ฉันคือใคร?
ถาม เราได้รับการบอกสอนให้เคารพความจริงแท้ในรูปของพระเจ้า หรือชายที่สมบูรณ์แบบ
เราได้รับการบอกเล่าไม่ให้เคารพต่อธรรมชาติสูงสุด เพราะมันเป็นสิ่งยากเกินกว่าที่ความรู้ตัวของสมองจะเข้าใจได้
ตอบ ความจริงเป็นเรื่องเรียบง่ายและเปิดเผยต่อทุกคน
ทำไมจึงต้องไปทำให้มันยุ่งยากซับซ้อน?
ความจริงแท้เต็มไปด้วยความรักและควรค่าแก่การรัก
มันรวมเอาทุกสิ่ง ยอมรับทุกสิ่ง สร้างความบริสุทธิ์ให้ทุกสิ่ง
สิ่งซึ่งไม่ใช่ความจริงแท้นั่นแหละที่ยากและเป็นต้นเหตุของปัญหา
มันเต็มไปด้วยความต้องการ ความคาดหวัง ความเรียกร้อง
เพราะมันไม่ใช่ความจริงแท้ มันจึงว่างเปล่า แสวงหาแต่การยืนยันและการรับรอง
มันหวาดกลัวและหลบหลีกการถูกตั้งคำถาม
มันพยายามระบุตัวเองกับสิ่งสนับานุน ไม่ว่าจะอ่อนแอและเป็นสิ่งชั่วขณะเพียงใด
ไม่ว่ามันได้อะไร มันจะสูญเสียไปและเรียกร้องให้ได้มากขึ้น
ดังนั้น จงอย่าเชื่อความรู้ตัว
ไม่มีอะไรที่เธอเห็นได้ รู้สึกได้ หรือคิดได้ จะเป็นจริง
แม้กระทั่งความผิดบาปหรือความดีงาม บุญและบาป ไม่ได้เป็นอย่างที่มันปรากฏ
โดยปกติ ความเลวและความดีเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมและประเพณี และเป็นสิ่งควรปฏิบัติหรือควรหลีกเลี่ยง ขึ้นอยู่กับถ้อยคำที่ใช้
ถาม มันมีความต้องการที่ไม่ดี และความต้องการที่เลว ความต้องการที่สูงส่ง และความต้องการที่ต้อยต่ำด้วยหรือ?
ตอบ ความต้องการทั้งหมดล้วนเลว บางความต้องการแย่ยิ่งกว่าอันอื่นๆ
เมื่อเธอวิ่งตามความต้องการ มันจะทำให้เธอเกิดปัญหาเสมอ
ถาม แม้ว่ามันคือความต้องการที่จะออกจากความต้องการหรือ?
ตอบ ทำไมจึงต้องมีความต้องการด้วยเล่า?
การต้องการสภาวะที่ปราศจากความต้องการจะไม่ทำให้เธอเป็นอิสระ
ไม่มีอะไรจะทำให้เธอเป็นอิสระได้ เพราะเธอเป็นอิสระอยู่แล้ว
จงเห็นตัวเธอด้วยความชัดเจนที่ปราศจากความต้องการ แค่นั้นก็พอ
ถาม การจะรู้ตัวเองต้องใช้เวลา
ตอบ เวลาจะช่วยอะไรเธอได้?
เวลาคือการต่อเนื่องของปัจจุบันขณะ แต่ละปัจจุบันขณะเกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไรเลย แล้วก็ดับลงในความไม่มีอะไรโดยไม่หวนกลับมาอีก
แล้วเธอจะสามารถสร้างอะไรขึ้นมาได้จากความชั่วประเดี๋ยวเดียวอย่างนั้น
ถาม อะไรที่ถาวร?
ตอบ มองเข้าไปในตัวเองเพื่อพบความถาวร
ดิ่งลึกลงไปภายในและหาให้พบว่าอไรที่เป็นจริงภายในเธอ
ถาม ผมจะหาตัวเองพบได้อย่างไร?
