ชีวิตที่พอเพียง 2990. ชมทะเล ที่ชมทะเลรีสอร์ท แหลมผักเบี้ย


เช้าตรู่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ผมตื่นก่อนตีห้า    ออกไปนั่งกินบรรยากาศที่เก้าอี้ผ้าใบหน้าบังกาโล หมายเลข ๙ ท่ามกลางความมืด     แต่ก็มีไฟสนามของชมทะเลรีสอร์ท ให้ความสว่าง  

เป็นการ “ชม” ผ่านโสตประสาท   เพราะผมเตรียมไปฟังเสียงคลื่น    ผมพบว่า เสียงคลื่นที่ไพเราะ คือคลื่นกระทบฝั่งที่เป็นหาดทราย     เราจึงมีคำว่า “เสียงน้ำเซาะทราย”   

เช้านี้ผมได้ฟังเสียงน้ำเซาะทราย เทียบกับ เสียงน้ำสาดซัดกองหินกันคลื่น    จึงได้ข้อสรุปดังข้างบน    เพราะเสียงน้ำเซาะทรายมีเสียงซัดซ่าเป็นสองจังหวะ โทนเสียงแหลม    แต่น้ำซัดกองหินเสียงทุ้ม ไม่มีซัดซ่า    การได้มีโอกาสทำจิตว่าง เงี่ยหูฟังเสียงคลื่นซัดอย่างเดียว     น่าจะถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง

นอกจากเสียงคลื่น ยังมีเสียงเรือ  ที่ได้ยินเป็นเสียงเรือหางยาว    แล่นมาเป็นช่วงๆ

ที่ขาดไปสำหรับหมู่บ้านในชนบทคือ เสียงไก่ขัน    ไม่มีเลย    วัฒนธรรมเลี้ยงไก่ประจำบ้านหายไปแล้ว    แต่พอสว่าง นกกางเขนก็มาร้องเพลงให้ฟัง

แล้วผมก็ฝึกทำสมาธิทางจักษุประสาทต่อ    เริ่มด้วยการชื่นชมสวนเล็กๆ ที่มีไฟสนามให้ความงาม ในท่ามกลางความมืด    และถ่ายรูปเอาไว้ชื่นชมภายหลังด้วย     แล้วไปนั่งที่ลานคอนกรีตริมน้ำ     ฟังเสียงคลื่น กระทบฝั่งสองแบบ และเสียงเรือหางยาวแล่นเข้าฝั่ง หรือจริงๆ แล้วเข้าคลองแพปลา    และชมท้องฟ้ามืดสนิท เห็นจุดแสงไฟลิบๆ เป็นจุดๆ    มีแสงไฟจากเรือหาปลาแล่นกลับฝั่งมาสลับเป็นระยะๆ     เมื่อแล่นเข้ามา ในลานสายตาส่วนที่ไม่ถูกแนวหินกันคลื่นบัง ก็เห็นแสงไฟสะท้อนในน้ำงดงาม    

เวลาประมาณตีห้าครึ่ง ฟ้าก็เริ่มสาง     ผมหวังว่าจะได้ชื่นชมและถ่ายรูปแสงทองส่องฟ้ายามอรุณรุ่ง     แต่ก็ผิดหวัง     ได้เห็นแต่ท้องฟ้าสีเทาประดับเมฆฝน    

เวลาเกือบหกโมงเช้า สว่างแล้ว ผมแต่งตัวออกไปเดินชมบริเวณ    โดยเดินออกไปทางคลองแพปลา      ว่าจะเดินไปให้ถึงแพปลา แต่ก็โดนหมาหมู่ไล่กลับมา    ระหว่างนี้มีเรือหาปลาแล่นกลับเป็นระยะๆ     ส่วนใหญ่เป็นเรือหางยาวมีชาวประมงสองคนร่วมกันทำงาน    มีลำหนึ่งขนาดใหญ่หน่อย เครื่องเรือดีเซลเสียงนุ่ม ไม่ดังสะท้านฟ้าอย่างเสียงเรือหางยาว    

ผมเดินกลับไปทางเขื่อนกันคลื่นขนาบคลองแพปลา     ไปดูคนตกปลาสี่ห้าคน     ได้ภาพวิว หลากหลายมุม    ได้สังเกตเขื่อนกันคลื่น จำนวนหลายลูก  ที่เจ้าหน้าที่โรงแรมซึ่งเป็นคนแถวนี้บอกว่า ค่าก่อสร้างเป็นเงิน “สองร้อยล้าน”    ที่เป็นตัวการทำลายหาดทราย   เปลี่ยนเป็นหาดหิน

เดินกลับรีสอร์ททางหาดทราย ที่ทรายเป็นคลื่นปนสีดำของมลภาวะ    เจอสุนัขสามตัว  ตัวโตเป็นแม่หมานมโต แสดงว่าลูกยังดูดนมอยู่    แต่ไม่เห็นลูกเล็ก เห็นแต่ลูกโตที่มาด้วย    สองตัวนี้มาตะกายผมจนปัดป้องไม่ทัน    จนในที่สุดเขาเห็นว่าผมไม่เล่นด้วย จึงหันไปเล่นกันเอง ฟัดกันสนุกสนาน    ผมดีใจที่เห็นเขามีความสุข 

กลับมารับสาวน้อยไปเดิน  แต่อนิจจา ฝนไม่เป็นใจ    ฝนแม้เพียงเปาะแปะสาวน้อยก็ไม่สู้ กลัวเป็นหวัด    ในขณะที่ลูกชาวบ้านอย่างผมไม่สนใจฝนแบบนี้   

แต่เราก็ได้ถ่ายรูปสวน ต้นไม้ ดอกไม้    และถ่ายดอกลักษณะเป็นพู่สีขาว     ที่ถามชื่อจากเจ้าหน้าที่ เธอก็ไม่รู้จัก 

เรากินอาหารเช้าที่ศาลาในสวนหน้าบังกาโลหมายเลข ๑๐   โดยเราสั่งข้าวต้มปลา   เขาแถมไข่ลวก คนละฟอง   แต่เขาก็มีขนมปังปิ้งกับแยม และปาท่องโก๋จิ้มนมข้น    รวมทั้งแตงโมให้ด้วย 

เจ้าหน้าที่เอาใบถามความเห็นและคำแนะนำมาให้กรอก    นอกจากกรอกความเห็น ชมและแนะรีสอร์ทแล้ว     ผมยังแนะให้เขาเรียกร้องให้รัฐเลิกทำลายหาดทรายโดยการสร้างเขื่อนกันคลื่น  

ผมถามเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทว่าเป็นคนแถวนั้นหรือไม่ เธอตอบว่าใช่    ผมจึงถามว่าสมัยก่อนชายหาด ของที่ดินผืนนี้เป็นหาดทรายใช่ไหม เธอตอบว่าใช่    และอยู่ตรงบริเวณเขื่อนกันคลื่นโน่น    แสดงว่าชายหาดถูก เซาะหายไปกว่าร้อยเมตร    ซึ่งผมสันนิษฐานว่าเกิดจากเขื่อนกันคลื่นที่อยู่ทางทิศใต้ของที่ดินผืนนี้    แต่เมื่อเห็นเขื่อนกันร่องน้ำของคลองแพปลายื่นออกไปในทะเลมาก    ผมก็ทำนายว่านานไปที่ดินบริเวณ ชมทะเลรีสอร์ทอาจงอกก็เป็นได้ 

ผมถามเจ้าหน้าที่ว่าห้องพักที่หันหน้าสู่ทะเลหนึ่งหลังสองห้องนั้นหากต้องการพักราคาเท่าไร    ได้คำตอบว่าเป็นห้อมที่สมเด็จพระเทพรัตน์เคยประทับ จึงไม่เปิดให้คนอื่นเข้าพัก    และรีสอร์ทนี้เป็นของพระสหาย ชื่อ “คุณเอ” อยู่ที่กรุงเทพ    ท่านที่ต้องการติดต่อจองห้อง ติดต่อได้ที่ 099 097 7271, www.chomtalayathadchao.com


ผมคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องจองที่พักผ่าน Booking.com  เธอบอกว่าอันตราย    มีคนจองแล้วมาหาที่พัก พบว่าไม่มีโรงแรมชื่อนั้น   ตรวจสอบพบว่าแหล่งที่หลอกอยู่ที่อินโดนีเซีย   เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยิน เรื่องการต้มตุ๋นผ่าน Booking.com    จากเอกสารระบุราคาที่พักที่เธอให้มา    ราคาจองที่รีสอร์ทโดยตรงกับผ่าน Booking.com เท่ากัน 

เราออกจากชมทะเลรีสอร์ทเวลา ๙ น.   ขับรถเข้าเพชรบุรีทางถนน 3177 ระยะทาง ๑๐ ก.ม.    ไม่เชื่อ GPS ของ Google Map ที่บอกว่าระยะทาง ๕๐ ก.ม. และบอกทางผิดๆ    เราแวะร้านขนมหม้อแกงแม่กิมไล้ ซื้อขนมหม้อแกงของฝาก    แล้วไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านเรือนวารีสมุทรสงคราม พร้อมกับซื้ออาหารไป เลี้ยงวันเกิด “เลขา” (มูลนิธิพูนพลัง)  ครบ ๔๔ ขวบในวันนี้    เราพบว่าในสามร้านที่เราไปกินอาหาร ในช่วงสองวันนี้    ร้านเรือนวารีอร่อยและราคาย่อมเยาที่สุด

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ก.ค. ๖๐



1 ไฟสนาม



2 ทะเลและท้องฟ้าเมื่อ ๕.๓๐ น.



3 จุดสว่างที่มีเงาในน้ำคือไฟจากเรือสองลำแล่นสวนกันและกำลังแล่นห่างจากกัน



4 เวลา ๕.๔๓ น.



5 คลองแพปลา



6 คลองแพปลาถ่ายออกไปทางทะเล



7 คลองแพปลาถ่ายจากสะพานข้ามคลองตอน ๙ น.



8 นักตกปลาที่เขื่อนขนาบคลองแพปลา



9 ชายหาดที่อยู่ระหว่างเขื่อนขนาบคลองกับชมทะเลรีสอร์ท



10 ชายหาดเดียวกัน ถ่ายจากบังกะโล



11 หน้าบังกะโลหลังที่ ๙


12 ต้นไม้ในสวน



13 ใครรู้จักชื่อช่วยบอกด้วย



14 กินอาหารเช้าในสวน



15 หน้าชมทะเลรีสอร์ท




16 ทางเข้าชมทะเลรีสอร์ท

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#ชีวิตที่พอเพียง#เพชรบุรี#แหลมผักเบี้ย#600814#ชมทะเลรีสอร์ท#เรือนวารี

หมายเลขบันทึก: 633461, เขียน: 14 Aug 2017 @ 11:42 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)