ชีวิตที่พอเพียง : 2997. คุยกับตัวเอง


บทความใน Scientific American ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ เรื่อง Talking to Ourselves. Studies of the conversation people have with themselves open a window on the hidden working of the mind   ทำให้ผมได้เจ้าใจความแตกต่างระหว่าง inner speech กับ private speech

private speech (คุยคนเดียว) เป็นการพูดคนเดียวออกเสียงดัง    ในขณะที่ inner speech (คุยกับตัวเอง) เป็นการพูดเงียบๆ อยู่ในหัว    เด็กเล็กๆ ส่งเสียง private speech เราว่าน่าเอ็นดู    แต่ถ้าผู้ใหญ่ทำแบบเดียวกัน เราว่าบ้า

แต่ผมจำได้ว่า ตอนเรียนชั้นประถม - มัธยม เวลาผมและเพื่อนๆ ทำโจทย์เลข    หลายครั้งเราคิดดังๆ เช่น “เจ็ดแปดห้าสิบหก” (ท่องสูตรคูณ)   

inner speech หรือการคุยกับตัวเองนี้ มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยการวางแผน  การควบคุมอารมณ์  และความสร้างสรรค์    เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า “การเสวนาในใจ” (mental dialogue)    ซึ่งก็คือการคิดรูปแบบ หนึ่งนั่นเอง

มาถึงยุคนี้ นักวิทยาศาสตร์ทางสมองสามารถ “ดูใจ” คนได้จริงๆ ด้วย fMRI     คือดูว่าเมื่อใจคิด หรือกายทำอย่างนั้นอย่างนี้ เกิดอะไรขึ้นในสมอง     สมองส่วนไหนบ้างที่ทำงาน   

โจทย์ของการศึกษา inner speech ก็เพื่อทำความเข้าใจกลไกของ “ระบบความเข้าใจทางสังคม” (social cognition system)   หรือการอ่านใจคนอื่น  

คุยคนเดียวมีสองแบบ คือแบบ momologue คุยแบบไม่มีการโต้เถียงหรือโต้ตอบ    กับแบบ dialogue  เป็นการคุยแบบโต้ตอบกันไปมา    นักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าการคุยสองแบบนี้ สมองทำงานต่างกันหรือ เหมือนกันอย่างไร    โดยสามัญสำนึกบอกว่า ต่างกันแน่ๆ 

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รู้อยู่ก่อนแล้ว คือในการเสวนา (dialogue) กับคนอื่น สมองจะต้องทายใจคู่เสวนา หรือทำความเข้าใจบริบท เรียกว่า perspective taking   ทีมวิจัยของผู้เขียนจึงทำนายว่า ในการเสวนากับตนเอง สมองจะทำงานแบบเดียวกัน    ซึ่งผลจาก fMRI สนับสนุนสมมติฐานนี้    คือในการคุยกับตนเองแบบ dialogue สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดทายใจคนอื่น (social cognition system) ทำงานพร้อมกับสมองส่วนควบคุมภาษา (Broca’s area)

แต่เขาบอกว่าการแปลผลการทดลองด้วย fMRI ต้องแปลผลอย่างระมัดระวัง    

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือ เขาศึกษาโดยสอบถามคนจำนวนมากและสรุปว่า การคุยกับตัวเองมีลักษณะ ๔ ประการ (๑) มีลักษณะเป็น dialogue   (๒) มักเป็นคำสั้นๆ ไม่เต็มประโยค  (๓) อาจมีเสียงคนอื่นเข้ามา  (๔) มีบทบาทกำกับหรือส่งเสริมพฤติกรรมของผู้นั้น    และผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่า การคุยกับตัวเอง ไม่ใช่สิ่งเดียว    การคุยกับตัวเองอาจมีหลายแบบ ทำหน้าที่ต่างกัน   ในต่างสถานการณ์  และใช้สมองต่างส่วนกัน    นี่คือโจทย์วิจัยในอนาคต 

ผู้เขียนบอกว่า การศึกษาเรื่องการคุยกับตัวเอง อาจนำไปสู่ความเข้าใจกลไกของ creativity   และอีกแง่มุมหนึ่งคือการอ่านหนังสือนวนิยาย ที่ตัวละครโลดแล่นอยู่ในสมองของผู้อ่าน    เป็นโจทย์วิจัยต่อไปได้อีกมากมาย    ที่ผู้เขียนเรียกว่า the new science of inner speech … วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการคุยกับตัวเอง   

ผมแปลผลเองตามความเข้าใจของตนเองว่า การคุยกับตัวเองเป็นรูปแบบหนึ่งของการไตร่ตรอง สะท้อนคิด หรือโยนิโสมนสิการ   มองอีกมุมหนึ่งคือการลับสมองตนเอง นั่นเอง 


วิจารณ์ พานิช

๒๒ ก.ค. ๖๐


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

sr
IP: xxx.68.209.166
เขียนเมื่อ 

I do both 'inner talk' (dialogue of self to alter-self) and 'talk out loud' (monologue to memorize - phrases, concepts, styles, ... or to train my vocal chord). It is surprising that people don't use these tools as much as they should.