ตอบ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นภายในเธอ
ทุกสิ่งที่เธอทำ ผู้ทำอยู่ภายในเธอ
จงหาให้พบสิ่งที่เป็นแหล่งกำเนิดของความเป็นเธอในฐานะของบุคคล
ถาม ผมจะเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม?
ตอบ ค้นหาดูสิ
แม้ฉันจะบอกเธอว่าเธอคือผู้เฝ้ารู้เฝ้าดู ผู้เฝ้ามองอย่างเงียบๆ มันก็จะไม่มีความหมายอะไรสำหรับเธอ นอกจากเธอจะค้นพบวิธีเข้าถึงความเป็นเธอที่แท้จริง
ถาม คำถามของผมก็คือ เราจะพบวิธีเข้าถึงความเป็นเราที่แท้จริงได้อย่างไร?
ตอบ เลิกถามคำถามทุกอย่าง ยกเว้นคำถามว่า “ฉันคือใคร”?
ความจริงเดียวที่เธอมั่นใจได้คือ “เธอเป็น”
“ฉันเป็น” เท่านั้นที่แน่นอน
“ฉันเป็นนี้” ไม่แน่นอน
จงพยายามค้นหาว่าเธอที่แท้คืออะไร
ถาม นั่นคือสิ่งที่ผมทำมา 60 ปีแล้ว
ตอบ แล้วผิดตรงไหนที่จะพยายามต่อไป?
ทำไมจึงมองหาแต่ผล?
การพยายามนั้นแหละคือธรรมชาติที่แท้ของเธอ
ถาม การพยายามมันเจ็บปวด
ตอบ เธอทำให้มันเจ็บปวดโดยการแสวงหาผล
จงพยายามโดยไม่แสวงหา จงฝ่าฟันโดยปราศจากความอยาก
ถาม ทำไมพระเจ้าจึงสร้างให้ผมเป็นอย่างนี้?
ตอบ พระเจ้าไหนที่เธอพูดถึง?
พระเจ้าคืออะไร?
พระองค์คือแสงสว่างที่เธอใช้ตั้งคำถามมิใช่หรือ?
“ฉันเป็น” นั่นแหละคือพระเจ้า
การแสวงหานั่นแหละคือพระเจ้า
ในการแสวงหา เธอพบว่าเธอไม่ใช่กายและใจ และความรักภายในเธอคือความรักที่มีให้กับทุกธรรมชาติเดิม
ทั้งสองสิ่งนี้เป็นหนึ่งเดียว
ความรู้ตัวภายในเธอและความรู้ตัวภายในฉัน ดูเหมือนเป็นสองสิ่ง จริงๆแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน จงแสวงหาความเป็นหนึ่ง และนั่นคือความรัก
ถาม ผมจะพบความรักเช่นนั้นได้อย่างไร?
ตอบ ตอนนี้เธอรักอะไรล่ะ?
“ฉันเป็น”
ให้หัวใจและใจของเธอแก่มัน อย่าคิดถึงสิ่งอื่น
นี่คือสภาวะสูงสุดที่เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
ภายในสภาวะนี้ ความรักนั่นแหละคือผู้รักและผู้ถูกรัก
ถาม ทุกคนต้องการที่จะมีชีวิต ต้องการที่จะมีอยู่
นั่นไม่ใช่ความรักตัวเองหรอกหรือ?
ตอบ ความต้องการทุกชนิดมีต้นตอมาจากธรรมชาติเดิม
เรื่องมีแค่ว่า เธอต้องเลือกความต้องการที่ถูกต้อง
ถาม สิ่งถูกและผิดแปรผันไปตามอุปนิสัยและขนบธรรมเนียม
มาตรฐานแปรเปลี่ยนไปตามสังคม
ตอบ ทิ้งมาตรฐานตามขนบธรรมเนียมไปเสียให้หมด
ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเสแสร้งทั้งหลาย
สิ่งที่เรียกว่าดีคือสิ่งที่ทำให้เธอเป็นอิสระจากความต้องการและความกลัวและความเห็นผิด
ตราบใดที่เธอกังวลเกี่ยวกับบุญและบาป เธอก็จะไม่พบความสงบสันติ
ถาม ผมยอมรับว่าบุญและบาปเป็นบรรทัดฐานทางสังคม
แต่มันก็อาจมีบุญและบาปทางจิตวิญญาณ
ผมหมายถึงในแง่ของความจริงสูงสุด
มันมีบุญบาปที่เป็นความจริงสูงสุดหรือเปล่า
ตอบ บุญและบาปเป็นเรื่องของบุคคลเท่านั้น
ถ้าไม่มีบุคคลที่เป็นบุญหรือบาป บุญบาปจะมีความหมายอะไร?
ในระดับของธรรมชาติสูงสุด ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบุคคล มหาสมุทรของการตระหนักที่บริสุทธิ์จะปราศจากบุญบาป
บุญและบาปเป็นความสัมพัทธ์ที่ไม่แปรปรวน
ถาม ผมไม่ต้องไปสนใจพัฒนาการที่ไม่จำเป็นพวกนั้นได้หรือเปล่า?
ตอบ ได้ ตราบใดที่เธอไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่บุคคล
ถาม มีสัญญาณอะไรที่ช่วยบอกให้ผมรู้ว่าผมอยู่เหนือบุญและบาปแล้ว?
ตอบ เมื่อเธอเป็นอิสระจากความต้องการและความกลัวทั้งหมด อิสระจากความคิดว่าตนคือบุคคล
การหมกมุ่นกับความคิดว่า “ฉันคือคนบาป” “ฉันไม่ใช่คนบาป” นั่นคือบาป
การคิดว่าตนเป็นอะไรแม้สักอย่างก็เป็นบาป
ความไม่มีตัวตนคือของจริง ความรู้สึกว่าเป็นบุคคลนั้นเกิดและดับ
“ฉันเป็น” คือสภาวะที่ไร้ความเป็นบุคคล
“ฉันเป็นสิ่งนี้” คือสภาวะความเป็นบุคคล
ความเป็นบุคคลยังอยู่ในโลกของกวามสัมพัทธ์ และความเหนือบุคคลคือสภาวะพื้นฐานดั้งเดิม
ถาม สภาวะเหนือบุคคลที่บริสุทธิ์ไม่ได้ปราศจากความรู้ตัว หรือปราศจากการแบ่งแยก
มันจะอยู่เหนือบุญและบาปได้อย่างไร?
ได้โปรดบอกเราด้วย มันมีปัญญาหรือเปล่า?
ตอบ คำถามพวกนี้มาจากความเชื่อของเธอว่าเธอเป็นบุคคล
จงไปให้เหนือความเป็นบุคคลแล้วมองดูใหม่
ถาม ท่านหมายความว่าอย่างไรเมื่อท่านบอกให้ผมหยุดการเป็นบุคคล?
ตอบ ฉันไม่ได้บอกให้เธอเลิกการเป็น – นั่นเธอทำไม่ได้หรอก
ฉันแค่ขอให้เธอหยุดจินตนาการว่ามีเธอเกิดขึ้น เธอมีพ่อแม่ เธอมีร่างกาย เธอจะตายในวันหนึ่ง และอื่นๆ
แค่พยายาม ลองเริ่มทำดู – มันไม่ได้ยากอย่างที่เธอคิด
ถาม การคิดว่าตนคือบุคคลเป็นความบาปของธรรมชาติที่อยู่เหนือบุคคล
ตอบ นั่นก็ยังเป็นความคิดของบุคคล! ทำไมเธอจึงยืนยันที่จะสร้างมลพิษให้ธรรมชาติที่อยู่เหนือบุคคลด้วยความคิดของเธอเอง?
มันใช้กันไม่ได้
ธรรมชาติที่อยู่เหนือบุคไม่สามารถอธิบายได้ในแง่ของดีหรือเลว
มันเป็นธรรมชาติเดิม – ปัญญา- ความรัก – ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งสูงสุด
ขอบเขตของความบาปจะมีอยู่ได้ที่ไหนในธรรมชาติเช่นนั้น?
และบุญก็เป็นแค่สิ่งตรงข้ามกับบาปเท่านั้นเอง
ถาม แล้วถ้าเราพูดถึงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ล่ะ
ตอบ บุญที่แท้เป็นความศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้วโดยธรรมชาติ (swarupa)
ธรรมชาติเดิมของเธอคือบุญของเธอ
แต่สิ่งตรงข้ามกับบาปที่เธอเรียกว่าบุญเป็นแค่ความเชื่อฟังที่มีรากฐานจากความกลัว
ถาม ถ้าอย่างนั้นเราต้องพยายามทำดีทำไม?
ตอบ มันช่วยให้เธอก้าวไปเรื่อยๆ
เธอดำเนินชีวิตไปจนกระทั่งเธอพบพระเจ้า
จากนั้นพระเจ้าจะโอบรับเธอเข้าไปหาพระองค์ – และทำให้เธอเป็นเหมือนพระองค์
ถาม กิจกรรมแบบเดียวกันนี้เมื่อมองดู ณ จุดหนึ่ง ก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ และเรียกว่าเป็นบาปเมื่อมองดูอีกเวลาหนึ่ง
อะไรทำให้มันเป็นความบาป?
ตอบ อะไรก็ตามที่เธอทำโดยต้านกับความรู้ที่ดีกว่าของเธอ นั่นเรียกว่าบาป
ถาม ความรู้ขึ้นอยู่กับความทรงจำ
ตอบ การจดจำความเป็นเธอที่แท้จริงคือบุญ การลืมความเป็นเธอที่แท้จริงคือบาป
มันล้วนสรุปลงมี่ความเชื่อมโยงทั้งทางใจและทางร่างกายระหว่างจิตวิญญาณและสสาร
เราอาจเรียกความเชื่อมโยงนี้ว่า จิตใจ (antahkarana)
เมื่อจิตใจยังดิบเถื่อน ยังไม่ได้พัฒนา ยังดั้งเดิม มันจะตกเป็นเหยื่อของมายาทั้งปวง
เมื่อจิตใจเติบโตทั้งด้านกว้างและด้านความอ่อนไหว มันจะกลายเป็นการเชื่อมโยงที่สมบูรณ์แบบระหว่างสสารที่บริสุทธิ์และจิตวิญญาณบริสุทธิ์ และให้ความหมายแก่สสารและให้การแสดงออกแก่จิตวิญญาณ
มันมีโลกของวัตถุ (mahadakash) และโลกของจิตวิญญาณ (paramakash)
ระหว่างสองโลกนี้จะเป็นที่อยู่ของจิตจักรวาล (chidakash) ซึ่งเป็นหัวใจจักรวาลด้วย (premakash)
และความรักที่ประกอบด้วยปัญญาทำให้สองอย่างนี้หลอมรวมเข้าด้วยกัน
ถาม บางคนโง่เขลา บางคนฉลาด
ความแตกต่างอยู่ที่จิตใจ
จิตใจที่สุกงอมจะมีประสบการณ์มากมายอยู่เบื้องหลัง
เหมือนเด็กที่เติบโตโดยการกินและการดื่ม การนอนและการเล่น ดังนั้นจิตใจของคนจะขึ้นรูปโดยทุกสิ่งที่เขาคิดและรู้สึกและทำ จนกระทั่งมันสมบูรณ์แบบพอที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานระหว่างจิตวิญญาณและร่างกาย
เปรียบเหมือนสะพานที่ทำให้การจราจรระหว่างสองฝั่งน้ำเกิดขึ้น จิตใจก็ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติเดิมกับสิ่งที่มันสร้างขึ้นเกิดขึ้นได้
ถาม ผมเรียกมันว่าความรัก สะพานคือความรัก
ตอบ ที่สุดแล้ว ทั้งหมดคือประสบการณ์
อะไรก็ตามที่เราคิด รู้สึก ทำ คือประสบการณ์
ฉากหลังของประสบการณ์คือผู้รับรู้ประสบการณ์
ดังนั้น ทุกอย่างที่เรารู้ประกอบด้วยสองสิ่งนี้ ผู้รู้ประสบการณ์และประสบการณ์
แต่ทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน – ผู้รู้ประสบการณ์คือตัวประสบการณ์
แต่ผู้รู้ประสบการณ์มองว่าประสบการณ์คือสิ่งที่อยู่นอกตัวผู้รู้
ในทำนองเดียวกัน จิตวิญญาณและร่างกายเป็นสิ่งเดียวกัน มันแค่แสดงตัวออกมาว่าเป็นสองอย่างแยกกัน
ถาม สำหรับจิตวิญญาณแล้ว ไม่มีสิ่งเป็นที่สอง
ตอบ แล้วสิ่งเป็นที่สองนี้ปรากฏต่อใคร?
สำหรับฉัน ความเป็นของคู่
คือมายาที่ถูกเหนี่ยวนำโดยความไม่สมบูรณ์แบบของจิตใจ
เมื่อจิตใจสมบูรณ์พร้อม การเป็นของคู่จะไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป
ตอบ เธอพูดถูกต้องแล้ว
ถาม แต่ผมก็ยังคงต้องถามคำถามง่ายๆอันเดิมซ้ำอีกครั้ง – ใครทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างบุญและบาป?
ตอบ ผู้ที่ยังมีร่างกาย ทำบาปด้วยร่างกาย ผู้ที่ยังมีใจ ทำบาปด้วยใจ
ถาม แน่นอน การที่แค่มีกายและใจไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปสู่การทำบาปเสมอไป
มันน่าจะมีปัจจัยอย่างที่สามเป็นรากฐานของมัน
ผมย้อนมาที่คำถามเกี่ยวกับบุญบาปนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะปัจจุบันนี้ หนุ่มสาวมักพูดว่า บาปไม่มี คนเราไม่จำเป็นต้องห้ามใจ และควรทำตามความต้องการของตน
หนุ่มสาวไม่ยอมรับทั้งประเพณีและผู้มีอำนาจ และมักตกอยู่ภายใต้ความคิดที่เป็นจริงและซื่อสัตย์
ถ้าพวกเขาละเว้นจากการกระทำบางอย่าง ก็เป็นเพราะเขากลัวตำรวจมากกว่าที่จะกลัวผลของการกระทำ
ไม่ต้องสงสัยว่ามันมีอะไรบางอย่างในสิ่งที่เขาพูด เพราะเราจะเห็นว่าคุณค่าและความเชื่อเปลี่ยนแปลงตามสถานที่และยุคสมัย
ตัวอย่างเช่น – การฆ่าศัตรูในสงครามเป็นคุณธรรมยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน และอาจเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในศตวรรษหน้า
ตอบ บุคคลที่เคลื่อนไปตามโลกจะต้องได้รับประสบการณ์แห่งกลางวันและกลางคืน
ผู้ที่อยู่กับดวงอาทิตย์จะไม่รู้จักความมืด
โลกของฉันไม่ใช่โลกของเธอ
ในสายตาของฉัน เธอทั้งหลายล้วนกำลังเล่นละครอยู่บนเวที
มันไม่มีความจริงในการมาและการไปของเธอ
และปัญหาของเธอช่างไม่จริงเอาเสียเลย!
ถาม พวกเราอาจเป็นผู้ละเมอ หรือตกอยู่ในฝันร้าย
ไม่มีอะไรที่ท่านจะทำได้เลยหรือ?
ตอบ ฉันกำลังทำอยู่ ฉันได้ไปในสภาวะฝันของธอและบอกว่า – “หยุดทำร้ายตัวเองและคนอื่น หยุดทุกข์ ตื่นขึ้นเถิด”
ถาม แล้วทำไมพวกเราจึงไม่ตื่น?
ตอบ เธอจะตื่นแน่ ไม่มีอะไรขัดขวางฉันได้
มันอาจต้องใช้เวลา
เมื่อเธอเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความฝันของเธอ การตื่นก็อยู่อีกไม่ไกล
ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช
“I AM THAT”