"ถ้าความอดทนและความรักนับเป็นตัวเลขได้ ความอดทนและความรักที่ว่านี้ จะมีค่าเท่าไรกันนะ ?" "อย่าให้ความไม่แน่นอนจู่โจมถึงเราโดยไม่ทันตั้งตัว เพราะบางที ชีวิตเราอาจไม่มีพรุ่งนี้ก็ได้"

                วันนี้ทำหน้าที่เป็น ป้า คนดี พาหลานไปทำกิจกรรมบำบัด

                ช่วงเช้า คุณครูฝึกและพยาบาลเปิดเพลงจังหวะสนุกๆ เด็กๆ ก็โยกกันใหญ่ สำหรับผู้ใหญ่อย่างป้าต๊อกที่ไม่ค่อยชอบเสียงอึกทึกครึกโครม รู้สึกว่าเสียงดังมาก คำถามแรกของเช้านี้ ถ้าเป็นเรา เราจะทนเสียงดังอย่างนี้ได้ทุกวันหรือไม่ ? (แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม) คุณครูฝึกและพยาบาลช่างอดทนเหลือเกิน 

               เสร็จจากการกระตุ้นด้วยเพลงในตอนเช้า พยาบาลก็แจกคิวกับผู้ปกครองเด็กๆ ว่าใครจะต้องไปห้องไหน เพื่อทำอะไร สำหรับหลานป้าต้องไปประเมินพัฒนาการก่อน คุณครูก็ทดสอบหลากหลาย ไอ้หลานตัวดีมันบ้ายอ เพราะพอทำได้ เราชมว่าเก่ง (บางทียังไม่ทันชมเลย) เจ้าตัวดีก็รีบตบมือ แล้วหันมาพยักเพยิดกับคนรอบข้างให้ตบมือพร้อมกันด้วย (หลานป้าต๊อกอายุหนึ่งขวบเก้าเดือน) แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังทำได้ไม่หมดหรอกนะ คุณครูเลยประเมินให้ว่า พัฒนาการของเจ้าตัวดีอยู่ที่ประมาณหนึ่งขวบกับอีกสองหรือสามเดือน เอาเหอะ ถึงไงมันก็ได้รางวัล เด็กอารมณ์ดี ไปเรียบร้อยแล้ว คนอื่นๆ เขาถูกฝึกก็จะร้องไห้ ไม่ยอมบ้าง เจ้านี่ไม่มีซักแอะ ยิ้ม สวัสดีคร้าบ..ตลอด

                จากห้องประเมินพัฒนาการ ก็ไปต่อที่ห้อง ของเล่น (ป้าจำไม่ได้ว่าชื่อห้องอะไร) ห้องนี้ เจอพี่ๆ รออยู่ก่อนแล้วสองคน แต่พี่คนนึงยังนั่งไม่ได้ พี่อีกคนนึงกล้ามเนื้อค่อนข้างเกร็ง แต่เดินได้แล้วโดยคุณแม่คอยประคองบ้าง พอครูฝึกกับพยาบาลมาจับเล่นของเล่น พี่ที่กล้ามเนื้อเกร็งก็ไม่ยอม ประท้วงด้วยการร้องไห้และเอะอะ จนพยาบาลกับคุณแม่ต้องค่อยๆ ปลอบ จากที่เห็น เข้าใจว่าคงเป็นแบบนี้จนรู้ไต๋กันดีแล้ว เพราะพอเงียบ เริ่มใจดี ก็จับมาฝึกต่อ ส่วนหลานป้าน่ะเหรอ คุณครูเขาให้พี่ๆ เล่นอะไร ไอ้หนูก็รี่ไปจะเล่นด้วย ทีของตัวเองไม่ค่อยจะสนใจ แต่หนูก็ทำได้ดีพอสมควรแหละน่า แม้จะบ้ายอเหมือนเคย

                เหตุการณ์ที่เจอในห้อง ของเล่น ทำให้ป้าเกิดอาการอยากรู้เข้าไปถึงจิตถึงใจของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ว่า ถ้าความอดทนและความรักมันนับเป็นตัวเลขได้ ความอดทนและความรักที่ว่านี้ จะมีค่าเท่าไรกันนะ ?

                หมดเวลาไปแล้วครึ่งวัน ถึงเวลาหม่ำหม่ำ ทางโรงพยาบาลมีอาหารบริการสำหรับเด็กที่เป็นคนไข้ และผู้ปกครองอีกหนึ่งคน ป้าเป็นส่วนเกินเลยต้องระเห็จมาหาอะไรกินข้างนอก กลับเข้าไป หนูก็อิ่มแล้ว กำลังป่วนคนอื่นๆ ในห้องพัก ไม่ยอมหลับยอมนอน แม่หนูน่ะท่าทางเหนื่อยแย่แล้ว เลยพากันกลับบ้าน ยังไม่ทันพ้นโรงพยาบาลดี หลานป้าก็ม่อยกระรอกคาตักแม่ ..หมดลานแล้วคร้าบ.. 

                ประมาณสามทุ่มครึ่ง ป้าก็ได้รับข่าวร้าย ญาติของเราคนนึงจากพวกเราไปแล้ว ทั้งๆ ที่วันสองวันก่อน ได้ข่าวว่าอาการดีขึ้น แต่ในที่สุด พี่เขาก็สู้ไม่ไหว ทั้งๆ ที่อายุยังไม่เท่าไรเลย ป้าถูกความไม่แน่นอนสั่งสอนก่อนนอนเข้าแล้วว่า อย่าคิด ว่าทำไมสิ่งนี้ต้องมาเกิดกับเรา (เด็กพิเศษอย่างหนู หรือความจากพรากจากพี่คนนี้ ทำไมต้องมาเกิดในครอบครัวป้า) เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความแน่นอน 

                อย่าให้ความไม่แน่นอนจู่โจมถึงตัวเราโดยไม่ทันตั้งตัวนะคะ ทุกลมหายใจ ขอให้ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท เช่น อย่าคิดว่า

                - เดี๋ยวพรุ่งนี้ ถึงค่อยอ่านหนังสือ

               - เดี๋ยวพรุ่งนี้ ถึงค่อยทำรายงาน

                - เดี๋ยวพรุ่งนี้ ถึงค่อยเริ่มหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ 

               - ฯลฯ

               บางที ชีวิตเราอาจไม่มีพรุ่งนี้ก็ได้