อัทยาชานติ 1

ความสงบและความรัก

เป็นพื้นฐานของอารมณ์ความรู้สึกของเรา 

แม้แต่ในขณะที่เราโกรธ 

 เราจะไม่รู้สึกโกรธถ้าหากเราไม่แคร์คนๆนั้น

ความสงบ ความรัก และความใสสะอาด คือธรรมชาติเดิมแท้ของเรา

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เส้นทางสู่ความจริง

คือการเห็นสิ่งที่ไม่จริงในแต่ละขณะ

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

ที่นี่ คือแดนที่ทุกคนอยากไปถึง 

 เธอไม่เคยออกไปจาก ที่นี่ 

 นอกจากเธอคิดไปเอง

เมื่อเธอระลึกถึงเรื่องราวในอดีต 

 การระลึกนั้นเกิดขึ้น ที่นี่ 

 เมื่อเธอคิดถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

 การคิดนั้นเกิดขึ้น ที่นี่

เธอเข้าถึง ที่นี่ ได้

โดยแค่เพียงปล่อยวางความคิดว่าเธอคือใครแค่นั้นเอง 

 แล้วเธอก็จะตระหนักว่า "ฉันอยู่ ที่นี่" 

 ที่นี่ คือที่ซึ่งไม่มีการเชื่อความคิด 

 ทุกครั้งที่เธออยู่ ที่นี่เธอไร้สถานภาพโดยสิ้นเชิง 

 เป็นการไร้สถานภาพที่สุกสว่าง 

 เป็นความศูนย์อย่างสมบูรณ์นิรันดร์กาล 

 เป็นความว่างที่ตื่นรู้เป็นความว่างที่เต็มเปี่ยมเป็นความว่างที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียว 

 เกิดขึ้นในระดับที่ผมเรียกว่าหัวใจ 

 ประสบการณ์การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวนี้ 

 ลึกซึ้ง และทำให้ผู้เข้าถึงเปลี่ยนเป็นคนใหม่ 

 มันไม่ใช่การเข้าถึงความไร้อัตตาตัวตน 

 แต่มันเป็นการเข้าไปสัมผัสกับความเป็นหนึ่งในระดับของจักรวาลความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง

การสลายของอัตตาตัวตน 

 คือการสลายของความเป็นหนึ่งเดียวเข้าสู่สิ่งที่มีอยู่ก่อนความเป็นหนึ่งเดียว

เส้นทางของการเข้าถึง

เริ่มจากการรับรู้ว่าอัตตาตัวตนมีอยู่ 

 ต่อมาก็รู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียว 

 จากนั้นธรรมชาติรู้นี้จะสลายไป 

 สิ่งที่เหลืออยู่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้ 

 เพราะคำพูดใดๆล้วนเป็นของคู่ 

 ในสภาวะเหนือตัวตนนี้ไม่มีการเป็นของคู่ 

 ไม่มีแม้ความเป็นหนึ่งหรือความเป็นหนึ่งเดียว ความเงียบหรือการมีอยู่เป็นอยู่ 

 ไม่มีคำพูดใดที่จะบอกได้เกี่ยวกับสภาวะนี้ 

 ไม่มีแม้คำว่าอิสรภาพ 

 มันมีอยู่ในที่ซึ่งคำพูดทั้งมวลไม่สามารถใช้ได้ 

 มันคือไข่มุกล้ำค่าและมันคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถเกิดขึ้นได้ 

 ผมไม่ได้พูดเพื่อให้คุณสับสน 

 นี่คือคำอธิบายที่สื่อถึงสภาวะอย่างตรงไปตรงมามากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

แก่นกลางแห่งความทุกข์ของเราคือ การแบ่งแยก 

 การแบ่งแยกที่เกิดจากการหันหลังให้กับความบริสุทธิ์และความสมบูรณ์แบบ 

ที่เป็นธรรมชาติเดิมแท้ของเรา 

 และพยายามเป็นคนที่คนอื่นรอบตัวต้องการให้เราเป็น 

 เราจำเป็นต้องหันกลับไปหาธรรมชาติเดิมที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบนี้ 

