสุนัขจึงไม่ใช่ลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” ซึ่งศาลได้วินิจฉัยคดีนี้เทียบตามนัยคำพิพากษาคดีซุปเปอร์แมน เมื่อวิเคราะห์คำพิพากษาคดีนี้แล้ว จะเห็นว่า ศาลมองว่ารูปสนูปปี ยังไม่มีความวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอแก่การที่จะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะศาลเห็นว่าเป็นเพียงรูปสุนัขที่ขีดๆเขียนๆ ที่พบได้ทั่วไป

          อย่างไรก็ดี มีข้อที่น่าพิจารณาเกี่ยวกับคดีซุปเปอร์แมนและคดีสนูปปีว่า ศาลได้ขยายหลัก Originality ออกไป กล่าวคือ นอกจากงานนั้นจะต้องเป็นงานอันเกิดจากตัวผู้สร้างสรรค์เองแล้ว จะต้องมีขนาดความวิริยะอุตสาหะ (ความรู้ ความชำนาญ ความสามารถ) ที่เพียงพอแล้ว ศาลในคดีดังกล่าว มองว่างานนั้นจะต้องมีคุณค่าทางศิลปะด้วย[6] จึงเป็นการเพิ่มเงื่อนไขของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ ทำให้ผู้สร้างสรรค์งานได้รับลิขสิทธิ์ยากขึ้น

          คุณค่าทางศิลปะ หรือคุณภาพของงาน เป็นเหมือนสิ่งสะท้อนบุคลิกภาพและรสนิยม (Personality and Taste) ของผู้สร้างสรรค์ การที่จะบอกว่างานนั้นมีคุณค่า หรือ คุณภาพหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะเมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของศาลในการพิจารณาว่างานนั้นมีคุณค่าหรือคุณภาพหรือไม่ ซึ่งศาลแต่ละศาลย่อมมีรสนิยมไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดคำพิพากษาที่เป็นสองมาตรฐาน (Double Standard)

            ด้วยเหตุที่อาจจะเกิดคำพิพากษาที่เป็นสองมาตรฐาน ประกอบกับเพื่อให้เกิดการส่งเสริมการสร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ จึงได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 และยังคงปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เช่นกัน โดยการบัญญัติขยายความนิยามของคำว่า ศิลปกรรม ในมาตรา 4 ว่าทั้งนี้ ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ ...และแม้บทบัญญัตินี้จะเป็นการขยายความนิยามของคำว่า ศิลปกรรมก็ตาม แต่หากพิจารณาถึงเจตนารมณ์แห่งกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว บทบัญญัตินี้ให้นำไปใช้กับการพิจารณาการได้รับลิขสิทธิ์ของงานประเภทอื่นๆ ด้วย[7]  

            เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ต้องพิจารณาว่างานนั้นมีคุณค่าหรือไม่ เงื่อนไขของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ก็เป็นไปตามหลัก Originality ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานประเภทใด ไม่ว่าผู้สร้างสรรค์นั้นจะสร้างสรรค์งานขึ้นมาใหม่ หรือเป็นการสร้างสรรค์งานจากงานที่ตกเป็นของสาธารณะ (Public Domain) หรือเป็นงานอันเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นโดยได้รับอนุญาต หรือเป็นงานรวบรวมข้อเท็จจริงหรือรวบรวมงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น ดังนั้น เมื่องานสร้างสรรค์ใดๆ อันเป็นประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์กำหนด และการกระทำของผู้สร้างสรรค์ต่องานนั้นเป็นไปตามหลัก Originality แล้ว งานนั้นก็เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์

             จากการที่คำพิพากษาฎีกาที่ 6182/2533 ได้เข้าใจหลัก Originality ผิดไป ก็ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 2750/2537[8] ซึ่งเป็นฎีกาที่สำคัญ ที่อธิบายหลัก Originality ไว้ว่าการจะเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์นั้น (ตามคำนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521) ความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่างานที่อ้างว่าได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นงานใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าบุคคลผู้นั้นได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ และงานดังกล่าวมีที่มาหรือต้นกำเนิดจากบุคคลผู้นั้นโดยบุคคลผู้นั้นมิได้คัดลอกหรือทำซ้ำหรือดัดแปลงมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ดังนั้น ศาลจึงให้งานจัดทำพจนานุกรมของโจทก์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์เพราะศาลเห็นว่าเป็นงานที่โจทก์ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ด้วยการให้บทนิยามหรือความหมายของคำพร้อมภาพประกอบความหมายของคำ โดยการแสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มตามลีลาของโจทก์เอง มิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

            เมื่อวิเคราะห์คำพิพากษาฎีกาที่ 2750/2537 จะเห็นว่า ศาลได้อธิบายหลัก Originality ไว้อย่างชัดเจน คือ งานนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวผู้สร้างสรรค์เอง โดยศาลได้เน้นย้ำว่า ไม่จำเป็นจะต้องเป็นงานที่ใหม่ และงานนั้นจะต้องมีความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ที่พอสมควร ซึ่งการที่โจทก์ได้จัดทำบทนิยามหรือความหมายของคำพร้อมภาพประกอบความหมายของคำ ศาลก็วินิจฉัยว่า มีความวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอแล้ว

            อีกคำพิพากษาหนึ่งที่แสดงว่า หากผู้สร้างสรรค์ใช้ความวิริยะอุตสาหะที่ไม่เพียงพอ งานนั้นก็ไม่อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ คือ คำพิพากษาฎีกาที่  4486/2539[9] ศาลได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้นำแผนที่ของกรมทางหลวงมาปรับปรุงเพิ่มเติมให้สวยงามเพื่อความเหมาะสมในการใช้ แต่โจทก์มิได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอันเป็นสาระสำคัญจากแผนที่เดิมแต่อย่างใด สำหรับสัญลักษณ์ต่าง ๆ รวมทั้งรูปแบบเข็มทิศและเส้นมาตราส่วน ตลอดจนแผนภูมิระยะทางระหว่างจังหวัดในแผนที่ทางหลวงในประเทศไทยก็เป็นสัญลักษณ์สากลและใช้กันทั่วไปในแผนที่ต่าง ๆ ซึ่งบุคคลทั่วไปก็ย่อมมีสิทธิใช้ได้ งานที่โจทก์ทำจึงเป็นการปรับปรุงเล็กน้อยโดยลอกเลียนมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้วและใช้กันทั่วไป โจทก์ไม่ใช่ผู้คิดค้นหรือสร้างสรรค์ขึ้นโดยความคิดริเริ่มของโจทก์เอง จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในสัญลักษณ์ แผนภูมิระยะทาง รูปเข็มทิศและมาตราส่วนในแผนที่ทางหลวงในประเทศไทย การที่โจทก์เพียงแต่ได้นำแผนที่ของกรมทางหลวงมาแบ่งส่วนใหม่รวมเป็นรูปเล่มและให้สีเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมแผนที่ทางหลวงของกรมทางหลวงในสาระสำคัญถึงขนาดสร้างสรรค์ขึ้นใหม่อันจะพอถือได้ว่าเป็นการดัดแปลง โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในรูปแผนที่ทางหลวงในประเทศไทย

          เมื่อวิเคราะห์คำพิพากษานี้ จะพบคำวินิจฉัยที่สำคัญ 2 ประการคือ (1) สัญลักษณ์ แผนภูมิระยะทาง รูปเข็มทิศและมาตราส่วนในแผนที่ทางหลวงในประเทศไทย (ในคดีนี้) ไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะไม่ใช่งานอันเกิดจากตัวโจทก์เอง เนื่องจากงานดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอันเป็นสาระสำคัญ แต่เป็นเพียงปรับปรุงเล็กน้อย (Trivial Variation) และลอกเลียนมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้วและใช้กันทั่วไป (2) รูปแผนที่ทางหลวงในประเทศไทย (ในคดีนี้) ไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะการนำแผนที่ของกรมทางหลวงมาแบ่งส่วนใหม่รวมเป็นรูปเล่มและให้สีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญถึงขนาด กล่าวคือ ขนาดความวิริยะอุตสาหะไม่พอที่จะได้รับลิขสิทธิ์นั่งเอง แม้ว่าจะเป็นงานอันเกิดจากตัวโจทก์เองก็ตาม 

หลัก Originality กับกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา

            องค์ประกอบของงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกาอยู่ใน Title 17 U.S.C. Section 102[10] สรุปได้ว่า องค์ประกอบของงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายสหรัฐมีอยู่ 3 ประการคือ

          (1)   เป็นงานอันเกิดจากตัวผู้สร้างสรรค์เอง (Original Work of Authorship)

          (2)  งานดังกล่าวจะต้องมีการบันทึกลงในสื่อใดๆ ก็ตามซึ่งสามารถที่จะนำเสนองานนั้นออกมาให้ปรากฏ (Fixation) ซึ่งหลักนี้ ก็เป็นหลักที่รับรองในหลักการให้ความคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิดนั่นเอง (Expression of Idea)

          (3)   การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด[11] 

          ก่อนหน้าที่ศาลสูงของสหรัฐอเมริกาจะได้มีคำพิพากษาในคดี Feist Publications, Inc. v. Rural Telephone Service Co. คดีที่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริง (Compilation Case) หลัก Originality แต่เดิม ศาลได้ยึดทฤษฎี "Sweat of the Brow"[12] ในการกำหนดเงื่อนไขการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ โดยทฤษฎีดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ หากผู้สร้างงานได้ลงแรง ลงเงิน ใช้ความชำนาญ (his own expense, or skill, or labor, or money) เพื่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นแม้ว่างานนั้นจะไม่มีคุณภาพ ปริมาณของความคิดสรรค์อยู่ในตัวงานนั้น รัฐเองก็ยังให้ความคุ้มครองงานนั้นภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อเป็นการตอบแทนการลงทุนลงแรงของผู้สร้างงาน แม้ต่อมาจะได้สหรัฐจะได้ออกกฎหมายลิขสิทธิ์ ปี 1976 (Copyright Act 1976) ซึ่งได้ให้นิยามคำของว่า การรวบรวม (Compilation) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กฎหมายได้บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและกับหลักงานอันเกิดจากตัวผู้สร้างสรรค์เอง (Original Work of Authorship)[13] แต่ในการพิจารณาว่างานรวบรวมข้อมูลใดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ยังคงมีแตกเป็น 2 แนวคือ (1) ยังคงยึดหลัก Sweat of the Brow ตามแนวปฏิบัติเดิม (2) ยึดหลัก Original Work of Authorship ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ปี 1976 (Copyright Act 1976) จนกระทั่งศาลได้ตัดสินในคดี Feist Publications, Inc. v. Rural Telephone Service Co. ซึ่งศาลได้วางหลัก Originality ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของงานอันมีลิขสิทธิ์ในสหรัฐทุกประเภท ไม่ใช่แต่เพียงงานรวบรวม (Compilation) เท่านั้น

          อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะศาลจะได้ตัดสินคดี Feist Publications, Inc. v. Rural Telephone Service Co. มีคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐที่สำคัญๆ เช่น

          คดี Burrow-Giles Lithographic Society v. Sarony (1884) ศาลได้วินิจฉัยว่า งานภาพถ่ายที่ Sarony ได้ถ่ายภาพ Oscar Wilde เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานอันมีต้นกำเนิดจาก Sarony เอง และ Sarony เป็นผู้จัดท่าทาง การแสดงสีหน้าและแววตาของ Oscar Wilde อีกทั้งคัดเลือกอุปกรณ์ประกอบฉาก ที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ที่ประกอบขึ้นเป็นภาพถ่ายเป็นผลมาจากน้ำพักน้ำแรงของ Sarony ทั้งสิ้น  

          แต่อย่างไรก็ดีก็มีข้อต่อสู้ว่า ภาพถ่าย (Photograph) ไม่ใช่งานอันตรงกับนิยามของคำว่า งานเขียน (Writings) ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐในขณะนั้น (Copyright Act 1802) ได้บัญญัติให้สิทธิ (แต่เพียงผู้เดียว) แก่ผู้สร้างสรรค์ในงานเขียน (Exclusive Rights to “Authors” for their “Writings”) แต่ศาลก็ได้อธิบายว่า ภาพถ่ายเป็นการถ่ายทอดความคิดให้ปรากฏอยู่รูปแบบที่มองเห็น (กล่าวคือ หลัก Fixation นั่นเอง) แต่การที่กฎหมายไม่ได้ระบุถึงงานที่อาจได้รับลิขสิทธิ์ประเภทภาพถ่าย ก็เพราะในขณะที่ร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ ปี 1802 ยังไม่มีการถ่ายรูปหรือกล้องถ่ายรูป  

          คดีนี้เป็นคดีสำคัญในสหรัฐที่ขยายการให้ความคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ไปถึงงานภาพถ่าย ซึ่งในขณะนั้นกล้องถ่ายรูปเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ และกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ได้กำหนดประเภทของงานไว้เพียงว่า งานเขียน (Writings) แต่ศาลก็ได้ตีความตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายมากกว่าจะตีความตามตัวอักษรและสอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ศาลจึงวินิจฉัยว่า ภาพถ่ายก็ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้

โปรดติดตามต่อตอนที่ 2