หนังสือ Don’t Get Back to School : A Handbook for Learning Anything (2013) เขียนโดย Kio Stark บอกว่าบัดนี้เข้ายุคที่การเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว คนเราสามารถเรียนได้เอง จากแหล่งความรู้มากมายมหาศาล การเรียนเอง (independent learning) ได้ผลไม่ต่างจากการเข้า เรียนในมหาวิทยาลัย แต่ดีกว่าตรงที่ไม่ต้องเสียเงินทองจำนวนมาก ก่อหนี้สิน
การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ในมุมหนึ่งเป็นการสร้างนิสัยเสีย คือต้องมีอาจารย์มาเตรียมการ จัดการเรียนรู้ให้ เมื่อเราทำได้ดีก็มีคะแนนและคำชมเชยเป็นสิ่งล่อใจ ที่เรียกว่าเป็น “แรงจูงใจจากภายนอก” (external motivation) ซึ่งสู้เรามีแรงจูงใจ หรือแรงบันดาลใจของเราเองไม่ได้ ที่เรียกว่า intrinsic motivation หรือ inspiration
ไม่เรียนมหาวิทยาลัย ก็ย่อมไม่มีปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อไปจะไม่เป็นข้อจำกัด เราสามารถ สร้างประวัติและรายการผลการเรียน และความรู้สมรรถนะเอาไว้แสดงตอนหางานได้
สิ่งที่ผู้เรียนด้วยตนเองต้องเรียนรู้วิธีแสวงหาแหล่งความรู้ เพื่อจะได้หลุดจากอิทธิพลของมหาวิทยาลัยตาม ระบบจารีต แหล่งหนึ่งคือห้องสมุดสาธารณะ ซึ่งในสหรัฐอเมริกาดีมาก ในบ้านเราคงจะพึ่งไม่ได้ หังสือไม่แนะนำ MOOCs บอกว่าเน้นที่การสอนมากกว่าการเรียน แต่ผมคิดว่าอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งความรู้อย่างแน่นอน
คำแนะนำสำคัญคืออย่าเรียนคนเดียว ทำให้ผมนึกถึงตอนผมเรียนในมหาวิทยาลัยเราก็เรียนด้วยกันกับเพื่อนๆ ในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย
เขาแนะนำว่า คนเรียนเอง ต้อง connect, interact, and share คือต้องมีวงหรือเครือข่ายของตน ซึ่งตรงกับความเชื่อของผมว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม แม้ไม่เข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องมีการจัดการวงเรียนรู้ของตน ไม่ใช่เรียนคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว
คำแนะนำข้อที่สอง ต้องเรียนอย่างมีเป้าหมาย ขับเคลื่อนด้วยความสนใจใคร่รู้
คำแนะนำข้อที่สาม ค้นหา/พัฒนา วิธีเรียนที่เหมาะสมต่อตนเอง
คำแนะนำข้อที่สี่ เรียนภายใต้บริบทชีวิตจริง หรือเรียนโดยการปฏิบัติ (Learning by doing) ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (Reflection)
คำแนะนำข้อที่ห้า เมื่อไม่มีปริญญาหรือประกาศนียบัตร ก็ต้องหาวิธีเสนอตัว ยืนยันความสามารถ ด้วยวิธีแปลกใหม่ และด้วยท่าทีมั่นใจ คือเมื่อไม่มีกระดาษยืนยันความรู้ความสามารถ ก็ต้องใช้หลักฐานอื่นมายืนยัน โดยเขียนประวัติการเรียนรู้และฝึกทักษะ (portfolio) ที่สะท้อนว่าเรารู้ว่างานที่ไปสมัครนั้นต้องการคนที่มีความรู้ ความสามารถอะไรบ้าง
คำแนะนำข้อที่หก สร้างเครือข่ายวิชาชีพของตนเอง การไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้หมายความว่า เราจะอยู่และเรียนอย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย เราสามารถสร้างวงเพื่อนฝูงเครือข่ายที่สนใจเรื่องเดียวกันได้ การมีเพื่อนให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ปรึกษาหารือกันได้ เป็นปัจจัยสำคัญต่อแรงจูงใจ ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ และต่อความสำเร็จในชีวิต
คำแนะนำข้อที่เจ็ด เรียนรู้จากการทำงาน การทำงานทำให้ได้เพื่อน ได้เครือข่าย และได้เรียนรู้ อย่ามองงานเป็นเพียงช่องทางหารายได้ ต้องใช้งานเป็นช่องทางสร้างมิตรภาพและการเรียนรู้ด้วย
ผมขอเติมคำแนะนำข้อที่แปด ตั้งเป้าหมายในชีวิต แล้วกำกับตนเอง ให้เรียนด้วยตนเอง (ร่วมกับเครือข่าย) สู่เป้าหมายนั้น
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ส.ค. ๖๐
Perhaps there is an innovative and open opportunity for 'industry certicication' organizations that provide 'internship' (through participating industries) and 'industry certificate of competence' to self-learners.
เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากเลยครับ