การจัดการสิ่งแวดล้อมของวัดตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ

การจัดการสิ่งแวดล้อมของวัดตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ*

ENVIRONMENTAL MANAGEMENT IN TEMPLE AS THE ECOLOGICAL IN LINE WITH BUDDHIST INTEGRATION

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนุวัต  กระสังข์**
ณิชชาภัทร เกิดฤทธิ์

 

บทคัดย่อ

        กระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ วัดควรที่จะส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนตามหลักอปริหานิยธรรม ดังนี้ 1) ความพร้อมเพรียงในการจัดการประชุมเพื่อทบทวนการดำเนินงานตามโครงการที่ได้เสนอไว้โดยพุทธศาสนิกชน 2) ความพร้อมเพรียงของเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม แสดงการสรุปผลการประเมินโครงการแต่ละโครงการ 3) ความพร้อมเพรียงในการให้ความสำคัญแก่พุทธศาสนิกชนซึ่งทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มคุ้มครองปกป้องศาสนสถาน 4) ความพร้อมเพรียงในการไม่ละเมิดกฎกติกา ระเบียบกฎหมายบ้านเมือง 5) การสร้างจิตสำนึกและการสร้างองค์ความรู้ให้กับเด็ก เยาวชน และนักศึกษา 6) ความพร้อมเพรียงกันในการให้มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ 7) การจัดการทำเวทีชาวบ้าน การทำประชาพิจารณ์ การทำประชาสังคมควรส่งเสริม 8) การสนับสนุนงบประมาณจากวัด ต้องมีความเท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อม

คำสำคัญ: การจัดการสิ่งแวดล้อม, นิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ

 

ABSTRACT

            The environment management process in temple as the ecological In line with Buddhist integration should be promote the participation role according to  the condition of welfare as follows 1) The unity of meeting that will be reconsider any projects that the people plan it. 2) The unity of environment network who should be summarized each project. 3) The unity for the giving precedence to the people who work about environment and conservative group. 4) The unity for the conduction oneself follow law and social regulation.5) Tobuilding the consciousness and body of knowledge for the youth. 7) The unity for the seeing with the person who break the law 8) The stage setting for public hearing. 8) The fairness budget supporting in the environment issue from the temple.

Keywords: Environmental Management Ecological, Buddhist Integration

 

1. บทนำ

            พุทธศาสนาเป็นองค์กรทางสังคมที่ดำรงอยู่ในรูปแบบของความเป็นสถาบัน ซึ่งหยั่งรากลึกอย่างยาวนานในสังคมไทย มาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ มีความต่อเนื่อง มีการสั่งสมและผลิตซ้ำอย่างมั่นคงสม่ำเสมอ อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่มีขอบเขตฐานการสนับสนุนกว้างขวางมีความเกี่ยวพันกับคนส่วนใหญ่ จึงทำให้เป็นสถาบันทางสังคมที่มีพลังสูงในการควบคุมความคิด ความเชื่อความศรัทธาอันเกิดจากปรัชญานุภาพและพระธรรมวินัย ที่สามารถหล่อหลอมความรู้สึกและผูกขาดความนิยมเชื่อถือของศาสนิกชนให้เป็นเอกภาพ ซึ่งพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับหลักนิเวศวิทยาในสองลักษณะคือ 1) พิจารณาในส่วนที่สัมพันธ์กับพุทธประวัติ ซึ่งการศึกษาประวัติของประพุทธเจ้าทำให้เราทราบว่า พระพุทธองค์ทรงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่า ดังนั้นป่าจึงมีความสัมพันธ์กับพระพุทธองค์อย่างมาก เป็นสถานที่ประองค์ประสูติ เป็นแหล่งที่ประองค์ทรงค้นพบสัจธรรมหรือการตรัสรู้ และเป็นที่ที่พระองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน และ 2) พิจารณาในส่วนที่สัมพันธ์กับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาซึ่งพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการดำเนินสายกลาง หลักคำสอนส่วนใหญ่จึงมุ่งให้บุคคลดำรงชีวิตในทางที่เหมาะสม ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ซึ่งรวมถึงการรู้จักใช้สอยอุปโภค และบริโภคอย่างพอเหมาะไม่มากเกินไป การที่พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทางสายกลาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ส่งเสริมให้มีการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้มากเกินความพอดี ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้ประสบกับวิกฤติการณ์ทางนิเวศวิทยาเนื่องจากการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป ปัญหาวิกฤตพลังงานก็ดี สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษก็ดี และปัญหาภัยธรรมชาติก็ดี ล้วนแต่มีสาเหตุสำคัญจากการที่มนุษย์ไม่รู้จักใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม และกลมกลืนกับธรรมชาติมีการทำงานธรรมชาติมากเกินกว่าที่จำเป็น

            ในสาระสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนากับนิเวศวิทยานั้น เป็นการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับระบบนิเวศของมนุษย์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของธรรมชาติมากที่สุด เพราะพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมที่เป็นอุดมธรรม ทรงรู้แจ้งด้วยดีถึงธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเจริญและความเสื่อมแห่งโลกมนุษย์ พระองค์ทรงทราบถึงการเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายว่าขึ้นอยู่กับธรรมชาติและระบบสิ่งแวดล้อม หากระบบนิเวศที่เป็นที่อยู่สูญเสียไปเมื่อไร ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้เช่นกัน ธรรมชาติสามารถจะอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์ แต่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้หากปราศจากธรรมชาติ ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงรู้จักระบบนิเวศเป็นอย่างดีนี่เองจึงมีหลักธรรมคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกหลายหัวข้อที่ตรัสไว้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สำนึกในคุณและเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ จะได้ช่วยกันรักษาเพื่อที่มนุษย์จะได้มีแหล่งปัจจัย 4 ไว้ใช้อย่างเพียงพอตลอดไปอย่างยั่งยืน ถ้าหากเปรียบพระบัญญัติเป็นเหมือนกับรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติที่ใช้คุ้มครองอนุรักษ์ทรัพยากรมาแล้วกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา

            หากแต่การจัดการสิ่งแวดล้อมของวัดในสภาพปัจจุบันนี้  ซึ่งมักจะประสบปัญหาต่างๆ เช่น ด้านการพัฒนาศาสนสถาน  ด้านการพัฒนาศาสนบุคคลหรือบุคลากรในวัด  ด้านการพัฒนากิจกรรมภายในวัด  และด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งการดำเนินการในด้านต่างๆ เหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร  จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาในหลายๆ อย่าง เช่น ประชาชนที่มีท่องเที่ยวเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อวัด  เนื่องจากวัดไม่สะอาด  มีสิ่งปลูกสร้างไม่เหมาะสมกับวัด มีสภาพวัดที่ไม่น่าชื่นชมหรือมาแล้วไม่เกิดความสะดวกต่างๆ เช่น  มีที่จอดรถมีน้อย ที่นั่งพักไม่เพียงพอต่อจำนวนประชาชนที่มาวัด ห้องน้ำ-ห้องสุขา สกปรกหรือมีจำนวนน้อย  เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของทางวัดมีน้อยหรือมีกิริยาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่พบได้มาก หากไม่ดำเนินการหาทางแก้ไข ย่อมที่จะทำให้ประชาชนเริ่มออกห่างจากวัดไป  ความเลื่อมใสศรัทธาที่ลดลงและการพัฒนาวัดก็จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

            จากข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการณ์และปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงมีความสนใจที่จะเสนอแนวคิดหลักการการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ และเพื่อศึกษาสภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ รวมถึงปัญหาและอุปสรรค นำไปสู่การวิเคราะห์และนำเสนอรูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

 

2. สภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมของวัด

            สภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการสิ่งแวดล้อมของวัด พบว่าปัญหาในการจัดการสิ่งแวดล้อมของวัดดังกล่าว มีอยู่ 3 ประการ ได้แก่

            1)  ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะมูลฝอย

            ปัญหาขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจากแหล่งท่องเที่ยวบนพื้นที่ภายในวัดกลายเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทำลายภาพลักษณ์อันสวยงามของบนพื้นที่ภายในวัด ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา มีปริมาณขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามจำนวนนักท่องเที่ยวและร้านอาหารบนภายในวัดขยะมูลฝอยจากแหล่งท่องเที่ยวบนพื้นที่ภายในวัดส่วนใหญ่เป็นขยะอินทรีย์ ได้แก่ พวกเศษอาหาร เศษผักผลไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีขยะทั่วไปที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ขยะรีไซเคิลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ขยะมูลฝอยมีการตกค้างเป็นจำนวนมากซึ่งก่อให้เกิดปัญหาขยะล้นวัด ในอนาคตปริมาณขยะมูลฝอยนับวันจะทวีเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้กระบวนการจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่ภายในวัด ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถรองรับได้หรือไม่มีประสิทธิพอ ไม่ว่าพื้นที่ภายในวัดที่มีขนาดใหญ่ และภายในวัดที่มีขนาดเล็กก็ตามยังพบว่าในพื้นที่ภายในวัดแต่ละพื้นที่นั้นยังคงประสบกับปัญหาในด้านการจัดการขยะมูลฝอยที่ยังมีการบริหารจัดการไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดปัญหาขยะมูลฝอยตกค้างในพื้นที่ภายในวัด

