GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เสวนาจานส้มตำ ๑๘ ตำราฟื้นฟูภาษาอังกฤษด้วยตนเอง กับบทสะท้อนความเป็นจริงทางการศึกษาไทย

หนังสือที่ซื้อมา ที่คิดว่า ดี แต่ความจริงก็ยังมีส่วนที่ขาดหายไป เหมือนกับครูผู้สอน ที่มองดูว่า ให้ความรู้ไม่เต็มที่ แต่ความจริงแล้ว........

เสวนาจานส้มตำในตอนนี้ จากจุดเริ่มต้นที่ดูแสนจะธรรมดา แต่กลับได้ประเด็นที่หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อที่เดียว

คู่สนทนา 1 -  ไปเดินตลาดเปิดท้ายขายของลดราคามา ได้หนังสือฝึกภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่ง ยังใหม่ๆอยู่เลย คนขายบอกว่า ซื้อไปอ่านแล้ว ง่ายมาก ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว การเริ่มต้นใหม่ด้วยหนังสือเล่มนี้ ไม่สายเกินไป

คู่สนทนา 2 – ดูใหม่จริงๆด้วย ชื่อหนังสือ “Conversation Grammar 40 บทสนทนาภาษาอังกฤษด้วยตัวคุณเอง พร้อมอธิบาย Grammar อย่างละเอียด”  มีตัวอย่างบทสนทนา ครอบคลุมเนื้อหาทั้งโครงสร้างประโยค หลักไวยกรณ์, ชนิดของคำ  การสร้างประโยคต่างๆด้วยตัวเอง มีแบบฝึกหัดที่เจ้าใจง่าย พร้อมคำเฉลย

คู่สนทนา 1 – ราคาปก 250 บาท หนา 184 หน้า แต่เค้าเอามาขายเปิดท้ายแค่เล่มละ 150 เอง

นายบอน – งั้นเดี๋ยวนี้ก็เก่งภาษาอังกฤษขึ้นแล้วดิ

คู่สนทนา 1 – แค่นั่งอ่าน 2 บทแรก ก็ไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ ไม่เห็นดีเลยเล่มนี้

นายบอน – 2 บทแรกเหรอ  Introduce Yourself กับ Question and Negative sentences with Verb To be เนี่ยนะ ยาก!!!! ดูเนื้อหาแล้ว เค้าก็อธิบายให้เข้าใจง่ายนี่นา

คู่สนทนา 1 – ดูที่แบบฝึกหัดดิ
  จงเติมบทสนทนาต่อไปนี้ให้สมบูรณ์
1.  A. Hello, Bob……………………?
    B Very well ,thank you.
2. A. Hi, Mary. How do you do?
    B. Hello, Tom. …………………..

คู่สนทนา 2 – อีกหน้านึงก็มีคำตอบให้แล้ว พลิกดูหน้าแรกๆเค้าก็เขียนอธิบายไว้แล้วว่า การใช้ How do you do? กับ  How are you? ใช้แตกต่างกันยังไง

คู่สนทนา 1 – ตัวอย่างในหนังสือหน้าแรก เค้าเขียนบอกว่า ใช้  How do you do? ใช้พูดทักทายเมื่อรู้จักกันครั้งแรกงั้น How are you?  ก็คือ รู้จักกันแล้ว ในตัวอย่างบทสนทนาที่ยกมา คนหนึ่งทักทายด้วย How are you ? เสร็จ แล้วอีกคน ก็หันไปแนะนำเพื่อนใหม่ ให้รู้จัก คนทักจึงพูดว่า How do you do?

แต่ในแบบฝึกหัด มันตัดมาแบบห้วนๆ แล้วจะรู้ได้งัยว่า คู่สนทนารู้จักกันครั้งแรก หรือรู้จักกันมาก่อน

นายบอน – ก็สังเกตลักษณะของคำถามสิ ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ควรจะตอบแบบไหน

คู่สนทนา 1 – นี่ล่ะน้า การศึกษาเมืองไทย ชอบให้ท่องจำ มีตัวเลือกตอบ งั้นชีวิตจริงก็จะต้องท่องจำตามหลักการเป๊ะๆไปตลอดเลยหรือ ถ้าคำถามเปลี่ยนไป หลายคนที่ไม่เก่งคงตอบไม่ได้แน่ๆ

คู่สนทนา 2 – แต่อันนี้เป็นบทแรกๆ ปูพื้นฐานก่อน ก็จะต้องเริ่มต้นแบบง่ายๆ ไม่งั้นจะงงไปกว่านี้ แค่นี้นายก็ยังงงเลย

คู่สนทนา 1 – ดูจากรูปประโยคคำถามในหนังสือ คนที่ทักทายก่อนจะพูด Hello คนที่ตอบรับจะพูด Hi แต่ตอนไปดูหนัง soundtrack ทำไมซับไตเติ้ลข้างล่าง มีแต่ Hi กับ Hi อย่างเดียว แล้วแบนี้จะไม่ท่องกันหัวบานเลยหรือ

คู่สนทนา 2 – มีหลายประโยคที่มีความหมายคล้ายกัน อย่าง nice to meet you, glad to meet you , wonderful to meet you. ก็ต้องรู้จักไว้มั่ง เพราะภาษามันดิ้นได้ พลิกแพลงได้

นายบอน – สงสัยมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย

คู่สนทนา 2 -  ที่จริงนี่ก็แค่หนังสือ ไม่เหมือนพี่ขจิต กับครูอ้อย ถ้าสงสัยในประเด็นอื่นๆแล้ว สามารถยกมือถามได้ แต่หนังสือน่ะ ถามไม่ได้ อธิบายน้อยไป ไม่ได้อธิบายในสิ่งที่คนอ่านไม่เข้าใจด้วยนี่นา

คู่สนทนา 1 – คนเขียนหนังสือ เขียนตามที่ตัวเองเข้าใจ และคิดว่า คนอ่านจะเข้าใจด้วย  เหมือนครูอ้อย ที่สอนนักเรียนหลายห้อง หลายชั่วโมง สอนบ่อย พูดบ่อยก็จำได้แม่น แต่นักเรียนนั่งเรียนชั่วโมงเดียว ถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืมซะแล้ว

นายบอน – อันที่จริงแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะกับนายรึเปล่าล่ะ บางทีอาจจะต้องไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น ที่จะอธิบายอย่างละเอียดกว่า ดูหลายๆเล่ม น่าจะมีเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจได้มากกว่าเล่มนี้

คู่สนทนา 1 – ไม่รู้ว่า อธิบายยังไง หลายคนก็บอกว่า สอนอย่างเข้าใจง่าย แต่เวลาผ่านไป ความรู้ที่เคยเรียนก็คืนคุณครูไปทุกที แล้วครูหรือนักเรียนกันแน่ ที่ไม่ดีน่ะ

คู่สนทนา 2 – ครูหลายท่านสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง ครูพูดมากกว่านักเรียน มีแต่การยัดเยียด, สอนก็สอนตามตำรา ไม่มีการยืดหยุ่น, เน้นให้จำ ตลอด, ตีกรอบว่า เด็กต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง แล้วก็เอาไปใช้งานจริงไม่ได้,  กำหนดคำตอบรอไว้แล้ว ถ้านักเรียนตอบไม่ตรงก็บอกว่า ไม่เก่ง

นายบอน – ความจริงผู้เรียนก็เช่นกัน ถ้าผู้เรียนไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งใจเรียน ต่อให้ครูสอนให้ดีแค่ไหน ก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี

คู่สนทนา 2 – แค่ครูเปลี่ยนหลักการสอน มาเป็นสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนก็จะได้ความรู้มากมายแล้วล่ะ

คู่สนทนา 1 – แสดงว่า นักเรียนจะต้องเชื่อฟังครูทุกอย่างงั้นหรือ

คู่สนทนา 2 – ครูผู้สอนต้องใช้วิธีการสอนที่เหมาะกับธรรมชาติ อย่าฝืนใจตนเองและผู้เรียน อย่าระบายอารมณ์กับผู้เรียน ต้องคำนึงถึงความสามารถและความสนใจของนักเรียนด้วย คำนึงถึงจังหวะของอารมณ์ที่จะสอน ทั้งผู้เรียนและผู้สอน

คู่สนทนา 1 – นั่งเรียนไป ยังไม่รู้เลยว่า เรียนไปทำไม จะเอาไปใช้ตอนไหน

นายบอน – คงต้องหมั่นปลุกเร้า ให้ข้อมูลด้วยว่า เรียนไปแล้วได้อะไร เอาไปใช้ตอนไหนบ้าง มีประโยชน์ยังไงในอนาคตข้างหน้า

คู่สนทนา 1 -  ปลุกเร้าแบบที่ครูชอบถามนักเรียนบ่อยๆว่าเข้าใจไหมทำไมไม่เข้าใจน่ะหรือ ครูหลายท่านมักจะชมเด็กที่เรียนเก่งเสมอๆ และชอบมาต่อว่าเด็กที่เรียนไม่เก่งอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับจะตีตราเด็กยังไงยังงั้น     แล้วจะไม่ให้เบื่อ อึดอัดใจได้ยังไง

นายบอน – ใน gotoknow ก็มีคุณครูสอนภาษาอังกฤษหลายท่าน อาทิ พี่ขจิต และครูอ้อย คิดว่าคุณครู 2 ท่านนี้ เป็นคนยังไง

คู่สนทนา 2 – มาถามแบบนี้ ไม่วิจารณ์ครูอ้อยแล้วหรือ ทีเรื่องอื่นล่ะ วิจารณ์บ่อยมากๆ แต่พอประเด็นที่ครูอ้อยถนัด กลัวโดนครูอ้อยสวนกลับ แล้วตอบไม่ได้หรือไง 5555

คู่สนทนา 1 –  ครูอ้อยเค้าถ่ายทอดเก่ง เขียนบันทึกเก่ง ท่าทางจะดูเหมือนกัน ละเอียดรอบคอบ เขียนบันทึกได้ทุกเรื่อง ท่าทางจะเอาใจใส่นักเรียนพอสมควร แต่สำหรับนักเรียนที่ไม่เก่ง ไม่กล้าถาม ขาดความมั่นใจ ครูอ้อยอาจจะปลุกเร้า สอบถามหาสาเหตุที่ไม่เข้าใจ จนกลายเป็นการตีตราเด็กให้กิดความรู้สึกที่ไม่อยากเรียนภาษาอังกฤษก็ได้เหมือนกันนะ

คู่สนทนา 2 – พี่ขจิตท่าทางจะใจดีกว่าครูอ้อย ดูจากการเข้าไปแสดงความเห็นหลายๆบันทึก ถ้าสอนภาษาอังกฤษ นักเรียนคงจะชอบมากกว่าครูอ้อย

คู่สนทนา 1 –  บันทึกที่ครูอ้อยเขียนเกี่ยวกับเทคนิคภาษาอังกฤษ ครูอ้อยก้เขียนเล่าอะไรของเค้าไปเรื่อยๆ ดูเข้าใจยากเหมือนกันนะ

คู่สนทนา 2 – ชื่อบล็อกก็บอกแล้ว คนอ่านใน gotoknow ก็ระดับที่เก่งๆกันทั้งนั้น ถ้าจะให้ครูอ้อยมาเขียนบันทึกในแบบเริ่มต้นสอนภาษาอังกฤษ คงไม่มีใครใน gotoknow คลิกอ่าน เพราะแต่ละคนรู้หมดแล้ว ระดับการศึกษาจบปริญญากันทั้งนั้น

นายบอน – ใน gotoknow สามารถส่งคำถามไปถามเป็นการส่วนตัวได้นะ อย่างประเด็นที่ไม่เข้าใจในหนังสือที่ซื้อมานี่ ถ้าแม้จะเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ครูอ้อยและพี่ขจิตน่าจะเต็มใจให้คำตอบนะ อาจจะมีคำอธิบายที่เข้าใจง่ายกว่าที่หนังสือเขียนอธิบายไว้ซะอีก

คู่สนทนา 2 – ถ้าจะฟื้นฟูภาษาอังกฤษ ก็ต้องฝีกฝนหลายทาง  จะคาดหวังแต่หนังสือเล่มนี้เล่มเดียวที่อ่านจบแล้วเก่งภาษาอังกฤษเลยก็คงไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ

<h2>

นายบอน

-  แล้วบันทึกเกี่ยวกับภาษาอังกฤษของพี่ขจิตกับครูอ้อย ของใครเข้าใจง่ายกว่ากัน</h2>
คู่สนทนา 2 – พี่ขจิตอ่านเข้าใจง่ายกว่า พี่เค้ามักจะยกสำนวนในประเด็นที่เข้าใจง่ายๆ อย่าง สำนวนรัก พร้อมเติมอารมณ์ขันๆเข้าไป บางบันทึกเนื้อหาดูเข้าใจยาก แต่พอเติมความนุ่มเข้าไป บันทึกของพี่ขจิตน่าอ่านจริงๆ

คู่สนทนา 1 – ครูอ้อยเขียนบันทึกส่วนตัวน่าอ่านกว่า แต่เขียนบันทึกเรื่องภาษาอังกฤษ ถ้ามีพื้นฐานความรู้น้อย ก็รับมุกของครูอ้อยไม่ทัน อ่านแล้วไม่ลื่นไหลเข้าใจง่ายเหมือนบันทึกส่วนตัวของครูอ้อย

นายบอน – ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ไปซื้อมานี่แหละ จะต้องลองอ่านหลายๆเล่ม เพื่อหาเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ เหมือนบันทึกครูอ้อยกับพี่ขจิต ถ้าได้เห็นหลายแบบ ทำให้มีโอกาสได้เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดได้

คู่สนทนา 2 – บางทีครูอ้อยกับพี่ขจิต เค้าก็ไม่รู้จะเขียนบันทึกเกี่ยวกับภาษาอังกฤษแบบไหนเหมือนกันนะ จะไ่ม่้เหมือนบันทึกแนวอื่นๆ ที่จะมีคนตอบรับ แสดงความเห็นที่กว้างกว่า มีประเด็นใหม่ให้เขียนขยายความได้มากกว่า  อย่างกรณีของครูอ้อย ที่ป่าวประกาศว่า เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ คนเป็นครูก็ต้องชำนาญเรื่องที่สอนอยู่แล้ว แต่คนอ่าน ไม่ชำนาญเท่า เลยไม่รู้จะไปซักถามอะไรมากมาย เวลาจะเขียนบันทึกเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ พี่ขจิตกับครูอ้อยจะต้องหยิบยกประเด็นที่หามาเอง แต่บันทึกเรื่องอื่นๆ  มีประเด็นให้หยิบยกมาเขียนขยายความได้ตลอด

คู่สนทนา 1 – ความจริงอยากจะถามหลายเรื่องเหมือนกัน แต่ดูใน gotoknow ดูความเห็นต่างๆ เค้ารู้เรื่องกันหมด แต่ถ้าตัวเราไปถามเรื่องที่คนอื่นรู้กันหมดแล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นแกะดำ หาว่าเราโง่อีก

นายบอน  -  แอบถามเป็นการส่วนตัวก็น่าจะได้ เมล์ไปถาม ถ้าครูอ้อยใจดีจริง ก็จะช่วยให้คำตอบเองแหละ

คู่สนทนา 2 – หนังสือที่ซื้อมา ที่คิดว่า ดี แต่ความจริงก็ยังมีส่วนที่ขาดหายไป เหมือนกับครูผู้สอน ที่มองดูว่า ให้ความรู้ไม่เต็มที่ แต่ความจริง ผู้เรียนไม่กล้าถามเลยแล้วมาตัดสินว่า ครูสอนไม่ดี ทั้งที่ความจริงแล้ว ครูรอให้นักเรียนถามข้อสงสัยใจแทบขาด แต่นักเรียนไม่กล้า  แล้วก็มาโทษครูว่า สอนไม่เข้าใจ เรียนจบแล้ว ความรู้ที่มีก็คืนครูไปหมด …  น่าจะหันมาประเมินตัวเองดูบ้าง……….


และนี่คือ เสวนาจานส้มตำ ตอนที่ ๑๘ ครับ พบประเด็นที่น่าสนใจในตอนที่ ๑๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 63891
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)