 เพราะธรรมชาติเดิมไม่เคยหายไปไหน 

 และไม่มีใครมาเอาไปจากเราได้ 

 แค่หันเข้ามองภายในด้วยสติปัญญา 

 แล้วเราจะพบความบริสุทธิ์ ความงามความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นเราที่แท้จริง 

 ทำเช่นนี้เสมอๆจนเราสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสิ่งที่ไม่เคยหายไปจากเราเลย

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เมื่อเธอเปลี่ยนจากการคิด 

 ไปเป็นการสัมผัสด้วยประสบการณ์ตรง 

 โลกทั้งโลกจะเปลี่ยนไป

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เมื่อสัมผัสความเงียบภายในอย่างลึกซึ้ง 

 ความเงียบจะกลายเป็นความรัก 

 เมื่อเข้าถึงแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่ง 

 ความรักก็จะอยู่ตรงนั้น 

 เมื่อสัมผัสกระแสแห่งความรัก 

 กายใจจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่ง 

 ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

การถามเข้าไปในความเงียบภายในกลางกาย 

ใครคิด ใครรู้สึก 

 เป็นวิธีเดียวที่จะนำเข้าไปสู่เขตเชื่อมต่อระหว่างโลกียะและโลกุตระ

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

การเข้าถึงความจริงแท้ 

 คือการค่อยๆเบ่งบานเข้าสู่ความเงียบภายใน 

 เมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงความเงียบภายใน 

 นั่นคือเธอกำลังเชื่อมโยงกับแก่นกลางของชีวิต 

 เชื่อมต่อกับปัญญาที่อยู่เหนือความคิด 

 เชื่อมต่อกับความรักที่อยู่เหนือกิเลสตัณหาอุปาทาน

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

ยอมรับทุกสิ่งทีาเกิดขึ้นในชีวิตด้วยความสงบ นิ่ง เงียบ 

  ไม่ต่อต้าน ไม่ผลักไส ไม่ดึงเข้า 

  ชีวิตของเธอจะไหลเรื่อยเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเดิม 

  และกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่วิเศษสุด

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เมื่อตื่นรู้ 

สิ่งที่บุคคลไดัประสบคือความเป็นอิสระแห่งตน 

 เป็นอิสระจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้น 

 เป็นอิสระจากอัตตาตัวตนที่เคยถูกจำกัดอยู่กับร่างกาย จิตใจความจำได้หมายรู้ และความคิดว่านี่คือเรานี่คือของเรา  

 บุคคลจะรับรู้ได้ว่า ฉันเป็นอิสระ 

 ในที่นี้ ความรู้สึกว้า ฉัน ยังมีอยู่ แม้จะเบาบาง 

 ต่อไปความรู้สึกเบาบางของความเป็นฉันนี้จะลดลงไปอีกจนหมดไปโดยสิ้นเชิง 

 เมื่ออัตตาตัวตนหมดไปโดยสิ้นเชิง 

 บุคคลจะสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความรักที่มากมายมหาศาลเกินกว่าคำว่าฉัน 

 มันเป็นความรักที่ไม่มีประมาณ  

 ในกระแสแห่งความรักไม่มีประมาณนั้น 

การรู้สึกว่า ฉันเป็นอิสระ ช่างเป็นสิ่งเล็กน้อยเหลือเกิน

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

ถามการสอนของท่านนิสาร์กะทัตตะ 

 เป็นการสอนแบบลัดสั้นอย่างยิ่ง มีพลังอย่างยิ่ง 

 ทะลุผ่านความพยายามในการแสวงหาในฉับพลันทันที 

 โดยเฉพาะกับผู้ที่มีพื้นฐานการปฏิบัติสมาธิภาวนาและศึกษาคำสอนมานาน 

 หลังจากอิ่มเต็มอยู่กับประสบการณ์ทางจิตที่เกิดขึ้นในขณะที่"เห็นความจริง" 

 ชีวิตก็กลับคืนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง 

 และบางครั้งกลับยิ่งแสวงหามากขึ้นไปอีก 

 แม้ว่าครั้งนี้จะสามารถเห็นความพยายามแสวงหาได้อย่างชัดเจน 

 ท่านคิดว่าเราควรดำเนินการฝึกปฏิบัติสมาธิ(ปล่อยวาง) ต่อไป 

 หรือควรเน้นที่การรู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ตอบการบรรลุธรรม หรือการเห็นความจริง 

 เป็นสิ่งที่เผยตัวเองออกมาทีละน้อยไม่มีการสิ้นสุด 

 การสละเวลาฝึกปฏิบัติอยู่กับความเงียบเป็นสิ่งที่ดี 

 แต่การรู้อยู่กับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 

 จะนำผู้บรรลุธรรมเข้าสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น 

 เราจำเป็นต้องอยู่กับโลกด้วยความรักและเมตตา 

 เราจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ในชีวิตทางโลก 

 เพื่อผลักดันให้ผู้บรรลุธรรมก้าวข้ามผ่านการบรรลุธรรม 

 ไปสู่ความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ 

 ไปสู่จุดที่ความยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็น 

 หรือแม้แค่การยึดมั่นถือมั่นในประสบการณ์การบรรลุธรรมถูกวางลง

หรือพูดง่ายๆว่าเมื่อยืน ก็แค่ยืนเมื่อเดิน ก็แค่เดินไม่หวั่นไหว 

 หรือแม้เมื่อหวั่นไหวก็แค่หวั่นไหว

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เมื่อใจเงียบจากความคิด 

นั่นคือสภาวะแห่งธรรมชาติเดิมแท้

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

นักปฎิบัติ มักเรียกร้องการสนับสนุนและความเข้าใจจากเพื่อนครอบครัว และคู่ครอง 

 โดยมองไม่เห็นว่าตนก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนและความเข้าใจต่อเขาเหล่านั้นเช่นกัน

นักปฎิบัติจำนวนมาก กลายเป็นคนหยิ่งยะโสดูถูกผู้อื่นว่าไม่ได้ปฎิบัติ 

นั่นแหละคือสิ่งแสดงว่าเธอไม่ได้ก้าวหน้าในการปฏิบัติ

การหลุดพ้นต้องวัดจากวิธีการที่เธอปฎิบัติต่อผู้อื่นว่ามีเมตตาและมีปัญญามากน้อยแค่ไหน 

ไม่ใช่เลือกทำดีแต่กับคนที่ยอมรับเธอ ตามใจเธอเท่านั้น

การเป็นอิสระหมายถึงว่าเธอนั้นเป็นอิสระจากการเรียกร้องเอาจากผู้อื่นและจากชีวิตเพื่อทำให้เธอมีความสุข

เมื่อเธอพบว่า ตนเองนั้นไม่เป็นอะไรเลย นอกจากอิสรภาพ  

 เธอจะหยุดตั้งข้อเรียกร้องและกำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆที่จะทำให้เธอมีความสุข  

 เธอจะยอมรับต่อทุกสถานการณ์โดยไม่มีข้อแม้

เมื่อนั้น ความรักและปัญญาที่ไหลหลั่งออกจากเธอจะส่งผลให้ผู้อื่นเป็นอิสระด้วย

สิ่งท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักปฎิบัติคือการยอมลดความสำคัญของตนเอง 

และเห็นเรื่องส่วนตัวเป็นเพียงความว่างเปล่า

เธอต้องตื่นขึ้นจากเรื่องราวที่ใจสร้างขึ้น เพื่อเป็นอิสระ 

 การละทิ้งความหยิ่งทะนง หรือแม้แต่ความคิดว่าตนหลุดพ้นแล้ว 

เป็นเครื่องหมายของความเป็นอิสระ 

 เธอจะปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนที่เธอปฏิบัติต่อตัวเอง 

 นี่แหละ คือการเกิดขึ้นของความรักที่แท้จริง

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เธอเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดแม้ปัญญารู้แจ้งของเธอ 

 เพราะมันนำทุกข์มาให้ 

 เธอตระหนักว่ามันเหมือนพยายามกำไฟไว้ในมือ 

 เธอไม่สามารถยึดเหนี่ยวปัญญารู้แจ้งเหล่านั้น 

 เธอไม่สามารถยึดเหนี่ยวสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าถึงความจริงแท้ 

 ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 

 ซึ่งเผยตัวออกมาภายในความเป็นหนึ่งเดียวของเธอที่แท้จริง

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

ณ เวลาแห่งการบรรลุธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไป - ทุกอย่าง

ในทันทีทันใด พื้นดินใต้ตัวเราหายไปเหลือเราอยู่เพียงผู้เดียว

เราอยู่ผู้เดียวเพราะเราได้ตระหนักรู้ว่าไม่มีใครอื่นอีก  

 ไม่มีการแบ่งแยกใดๆมีเพียงเรา มีเพียงตัวตนที่แท้  

 มีเพียงความว่างไร้ขอบเขต มีเพียงธรรมชาติรู้ที่บริสุทธิ์

สำหรับอัตตาตัวตน สำหรับใจนี่คือสิ่งน่ากลัวอย่างยิ่ง 

 เมื่อมันมองดูความไร้ขอบเขต ความเป็นอนันต์ 

 มันมองเห็นแต่ความไร้ความหมายและความสิ้นหวัง

อย่างไรก็ดี เมื่อเราปล่อยวางใจ 

 ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปเป็นความเบิกบานและความอัศจรรย์ใจอย่างไม่สิ้นสุด

เมื่อเราบรรลุธรรมจะเหลือเราอยู่โดดเดี่ยว 

 เราไม่ต้องการสิ่งค้ำจุนใดๆเพราะไม่มีอะไรให้ค้ำจุน 

 อัตตาตัวตนที่แปลกแยกจากสิ่งอื่นนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป

เราตระหนักทันทีว่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นขณะยังมีอัตตาตัวตนนั้น 

 เป็นเพียงภาพมายาอันเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ

เราอยู่โดดเดี่ยวแต่จะไม่รู้สึกว่าเหงาเพราะทุกหนแห่งที่เรามองไปคือธรรมชาติเดิม 

 และเราก็คือธรรมชาติเดิมด้วยเช่นกัน

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

การไม่ยึดติด คือคุณลักษณะหนึ่งของธรรมชาติเดิมแท้ 

 ในธรรมชาติเดิมแท้ไม่มีการยึดมั่นถือมั่นการไขว่คว้าแสวงหาด้วยความชอบ หรือการผลักไสด้วยความไม่ชอบเป็นสภาวะที่เป็นกลางอย่างแท้จริง

ในความไม่ยึดติดและความเป็นกลางที่แท้จริงนี้ 

 ความรักและความเมตตาไม่มีประมาณจะเผยตัวออกมา 

 การฝึกปฎิบัติส่วนมากมีเป้าหมายที่การปราศจากความยึดติดนี้ 

 แต่ให้สังเกตให้ดี 

 การปราศจากความยึดติดแบบวางเฉยไม่ยุ่งเกี่ยวไม่มีความรักและความเมตตาเป็นองค์ประกอบ

อาจเป็นการตบตาของอัตตาตัวตนที่กำลังพยายามปกป้องตัวเอง

ความไม่ยึดติดที่แท้ต้องแสดงออกมาในรูปของความเมตตาและปัญญาจากภายใน

การระลึกรู้อยู่กับความเงียบภายในที่เฝ้ามองทุกปรากฎการณ์ ทุกความคิด ทุกอารมณ์ความรู้สึก 

 นั่นคือการไม่ยึดติดอาการของใจ 

 เมื่ออยู่กับความเงียบการมีความคิดหรือไม่มีความคิด ไม่ส่งผลต่อเธอแม้แต่น้อย 

 และประตูแห่งการตระหนักรู้ถึงความเป็นเธอที่แท้จริงจะเปิดกว้างออก

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

 อย่ามองที่ใจ อย่าคิด แค่รู้ 

  รู้อยู่กับความนิ่งเงียบ  และรู้ว่าเราที่แท้คือความนิ่งเงียบนี้ 

  ความว่างนี้มีอยู่ก่อนการกระเพื่อมสั่นไหวของใจ 

  ความว่างนี้คือประตูสู่ปัญญาจากภายใน 

  ปัญญาที่เกิดเอง เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากธรรมชาติเดิม 

  หรือที่พระพุทธองค์เรียกว่า วิมุติ  

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน What am I

คำสำคัญ (Tags)#การปฏิบัติธรรม#ธรรมชาติเดิมแท้#อัทยาชานติ

หมายเลขบันทึก: 633412, เขียน: 13 Aug 2017 @ 00:00 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)