            2. ปัญหาการเข้าใจของคนในพื้นที่ในการปรับภูมิทัศน์

            ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัดในบางส่วนที่ต้องปรับปรุงใหม่ได้ถูกต่อต้านจากชุมชน ขณะที่วัดยืนยันทำอย่างเหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวก ไม่มีความขัดแย้งภายในวัดจากกรณีการปรับปรุง และบูรณะภูมิทัศน์รอบศาสนสถาน ต้องมีการพัฒนาหลายๆ ด้าน เช่น การเปิดประตูวัดให้รถสามารถขับเข้ามาได้โดยสะดวก ปรับปรุงถนนทุกสาย โดยลาดยาง หรือเทคอนกรีต ตัดถนนเพิ่มเพื่อให้สะดวกในการขับรถเที่ยวดู และชมสถานที่สำคัญต่างๆ ผ่านทางพระอุโบสถ โบราณสถาน จนเป็นเหตุให้มีกลุ่มต่างๆ ออกมาวิจารณ์ถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสม  พร้อมทั้งมีการคัดค้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจไปแล้วเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทางวัดพยายามทำให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ควรให้ทำต่อไปจนสำเร็จ ทุกอย่างจะดูเรียบร้อย สวยงาม กลมกลืนไปกับธรรมชาติการปรับปรุงภูมิทัศน์ดังกล่าว ทำโดยให้กลมกลืนกับธรรมชาติเดิมมากที่สุด ต้นไม้ขนาดใหญ่ไม่มีการเอาออก ยังคงอยู่ในสภาพเดิม โดยมีการปรับพื้นดินให้เรียบ และวางหินเรียงให้เป็นระเบียบ และสวยงามเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ซึ่งแต่เดิมบนยอดเขาพุทธทอง ไม่มีการใช้ประโยชน์ และมีสภาพรกร้าง โดยจะมีเพียงกิจกรรมในวันสำคัญ เช่นการเวียนเทียน เท่านั้นการปรับปรุงภูมิทัศน์ดังกล่าว ทำโดยให้กลมกลืนกับธรรมชาติเดิมมากที่สุด ต้นไม้ขนาดใหญ่ไม่มีการเอาออก ยังคงอยู่ในสภาพเดิม โดยมีการปรับพื้นดินให้เรียบ และวางหินเรียงให้เป็นระเบียบ และสวยงามเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ซึ่งแต่เดิมบนยอดเขาพุทธทอง ไม่มีการใช้ประโยชน์ และมีสภาพรกร้าง โดยจะมีเพียงกิจกรรมในวันสำคัญ เช่นการเวียนเทียน เท่านั้นหลังมีกระแสข่าวออกไปจนมีการต่อต้านว่าต้นไม้ขนาดใหญ่จะตายจากเหตุการณ์ปรับพื้นที่ เพียงแต่ปรับปรุงสภาพให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นทางวัดก็ได้เชิญเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขึ้นมาแนะนำการรักษาต้นไม้โดยมี นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคนในชุมชนขึ้นมา เพื่อดูการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบพื้นที่ของวัด จนทุกฝ่ายต่างเห็นชอบจึงนำเนินงานต่อ

            3. การส่งเสริมการศึกษาและจิตสำนึกวัดได้กำหนดให้เด็กเยาวชนมาศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาในวันเสาร์-อาทิตย์ เรียกว่าดึงเด็กเยาวชนเรียนธรรมศึกษาเชิงปฏิบัติร่วมเพื่อสร้างให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับวัด มีความรู้ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่กำหนดในการศึกษา เช่น ชมรมธรรมะเด็กแนว ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ กำลังใจให้มีความร่าเริง ไม่น่าเบื่อในการเข้ามาวัด แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาในวัดนั้นเป้าหมายคือการให้ศึกษาอบรมปลูกฝังศีลธรรม วัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามแก่เด็กและเยาวชน สอนในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งการพยายามให้ชาวพุทธ เด็กเยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดมากขึ้น ในขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ได้มีการพัฒนาศักยภาพและบทบาท ในด้านการชี้แนะ สั่งสอน และเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่พุทธศาสนิกชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนในทุกๆ ด้าน เป็นที่สงบจิตใจ เป็นที่พักผ่อนของชุมชน และเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการบริหารจัดการสมัยใหม่ ที่ยังคงยึดหลักพระธรรมวินัยควบคู่กันไป โดยนำหลักการมีส่วนร่วมของการบริหารจัดการสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการบริหารกิจการของวัด ภายใต้หลัก บวร คือบ้าน วัด โรงเรียน และราชการเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการไปสู่เป้าหมาย

 

3. แนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ

            สิ่งที่วัดควรเน้นเป็นพิเศษ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม กลยุทธ์การจัดการสิ่งแวดล้อม แผนกลยุทธ์การส่งเสริมการศึกษาและจิตสำนึก และการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ดังนี้

            1) การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม

            ปัญหาของวัดที่ไม่สามารถจะจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้นั้น เนื่องมาจากการที่วัดดำเนินการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถและเต็มศักยภาพที่มีอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วยว่าจะมีนโยบายอย่างไร ฉะนั้น วิธีการแก้ไขปัญหาหากวัดสามารถจะกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยภาพรวมและการให้มีผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะก็จะสามารถแก้ไขได้มากเพราะวัดมีศักยภาพในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว

            2) การจัดการสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย

                   (1) แผนการประชุมบ่อย ๆ ซึ่งวัดจะต้องกำหนดไว้ในแผนงานประจำปีในการส่งเสริมการประชุมกันบ่อย ๆ หรืออาจจะกำหนดแผนฉุกเฉินในกรณีการเรียกร้องหรือการประท้วง หรือท้วงติงโครงการของวัดบางประการที่ไม่เห็นด้วย และการต่อต้านของพุทธศาสนิกชนในโครงการรัฐอื่นๆ  ซึ่งจะออกมาในรูปของการทำประชาพิจารณ์นอกจากนี้ยังสามารถประชาสัมพันธ์ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกันเสนอความคิดเห็นเป็นการระดมความคิดเห็นของเครือข่ายพุทธศาสนิกชนทั้งหมดรวมไปถึงความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการของวัดว่าสอดคล้องกับภารกิจที่มีหรือไม่ อย่างไร และการปฏิบัติตามหน้าที่ที่มอบหมายเป็นความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับจากการมอบหมายให้ดำเนินงานในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นการเฉพาะตามกรอบของหน้าที่ที่พึ่งกระทำร่วมกันว่าใครมีหน้าที่อะไรบ้างเพื่อการดูแลบำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ

                   (2) แผนการประชุม-เลิกประชุมพร้อมเพรียงซึ่งเป็นการสร้างข้อตกลงร่วมกันเพื่อว่าหากมีการประชุมหรือการทำประชาพิจารณ์จะต้องมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันและจะต้องเลิกประชุมพร้อมกัน หากมีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดการเลิกประชุมก่อนให้ถือว่าการประชุมนั้น ไม่ผลต่อการลงประชามติในการทำโครงการจะต้องมีการประชุมกันใหม่ซึ่งอาจจะทำได้โดยการทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างฝ่ายวัดกับพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ทั้งหมดเพราะเป็นการรับรู้ข้อมูลโดยตลอดเป็นความพร้อมเพรียงเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นจากทุกฝ่ายทั้งหมดและรู้ว่า จะต้องทำอะไร จะต้องทำที่ไหน จะต้องทำอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบบ้างซึ่งการปฏิบัติหน้าได้ตามศักยภาพของตนและเป็นการนำศักยภาพของเครือข่ายแต่ละเครือข่ายซึ่งเป็นจุดแข็งมาทำงานร่วมกันซึ่งบางครั้งมองว่า เครือข่ายแต่ละเครือข่ายมีศักยภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน

                   (3) แผนการไม่บัญญัติกฎ กติกาเพิ่มเติมและลบล้างกฎเดิมฝ่ายวัดกับฝ่ายเครือข่ายพุทธศาสนิกชนทั้งหมดจะต้องทำความเข้าใจในกติกา และกฎเกณฑ์เดิมร่วมกันและพร้อมที่จะปฏิบัติโดยไม่ขัดแย้งรวมทั้งหากมีกติกา กฎเกณฑ์ใหม่ก็พร้อมที่จะพิจาณาความเป็นไปได้ของการปฏิบัติว่าสามารถจะปฏิบัติได้ทั้งหมดหรือไม่ อย่างไร และทุกคนในที่ประชุมจะต้องมีการลงมติรับหลักการร่วมกันโดยถือว่าทุกคนมีหน้าที่ของตนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการให้ความเคารพกฎ กติกาที่มีอยู่และเป็นการให้ความสำคัญต่อกระบวนการกลุ่มที่มุ่งไปที่การศึกษาและรักษากฎกติกา กฎหมาย ระเบียบในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะไปได้ด้วยดี

                   (4) แผนการให้ความเคารพผู้นำ ซึ่งจะอยู่ที่ประธานหรือผู้นำในสถานที่นั้นๆว่าสามารถจะดำรงตนเองให้เกิดภาพของความยุติธรรม และสามารถดำรงตนเองให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเคารพได้อย่างเปิดเผย ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง นอกจากนี้การไม่เลือกปฏิบัติและให้ความใส่ใจต่อพุทธศาสนิกชนทุกพื้นที่จะนำไปสู่การให้ความเคารพต่อผู้นำ นอกจากนี้ เมื่อผู้นำมีการดำรงตนเองดีอยู่แล้วฝ่ายพุทธศาสนิกชนจะต้องเชื่อมั่นและศรัทธาต่อผู้นำในการเข้าร่วมประชุมวางแผนกทุกครั้งเป็นการให้ความสำคัญกับการประชุม การทำประชาพิจารณ์ การทำเวทีชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้นำหรือประธานจะต้องเอาใจใส่ในการรับฟังความคิดความเห็นเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ อย่างไร้อคติ มีความเที่ยงธรรมเป็นการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของผู้นำให้เกิดการดำเนินอย่างผู้เป็นกลางมากที่สุดและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ใด

                   (5) แผนการปกป้องและให้ความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ฝ่ายวัดจะต้องกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมประจำปีให้มีการดึงพุทธศาสนิกชนที่มีบทบาทในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดได้เข้ามาเสริมการทำงานโดยการอนุมัติงบประมาณให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างต่อเนื่องและเพียงพอพร้อมกับการตรวจสอบการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของเครือข่ายต่างๆ รวมทั้งของหน่วยงานรัฐให้มีความโปร่งใส เป็นธรรมและสามารถตรวจสอบได้ซึ่งจะต้องให้อำนาจแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นการส่งเสริมบทบาทพุทธศาสนิกชนในพื้นที่และเป็นการนำศักยภาพของเครือข่ายพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมาใช้ในการดำเนินงานร่วมกันเพราะมองว่าพุทธศาสนิกชนจะมีความสามารถในการปกป้อง ดูแล และรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าผู้ชาย เช่น การเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมหากไม่สำเร็จจะไม่ยอมละลดความพยายาม

                   (6) แผนการให้ความเคารพกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์การกำหนดการทำประชาพิจารณ์ก่อนการจัดทำโครงการทุกครั้งจะต้องมีการสร้างข้อตกลง กติการ่วมกันในการที่จะปกป้องสถานที่สำคัญทางวัตถุโบราณหรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านั้น หากมีการจัดทำโครงการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ส่งผลกระทบต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายเครือข่ายพุทธศาสนิกชนจะต้องร่วมกันต่อต้านหรือเรียกร้องให้มีการทบทวนโครงการดังกล่าวซึ่งทางฝ่ายหน่วยงานจะต้องยุติหรือพิจารณาโครงการใหม่โดยทันทีและนำไปสู่การประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางใหม่อีกครั้งและประเด็นดังกล่าวจะต้องระบุข้อกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปีของวัดหรือเป็นการจัดประชุมวางแผนในวัดหรือสถานที่สำคัญให้เห็นภาพของการรักษาสถานที่สำคัญไว้อันเป็นการแสดงไว้ว่าพุทธศาสนิกชนและวัดได้ให้ความสำคัญกับสถานที่อันเป็นที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพ สักการบูชาและเป็นสถานที่อาศัยอยู่ของผู้คุ้มครองปกป้องดูแลสถานที่นั้นอันเป็นความเชื่อและเป็นศูนย์รวมของการประกอบความดีทั้งหลายซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อความเชื่อของพุทธศาสนิกชนเป็นการเคารพสิทธิต่อการดำเนินวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชน

                   (7) แผนการปกป้องคุ้มครองและให้ความสำคัญต่อพระสงฆ์ เป็นการนิมนต์พระสงฆ์ให้เข้าร่วมประชุมวางแผนและเป็นการนิมนต์ให้พระสงฆ์ได้มีบทบาททางสังคมในฐานะสมาชิกของสังคมในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งบางครั้งพระสงฆ์จะมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะจะไม่มีผลประโยชน์ทางตัวเลขมาเกี่ยวข้อง และพระสงฆ์เอง บางครั้งก็ถูกคุกคาม หากเครือข่ายพุทธศาสนิกชนอื่น ๆ ได้รวมพลังเพื่อปกป้องคุ้มครองพระสงฆ์จะทำให้การดำเนินงานมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ทางวัดจะต้องออกข้อบังคับเพิ่มเติมหากโครงการรัฐ หรือโครงการของเอกชนที่คุกคามต่อเสรีภาพและชีวิตของพระสงฆ์จะต้องเข้าไปดำเนินการเพื่อยับยั้งโดยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ซึ่งอาจจะขอความร่วมมือไปยังฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาดูเพิ่มเติมหรือผู้นำของวัดจะต้องเข้าไปดูและด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

            3) แนวทางการส่งเสริมการศึกษาและจิตสำนึก

            บทบาทหน้าที่ของวัดอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ การกำหนดแผนประจำปีในระยะยาวในการให้การศึกษาแก่พุทธศาสนิกชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในทุกรูปแบบซึ่งเชื่อมโยงไปยังโรงเรียนต่างๆ หรือมหาวิทยาลัยในทุกกิจกรรมการพัฒนา ซึ่งอาจจะขอความร่วมไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อกำหนดหลักสูตรการให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมแก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และพุทธศาสนิกชนทั่วไปในการจัดการสิ่งแวดล้อมในเบื้องต้น เช่น การคัดแยกขยะในครัวเรือนอาจจะทำได้โดยการประชาสัมพันธ์บ่อยๆ และต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสามารถที่จะอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายต่าง ๆให้เกิดประโยชน์ในด้านการให้ความรู้ นอกจากนี้ประเด็นการสร้างจิตสำนึกให้รู้จักคุณค่าและความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมจะต้องทำควบคู่ไปกับการให้การศึกษาเพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งหากมองในรูปของความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมฝ่ายวัดจะต้องมีความสามารถในการปลุกกระแสเรื่องจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมพื้นที่ของตนเอง

            4)การส่งเสริมการมีส่วนร่วม

            การกำหนดแผนงานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนมีความสำคัญอย่างมากในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งการมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินงาน การติดตามตรวจสอบ และการประเมินผล ในการปรับปรุงแก้ไขและการพัฒนาทุกกระบวนการจะต้องมีการกำหนดให้พุทธศาสนิกชนได้มีบทบาทเข้ามาเสริมในการดำเนินงานทุกขั้นตอนและเปิดกว้างในทุกความคิดเห็น ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของการประชาพิจารณ์ในทุกเครือข่ายต่างๆ เช่นเครือข่ายครูนักเรียน นักศึกษา เครือข่ายพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ในภาคต่างๆ เครือข่ายพระสงฆ์ เครือข่ายภาคโรงงานอุตสาหกรรม เครือข่ายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เครือข่ายนักวิชาการ ซึ่งตรงนี้ฝ่ายวัดจะต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการปัญหาและสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นและสร้างแรงขับเคลื่อนในลักษณะองคาพยพเดียวกันซึ่งจะเห็นพลังของเครือข่ายต่าง ๆ ที่ต้องการเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

            อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนตามหลักอปริหานิยธรรมทั้ง 7 ประการ ดังนี้

            1) การหมั่นประชุมเนืองนิตย์ เป็นการเสนอความคิดเห็นเป็นการระดมความคิดเห็นของเครือข่ายพุทธศาสนิกชนทั้งหมด รวมไปถึงความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการของวัด ว่าสอดคล้องกับภารกิจที่มีหรือไม่ อย่างไร และการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับการมอบหมายให้ดำเนินงานในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นการเฉพาะ ตามกรอบของหน้าที่ที่พึงกระทำร่วมกัน ว่าใครมีหน้าที่อะไรบ้างเพื่อการดูแล บำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ นอกจากนี้เป็นการพิจารณาโครงการเก่าและพัฒนาโครงการใหม่เป็นการร่วมกันให้ความคิดเห็นต่อโครงการสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามโครงการว่า สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่อย่างไร หากว่า โครงการที่จัดทำขึ้นมาไม่สามารถสร้างประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนได้ โครงการนั้นจะต้องยุติหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินใหม่ ด้วยการฟังความคิดเห็นจากพุทธศาสนิกชน หรือ การพัฒนาโครงการใหม่ที่คิดว่าสามารถแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านได้อย่างแท้จริง แต่โครงการนั้นจะต้องมาจากการนำเสนอความคิดเห็นจากชาวบ้านโดยตรง

            2) พร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำเป็นการรับรู้ข้อมูลโดยตลอดเป็นความพร้อมเพรียงเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นจากทุกฝ่ายทั้งหมด และรู้ว่าจะต้องทำอะไร จะต้องทำที่ไหน จะต้องทำอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบบ้างซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามศักยภาพของตน และเป็นการนำศักยภาพของเครือข่ายแต่ละเครือข่ายที่เป็นจุดแข็งมาทำงานร่วมกัน ซึ่งบางครั้งมองว่า เครือข่ายแต่ละเครือข่ายมีศักยภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน ฉะนั้น การมอบหมายงานจะต้องมองถึงจุดนี้เป็นสำคัญ หากมอบหมายงานให้แล้วแต่เครือข่ายนั้นไม่มีศักยภาพที่กระทำได้ ก็จะประสบความล้มเหลวมากกว่าจะประสบผลสำเร็จ ที่สำคัญการรับหน้าที่ดังกล่าวหากไม่มีศักยภาพเพียงพอก็ไม่สมควรที่จะรับหน้าที่ในสถานที่ประชุมนั้น ๆนอกจากนี้ ความพร้อมเพรียงในการประชุมจะเป็นการลงคะแนนให้โครงการผ่านหรือไม่ผ่านซึ่งเป็นการร่วมกันให้คะแนนต่อโครงการที่จะทำขึ้นมาว่ามีความสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์ มีความสำเร็จอยู่ในระดับใด สมมติว่า หากผลการประเมินอยู่ในระดับ 0/5 จะต้องระงับโครงการนั้นทันที ถ้ามีความสำเร็จอยู่ในระดับ 2/5 ถือว่าไม่ผ่านการประเมินจะต้องปรับปรุงใหม่โดยทันทีเช่นกัน แต่หากความสำเร็จโครงการนั้นอยู่ในระดับ 4-5/5 โครงการนั้นสามารถดำเนินงานต่อไปได้

            3) การไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ และไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว กล่าวคือการไม่บัญญัติกฎ กติกาเพิ่มเติมและลบล้างกฎเดิมเป็นการให้ความเคารพกฎ กติกาที่มีอยู่และเป็นการให้ความสำคัญต่อกระบวนการกลุ่มที่มุ่งไปที่การศึกษาและรักษากฎกติกา กฎหมาย และระเบียบในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะนอกจากนี้การรักษาหลักการเดิมไว้ได้เป็นการยึดถือหลักการไว้อย่างสูงสุด หรืออาจจะเป็นนโยบาย กฎหมาย กติกาสังคม เป็นต้น เพราะบางครั้งมองว่า เมื่อเปลี่ยนผู้นำการบริหาร หรือประธานในที่ประชุมต่าง ๆ ก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักการอยู่เสมอ ทำให้บางครั้งผู้ปฏิบัติงานเกิดความสับสนหรือบางครั้งไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ฉะนั้น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักการอยู่บ้าง แต่ก็ควรอยู่ในกรอบของการรับรู้ของพุทธศาสนิกชน ว่ามีความเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด อย่างไหนที่สมควรแก้ไข อย่างไหนไม่สมควรเปลี่ยนแปลง นั่นคือ หากมีการเปลี่ยนกฎหมายแต่หลักการไม่เปลี่ยนก็จะทำให้การปฏิบัติงานหรือการดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและรับรู้ร่วมกันอย่างถูกต้อง

            4) การให้ความเคารพนับถือผู้ใหญ่ เห็นถ้อยคำว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟังเป็นการให้ความเคารพผู้นำ การเข้าร่วมประชุมวางแผนทุกครั้งเป็นการให้ความสำคัญกับการประชุม การทำประชาพิจารณ์ การทำเวทีชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้นำหรือประธานจะต้องเอาใจใส่ในการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ อย่างไร้อคติ มีความเที่ยงธรรมเป็นการติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้นำให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นกลางมากที่สุดและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ใด ซึ่งหากผู้นำหรือประธานสามารถดำรงตนอย่างไม่มีอคติและมีความเที่ยงธรรม พุทธศาสนิกชนควรจะให้ความเคารพ เชื่อฟังคำพูดและการเสนอแนะจากผู้นำหรือประธานในสถานที่นั้น ๆ จนนำไปสู่ความไว้ใจจากพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นการแสดงวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำว่าสามารถสร้างศรัทธา ความเชื่อมั่น ความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพราะหากผู้นำมีอคติหรือไม่เที่ยงธรรมจะทำให้ความร่วมมือของพุทธศาสนิกชนในการแก้ไขปัญหาลดลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่นำไปสู่ความพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในที่สุด หรือบางครั้งอาจจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง แต่หากผู้นำปฏิบัติไปตามกรอบที่กำหนดและเป็นกลางแล้ว ผู้นำจะได้รับความไว้วางใจจากพุทธศาสนิกชนและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยดี

            5) การสร้างเครือข่ายพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ และให้ความคุ้มครองปกป้อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการปกป้องและให้ความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมบทบาทพุทธศาสนิกชนในพื้นที่และเป็นการนำศักยภาพของเครือข่ายพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมาใช้ในการดำเนินงานร่วมกัน เพราะพุทธศาสนิกชนจะมีความสามารถในการปกป้อง ดูแล และรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าบุรุษ เช่น การเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม หากไม่สำเร็จก็จะไม่ยอมลดละความพยายาม เป็นต้นการสร้างอาวุธทางปัญญาให้กับเครือข่ายเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับเครือข่ายต่าง ๆ ที่จะสามารถร่วมกันจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ไม่มีความรู้ก็ไม่สามารถจะวางแผน ดำเนินการ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และทบทวน ปรับปรุง พัฒนาได้ หากเครือข่ายพุทธศาสนิกชนในพื้นที่หรือเครือข่ายพุทธศาสนิกชนอื่น ๆ มีความเข้าใจ และมีองค์ความรู้ก็จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับวัดอย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

            6) การให้ความเคารพ สักการบูชาสถานที่สำคัญสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อมในศาสนสถาน เช่นการจัดประชุมวางแผนในวัดหรือสถานที่สำคัญเป็นการให้ความสำคัญกับสถานที่อันเป็นที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพ สักการบูชาและเป็นสถานที่อาศัยอยู่ของผู้คุ้มครองปกป้องดูแลสถานที่นั้นอันเป็นความเชื่อและเป็นศูนย์รวมของการประกอบความดีทั้งหลายซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อความเชื่อของพุทธศาสนิกชนเป็นการเคารพสิทธิต่อการดำเนินวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชน เพราะบางครั้งโครงการของรัฐส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนในการทำกิจกรรมความดีต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมหรือบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงที่ไปรบกวนพุทธศาสนิกชนในร่วมกันฟังธรรม จนไม่อาจอยู่ในการฟังนั้นได้ หรือ การสร้างมลพิษในบริเวณรอบ ๆ ของสถานที่สำหรับการเคารพสักการบูชาของพุทธศาสนิกชน ทำให้ไม่สามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีดังนั้นการมีสัญลักษณ์เดียวกันของพุทธศาสนิกชนเป็นการสร้างธงแห่งความร่วมมือโดยอาศัยความเชื่อทางพระพุทธศาสนาหรือความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องด้วยกันต่อสถานที่สำคัญ เช่น การสักการบูชาเจดีย์ การสักการบูชาพระสถูป การสักการบูชาถาวรวัตถุที่เชื่อว่ามีผู้ปกปักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อการปฏิบัติร่วมกันของคนในชุมชน

            7) การจัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกันอันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ (ผู้มีศีล) ทั้งหลาย หมายถึง การปกป้องคุ้มครองและให้ความสำคัญต่อพระสงฆ์ เป็นการนิมนต์พระสงฆ์ให้เข้าร่วมประชุมวางแผนและเป็นการนิมนต์ให้พระสงฆ์ได้มีบทบาททางสังคมในฐานะสมาชิกของสังคมในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งบางครั้งพระสงฆ์จะมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะจะไม่มีผลประโยชน์ทางตัวเลขมาเกี่ยวข้อง แต่บางทีพระสงฆ์เองก็ถูกคุกคาม หากเครือข่ายพุทธศาสนิกชนอื่น ๆ ได้รวมพลังเพื่อปกป้องคุ้มครองพระสงฆ์จะทำให้การดำเนินงานมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การเทศนาธรรมซึ่งเป็นการแสดงบทบาทของพระสงฆ์ในพื้นที่สำหรับการเผยแผ่ธรรมนำคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไปสู่ชาวบ้านให้เกิดการดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยจิตสำนึกและการดำเนินวิถีชีวิตอย่างปกติสุขให้มากที่สุด และที่สำคัญพระสงฆ์จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี มีการดำรงวิถีชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบคุณงามความดีตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของพระสงฆ์ในการเป็นแบบอย่างให้กับพุทธศาสนิกชน และเพื่อให้เกิดจิตสำนึกรักในคุณค่าแห่งการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้สูญเสียความสมดุล และอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนสืบไป

 

4. สรุป

            จากแนวทางการแก้ไขปัญหาการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนในทบทวนและปรับปรุงพัฒนาเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนมีความเห็นว่าวัดควรที่จะส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนตามหลักอปริหานิยธรรม ดังนี้ คือ  1) ความพร้อมเพรียงในการจัดการประชุมเพื่อทบทวนการดำเนินงานตามโครงการที่ได้เสนอไว้โดยพุทธศาสนิกชน ว่ามีความสำเร็จมากน้อยเพียงใด พร้อมกับจัดทำเอกสาร การประชาสัมพันธ์ การออกสื่อต่างๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบข้อมูลทั้งหมด หากไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายจะวางแผน จะดำเนินการหรือจะติดตามตรวจสอบและประเมินผลอย่างไรต่อไป 2) ความพร้อมเพรียงของเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ละเครือข่าย จะต้องสรุปผลการประเมินโครงการแต่ละโครงการว่าเป็นอย่างไรในรูปของเอกสารเพื่อนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาโครงการต่อไป รวมทั้งวัดจะต้องรับฟังอย่างมีเหตุผล โดยผู้นำการประชุมที่แม้ว่าเป็นผู้นำแต่จะต้องรับฟังเสียงของทุกเครือข่าย และให้เกียรติพุทธศาสนิกชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่อคติต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด 3) ความพร้อมเพรียงในการให้ความสำคัญแก่พุทธศาสนิกชนซึ่งทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มคุ้มครองปกป้องสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพสักการบูชา และปกป้องคุ้มครองเครือข่ายพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอันเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพจากพุทธศาสนิกชน ซึ่งบางครั้งก็ยังถูกนายทุนทำร้ายร่างกายถึงขั้นเสียชีวิต วัดจะต้องเข้าช่วยเหลือและปกป้องเครือข่ายพระสงฆ์ให้พ้นจากการรุกราน เพื่อให้พระสงฆ์ได้มีโอกาสในการสั่งสอนอบรมพุทธศาสนิกชนให้รู้จักคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) ความพร้อมเพรียงในการไม่ละเมิดกฎกติกา ระเบียบกฎหมายบ้านเมือง หรือกติกาในสังคมนั้น ๆ อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งการเป็นหูเป็นตาแทนวัดหากมีการกระทำความผิดจะเป็นผู้ไม่นิ่งเฉย จะต้องแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป 5) การสร้างจิตสำนึกและการสร้างองค์ความรู้ให้กับเด็ก เยาวชน และนักศึกษา หรือพุทธศาสนิกชนทั่วไปให้มีโอกาสได้มีความรู้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องเพื่อการสร้างความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 6) ความพร้อมเพรียงกันในการให้มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไม่ละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด 7) การจัดการทำเวทีชาวบ้าน การทำประชาพิจารณ์ การทำประชาสังคมควรส่งเสริมให้มีการดำเนินการบ่อย ๆ ตั้งแต่กลุ่มเล็กไปถึงกลุ่มใหญ่ เพื่อสรุปบทเรียนทั้งหมดโดยร่วมกันบ่อยครั้งและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ปรับปรุง หรือการพัฒนาในโครงการอื่น ๆ ต่อไป 8) การสนับสนุนงบประมาณจากวัดจะต้องไม่มีอคติต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ต้องมีความเท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อม

 

เอกสารอ้างอิง

 

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.  (2539). พระไตรปิฏกภาษาไทย  ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร  : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 

กองพุทธศาสนสถาน  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2551). คู่มือการประเมินมาตรฐานการพัฒนาวัด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

ฐิติพร สะสม. (2553). “ศึกษาระบบและการจัดการวัดในพระพุทธศาสนา : กรณีศึกษาวัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเวียง จังหวัดน่าน”. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 

ระวี ถาวร. (2551). มุมมองของท้องถิ่นเกี่ยวกับความหลากหลายทางนิเวศวิทยาและการติดตามระบบนิเวศภูเขาหินปูน โดยชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย จังหวัดสระบุรี. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการวิจัยเรื่อง “การจัดการสิ่งแวดล้อมของวัดตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี”ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558

**ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การบริหารจัดการองค์กร



ความเห็น (0)