เมื่อวันก่อน  หลังไปกราบพระบรมศพรัชกาลที่ 9  แล้วนอนค้างคืนที่โรงแรมแถวท่าเตียน  วันรุ่งขึ้นผมจึงถือโอกาสเข้าไปย้อนอดีตที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมที่พัก    วัดโพธิ์ปัจจุบันได้รับการตกแต่งปฏิสังขรณ์ให้งดงามกว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผมเคยเข้ามาอย่างมาก  แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของวัดไว้อย่างดี  โดยเฉพาะศิลาจารึกทางวิชาการสาขาต่างๆก็ยังอยู่ครบถ้วน แม้ตัวหนังสือและภาพจะเลือนรางไปบ้างก็ตาม  ยักษ์วัดโพธิ์ในตำนานและตามเพลงที่คุณมีศักดิ์ นาครัตน์เคยร้องไว้ ยักษ์วัดแจ้ง ท้าตีท้าแทงกับยักษ์วัดโพธิ์... ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างบูรณะวิหารเลยเข้าไปชมไม่ได้  แต่ผมก็ใช้ความพยายามเก็บภาพยักษ์ไว้ได้ตนหนึ่ง ซึ่งจะตัวเล็กกว่ายักษ์วัดแจ้ง(วัดอรุณราชวราราม)ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เลยต้องมีหลายตนจึงจะกล้าท้ารบกับยักษ์วัดแจ้งได้กระมัง   วันนี้เห็นมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาชมกันหนาตาทีเดียว                          เข้ามาที่วัดครั้งนี้ทำให้ผมนึกย้อนอดีตอดีตประวัติศาสตร์ไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ(รัชกาลที่ 3) ซึ่งพระองค์ได้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาไทยที่นับว่าสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในสมัยนั้น  ที่ผมเคยอ่านจากหนังสือ “ประวัติการศึกษาไทย” ซึ่งอาจารย์พงศ์อินทร์  ศุขขจร ได้เขียนไว้เมื่อ พ.ศ. 2515  สรุปความได้ว่า   ในคราวที่โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนขึ้น ทรงพระดำริว่า  การศึกษาวิชาหนังสือนั้น  ราษฎรทั่วไปก็ได้อาศัยวัดเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่แล้ว  แต่ส่วนวิชาชีพอื่นๆยังไม่มีที่จะศึกษาเล่าเรียนกันได้  ส่วนใหญ่จะสอนกันในครอบครัวและวงศ์สกุล  ไม่เป็นที่แพร่หลาย  และคนไทยมีนิสัยหวงวิชาความรู้ที่ตัวมีอยู่  ไม่ใคร่จะถ่ายทอดเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น  บางทีปล่อยให้วิชาความรู้สูญหายไปพร้อมกับชีวิตของตัวเอง  เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง          
            พระองค์จึงทรงโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต  ผู้เชี่ยวชาญในวิชาแขนงต่างๆ  ขอให้ร่วมแรงร่วมใจกันกระทำวิทยาทานโดยจารึกวิทยาการต่างๆลงในแผ่นศิลา  ก่อนที่จะดำเนินการก็ให้ผู้ให้วิชาสาบานตนเสียก่อน  ว่าจะไม่ปกปิดหรือบิดเบือนวิชาความรู้ให้วิปลาสไป  วิชาที่นำมาจารึกไว้ส่วนใหญ่เป็นวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งเป็นที่หวงแหนกันทั่วไป  บางทีก็มีรูปเขียนรูปปั้นประกอบคำอธิบายไว้ด้วย  ทำให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น            นอกจากนั้นยังเขียนภาพฝาผนังบรยายวิชาการต่างๆ  มีวิชาดาราศาสตร์  แพทยศาสตร์  คชศาสตร์  อัศวศาสตร์  เครื่องประกอบการราชพิธีต่างๆ  ขบวนพยุหยาตรา  ขนบประเพณี  แบบแผน  ตำแหน่งทำเนียบทางราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ  เรื่องราวอันเกี่ยวกับพุทธศาสนา  และทำเนียบสมณศักดิ์  เป็นต้น            บรรดาวิชาการที่จารึกลงในแผ่นศิลาและติดไว้ในบริเวณวัดพระเชตุพน เมื่อ พ.ศ 2379 นั้น  พอจะแบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆได้ดังนี้        

1. หมวดอักษรศาสตร์  อธิบายถึงการแต่งบทร้อยกรองต่างๆ เช่น  โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  กลบทต่างๆ  พร้อมทั้งตัวอย่างที่ยึดถือเป็นแบบฉบับได้2. หมวดแพทยศาสตร์  มีทั้งตำรายารักษาโรค  เครื่องสมุนไพรต่างๆ  มีต้นสมุนไพรปลูกไว้ให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย  ตำราหมอนวด  การจับเส้นต่างๆ  พร้อมทั้งรูปเขียนรูปปั้นประกอบทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น         
3. หมวดวิชาช่างฝีมือ  มีวิชา ช่างเขียน  ข่างแกะสลัก  กลึง  หล่อ  ปั้น  ช่างประดับต่างๆ  อันเป็นแบบอย่างฝีมือที่หาได้ยากยิ่ง          
         ฉะนั้น  จึงถือกันว่าวัดพระเชตุพนฯ(วัดโพธิ์) เป็นตลาดวิชาที่สำคัญมากเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในปัจจุบันนี้  มีทั้งคณะอักษรศาสตร์  แพทยศาสตร์ และศิลปะศาสตร์  บรรดากวีคนสำคัญๆต่างก็ได้มีโอกาสแสดงฝีปากติดไว้เป็นอันมาก  เราจึงถือกันว่าวัดพระเชตุพนฯเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย