(คุยกับตนเอง ตอนที่ 49) R2R to UC

หลายเดือนมีโอกาสได้ฟังคนทำงานหลายๆ คนพูดถึง UC และการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ สะท้อนภาพก่อนและหลังมีระบบ UC จากการไม่มีเงินรักษา เคลื่อนมาถึงยุคของการได้รับโอกาส ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่ใช่ได้จาก สปสช หากแต่เป็นโอกาสที่ได้จากคนไทยด้วยกันช่วยดูแลกันและกันผ่านเงินภาษีที่รัฐจัดสรรมาให้ในเรื่องนี้

เงินไม่ใช่ของ สปสช , UC ไม่ใช่ของ สปสช.ฯ ไม่ใช่เจ้าของ UC หากแต่เป็นผู้ดูแลเงินและมีหน้าที่พัฒนาระบบ UC เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและเข้าถึงระบบสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันมากที่สุด ก้าวไปให้ถึงในการสร้างคุณค่าและความหมายที่ว่า "UC เป็นของคนไทยทุกคนเป็นพวกเราทุกคนภายใต้ความเป็นมนุษย์" 

แต่ 15 ปีที่ผ่านมา จากการ review มีเรื่องราวมากมายสะท้อนให้เห็นโอกาสที่ว่ายังพัฒนาต่อได้อีกมากมาย สิ่งที่เป็นช่องว่าง (Gap) ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจหากแต่เป็นมุมมองสะท้อนคนทำงานทั้งฝ่าย สปสช. และ สธ. มีโอกาสทำงานและพัฒนาร่วมกันแบบกัลยาณมิตร(หัวใจชาวสาธารณสุข)โดยยึดประชาชนและผู้ป่วยเป็นหลัก(ศูนย์กลาง) ประชาชนต้องเดือดร้อนน้อยที่สุดดั่งพระราชดำรัสของพ่อของแผ่นดิน(องค์ในหลวงรัชกาลที่9)

ความเชื่อมโยงของการนำเครื่องมือ R2R มาใช้พัฒนางานเพื่อแก้ปัญหาและลดช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการเข้าไม่ถึงระบบ UC เป็นความท้าทายที่น่าสนใจมาก เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยฉุกเฉิน การรู้เรื่องสิทธิ การได้รับการดูแลในกลุ่มโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ การส่งเสริมป้องกันสุขภาพในชุมชน ตลอดจนถึงแนวคิดการสร้างชุมชนหลักประกันสุขภาพ มีประเด็นมากมายที่น่าสนใจ

สะท้อนคิดในตนเองทำให้นึกถึง การสร้าง"ชุมชนหลักประกันสุขภาพ" เคยขายฝันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพี่ธวัชและพี่แจ็ค สปสช.เขต4 ทราบว่าเงียบไปพักไว้ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก(ยังไงก็อยากเชียร์ให้ทำต่อ)ส่วนตัวอาจจะไปชวนที่อื่นร่วมทำ เมื่อหลายวันก่อนไปป่าติ้วได้ฟังพี่เนาแชร์เรื่องราวการขับเคลื่อนสุขภาพในชุมชนให้ฟัง อาจจะเลือกใช้พื้นที่นี่ทดลองทำก่อน

หลายๆ แนวคิดได้เกิดการจุดประกายจาก สปสช.เขต4 เห็นความพร้อมและต้นทุนที่มี ตลอดจนการวางฐานเรื่อง R2R ที่ อ.นพ.สุธีร์และเครือข่ายร่วมดำเนินมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมี สปสช.เป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่สนับสนุนและให้คุณค่าในเรื่องนี้มาตลอด

#KMUC
25-09-60