แนวทางที่นักกฎหมายไทยใช้แก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากการไม่มีกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ

                แนวทางที่หนึ่งเป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะซื้อขายซึ่งโดยสภาพไม่น่าจะเหมาะสมกับการค้าระหว่างประเทศ

            แต่ในบางเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ศาลต้องใช้มาตรา 4 กล่าวคือ -การใช้จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น มีอุปสรรคในการที่คู่สัญญาต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าสิ่งใดเป็นจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น และการให้ความหมายของจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ อีกทั้งทำให้ผลแห่งคดีย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำสืบของทนายความแต่ละฝ่าย และทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในทางกฎหมาย

                   -การใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง มีอุปสรรคที่ศาลมีแนวทางในการเลือกกฎหมายที่จะมาใช้เทียบเคียงอาจแตกต่างกันได้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าควรจะถือตามแนวทางใด และการใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งเป็นเพียงวิธีในการอุดช่องว่างกฎหมายเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้เป็นการถาวรได้

                  -การใช้หลักกฎหมายทั่วไป มีวัตถุประสงค์ในการอุดช่องว่างของกฎหมายโดยควรตีความให้มีความหมายอย่างกว้างไว้ แต่ก็มิใช่หลักการทางกฎหมายที่จะใช้เป็นวัตถุแห่งการวินิจฉัยได้ตลอด อีกทั้งไม่ใช้เป็นวัตถุแห่งการศึกษาอันสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายลายลักษณ์อักษรของไทย

                   จากแนวทางในการวินิจฉัยคดีของศาลดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งในแนวทางนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าจะเลือกการบัญญัติกฎหมายในแนวทางใดระหว่างการเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (The Vienna sale Convention หรือ CISG ) และอนุวัติการสนธิสัญญาดังกล่าวมาเป็นกฎหมายไทยโดย ยกมาทั้งหมด หรือไม่เข้าเป็นภาคีแต่นำหลักการของอนุสัญญานี้มาบัญญัติเป็นกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศของไทยโดยเฉพาะ