คุณอุ้ย ... อันชิษฐา เป็นผู้หนึ่งของชาวกรมอนามัยนะคะ ที่นำ KM มาใช้กับงานเป็นลำดับแรกๆ หาอ่านเรื่องเล่าของเธอได้ที่บล็อก ชุมชนส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 ค่ะ

คุณอุ้ยได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำ KM ของเธอในกลุ่มผู้ป่วย ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มาเล่าให้ฟังในเครือข่ายเภสัชฯ สั้นๆ นะคะ

งานของคุณอุ้ย อยู่ที่คลินิกสุขภาพ และตรวจโรคทั่วไป เธอได้นำกระบวนการ KM มาใช้ เพื่อการสร้าง CoP และเริ่มต้นมองที่งานของตัวเอง โดยมุ่งเป้าหมายขับเคลื่อนในส่วนของผู้รับบริการ

และจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาบ้างว่า เขาบอกกันไว้ว่า KM นี่ อย่าเอามาเป็นภาระ ... เราก็มองที่งานของเรา ที่เราดูแลก็คือ คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เราก็มีกลุ่มนี้อยู่แล้ว จึงมองว่า ก็น่าจะสำเร็จได้นะ ถ้าเอากลุ่มนี้มาคุยกัน ก็เลยมาลองทำกับคนไข้ จากคนไข้ ที่มาหาแล้ว น้ำตาลก็ขึ้น เบาหวานก็ขึ้น ลองมาลดปัญหาตรงนี้โดยใช้ KM มาช่วย

ตอนแรกๆ ก็งงๆ ว่า จะทำยังไง ... คนไข้ก็ไม่รู้จะเล่าอะไร เราก็ไม่รู้จะให้เขาเล่าอะไร ก็เลยให้เล่าในสิ่งที่เขาปฏิบัติก็แล้วกัน คือ เล่าจากตัวเอง เราก็ถามเขาไปเรื่อย ใช้วิธีชื่นชม ใช้วิธีเปิดใจ กลุ่มก็มีการทักทายกัน จากการที่เขาก็ไม่รู้จักใครเลย มาถึงก็ตรวจ แล้วก็กลับ มาถึงเราก็แนะนำให้เขารู้จักกัน

พอกลุ่มเริ่มคุ้นเคยกัน เราก็ทำไป เพราะว่าทำไปก็ดีนะ การชื่นชม ทักทายกันก็มีความสุขดี ... พอผ่านไปเดือนที่สอง ก็มีคำตอบ ... อยู่ที่คนไข้คนหนึ่งเล่า บอกว่า เวลาเขากินข้าวเสร็จแล้ว เขาก็จะเดิน ป้าปกติก็ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่ป้าก็จะเดิน ปรากฎว่า น้ำหนักก็ลด ... พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ ก็รู้เลยว่า จาก KM แน่เลย เพราะว่าพอฟังเพื่อนเอาสิ่งที่ดีๆ มาเล่า เขาก็เกิดปิ๊ง และลองเอาไปทำ และผลมันดี

เพราะฉะนั้น ต่อมาเราก็เลยเอาประเด็นนี้มาชูกัน ... ถามว่า เขาทำกันยังไง ทำกันแบบไหน ทำไมถึงทำได้ ซักไซ้ไล่เรียงกันไป จากเดิมประเภทที่ว่า บอกอะไรก็บอกไม่ได้ อยากก็กิน ไม่บอกหรอก อะไรอย่างนี้ ... กลายเป็นว่า คุณลุงคุณป้าที่เคยกินแต่ยา หมอก็ปรับการใช้ยาลง ... พอผ่านไป สามเดือน สี่เดือนก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ... แต่เดิมเราเป็นคนสอนสุขศึกษาเอง เราก็รู้ว่า เขาฟังเขาก็ก็เบื่อ เราเองก็รู้ สอนเองก็ขี้เกียจสอน เพราะว่าคุณป้าก็ทำเหมือนเดิม และก็ขี้เกียจมานั่งฟังเรา

แต่พอเปลี่ยนรูปแบบเล่า ว่าเราเอา KM เอา Success story เอาสิ่งที่คนทำตัวเองได้ดี เอามาชู เอามาโชว์ เอามาแสดง เอามาให้เขารู้สึกว่า เขาสมควรได้รับการยกย่อง ตอนนี้เขาก็สอนกันเอง

ผ่านเข้ามาปีนี้ ย่างเข้าปีที่สอง เราเห็นชัดมาก ปกติที่ รพ. รับคนไข้บัตรทอง (ปี 44) มาปี 48 เราใช้ KM เห็นชัดเลยว่า คนไข้ของเราระดับการใช้ยาลดลง คุณหมอที่นั่งตรวจบอกเลยว่า คนไข้ของอุ้ย ผมรู้สึกเลยนะว่า ดีขึ้น พอมาถึงผมดูแล้ว ผมก็รู้ว่าไม่ต้องใช้ยาแล้ว ผมบอกไปว่า "ผมไม่นัดนะ ป้าไม่ต้องใช้ยาแล้ว ป้าไม่ต้องมาแล้วนะ เพราะว่าไม่ต้องกินยา" ... แต่ป้าบอกว่า "ป้าจะมา เพราะว่าป้าจะต้องมาเข้ากลุ่ม มาพูดให้คนอื่นฟัง"

คนไข้ก็จะบอกหมอหมดว่า เขาทำอะไร ทำยังไง ... จนคุณหมอก็บอกว่า คนไข้กลุ่มนี้ พูดเก่งน่าดูเลย

ถ้ามีคนใหม่เข้ามาละก็ เขาก็จะเป็นคนเชียร์ เราก็เป็น Fa จริงๆ เลย คือ เป็นคนเชียร์ อย่างโน้นอย่างนี้ จัดกลุ่ม จัดห้อง เอื้ออำนวยความสะดวกให้เขา เขาก็จะคุยกัน แลกเปลี่ยนกันเป็นช่วงๆ ช่วงที่เขารอนี้ เราใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 20 คน และคนไข้ส่วนใหญ่ของเราก็เป็นผู้สูงอายุ

ต่อมา เราก็ได้มาจัดระดับของคนไข้ คือ ระดับ 1 ถึง 5 ดีน้อย ถึงดีมากที่สุด ... คือตั้งแต่ไม่รู้-รู้ ไม่สนใจ-สนใจ จนดูแลตัวเองได้ และถ่ายทอด ... ในปีนั้น เราก็สรุปงานได้ว่า คนไข้เรา 100 กว่า เป็นเบาหวาน 68 คน เป็นความดัน 50 กว่าคน ที่เหลือเป็นสองโรครวมกัน ผลลัพธ์ออกมา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เราก็พบว่า มันสอดคล้องกับที่เขาประเมินว่า ระดับ 4-5 ดาว เกินครึ่ง ทำให้เรารู้ว่า ถ้าเราใช้ KM เป็น มันก็ใช้ได้ผลกับทุกงาน

เคยมีคนบอกว่า KM ของอุ้ยน่ะ ไปใช้กับคนไข้ไม่ได้หรอก ต้องทำกับเจ้าหน้าที่ แต่พอทำไปแล้ว ก็รู้สึกว่า ถ้าทำไปแล้วได้ผล คนก็มีความสุข แล้วทุกอย่างมันดี มันก็น่าจะเรียกว่า KM ตอนนี้เราก็ดีใจมากนะคะ เพราะว่า เราเอา KM ไปใช้ได้ทุกที่เลย

มีเทคนิคการทำ KM เล็กน้อย ก็ตรงที่ ... เราก็มองกันเสียก่อนว่า ตรงไหนเข้าไปทำได้ง่าย เริ่มตรงนั้น ไม่งั้นเราจะ setup คือ upset ... ถ้าเราไปเจอหินๆ แล้ว เราก็หันเลยค่ะ หันไปหาคนที่เขาชื่นชม รักเรา หาก๊วน ไปทำ KM ตรงนั้นเลย เพราะว่าจากประสบการณ์เราเจออย่างนั้นจริงๆ คนที่หินๆ เขาก็จะมาหาเราเอง

สนุกกับงาน แล้ว KM ก็จะเนียนในเนื้องาน และทุกคนก็จะรู้ว่า KM ไม่เป็นภาระ ... มองหาคนที่รักเรา คนที่รู้ใจ และเดินคู่ไปด้วยกัน แล้ว KM ก็จะสำเร็จค่ะ

ถ้าสนใจเรื่องเล่าของคุณอุ้ย อ่านต่อได้ที่นี่นะคะ ชุมชนส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1