ย้อนรอยอดีตศึกษานิเทศก์ เมื่อคราแรกเริ่ม ...อาจารย์สมพงษ์ พละสูรย์ : ครูคำหมาน คนไค เจ้าของบทประพันธ์ “ครูบ้านนอก” ที่โด่งดัง

      ตอนผมเขียนหนังสือ “โลกในใจของบุญถึง” รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่  เพราะยังมือใหม่หัดขับ  เลยส่งไปให้คุณประภัสสร  เสวิกุล  และอาจารย์สมพงษ์  พละสูรย์(ครูคำหมาน  คนไค) อ่าน   ก็ได้รับกำลังใจจากทั้งสองท่านเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะท่านอาจารย์สมพงษ์(ตอนนั้นท่านเป็นรองเลขาธิการคุรุสภา)  ท่านเขียนให้กำลังใจมาเยอะมาก  ท่านบอกผมว่าอยากให้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชนบทในภาคกลางเยอะๆ เพราะไม่มีใครเขียน  ส่วนท่านจะคุ้นชินเขียนถึงเด็กๆในอีสาณมากกว่า          

        ผลพวงจากครั้งนั้น พ.ศ.2539 ท่านเชิญผมไปร่วมเป็นคณะทำงานเขียนหนังสือประวัติครู และสืบเนื่องมาเป็นคอลัมน์ประจำได้เขียนบทความลงในวารสารวิทยาจารย์ ของคุรุสภา(รายเดือน)มาจนถึงทุกวันนี้           

         รู้สึกใจหายที่ท่านจากไปเมื่อเดือนธันวาคม 2559  ปีนี้ท่านอาจารย์จรูญ  มิลินทร์ได้เขียนประวัติท่านอาจารย์สมพงษ์เพื่อลงตีพิมพ์ในหนังสือประวัติครู ผมได้ร่วมประชุมพิจารณาต้นฉบับด้วย จึงทราบว่า อาจารย์สมพงษ์ท่านเคยเป็นศึกษานิเทศก์ที่อุบลราชธานีถึง 12 ปี  จึงขอนำมาสรุปเล่าย้อยรอยประวัติและผลงานอดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้โดยสังเขปครับ         

          อาจารย์สมพงษ์  พละสูรย์  เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2480 ที่บ้านดอนเมย ตำบลนาจิก อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนเดียวของนายยอด กับนางทุม  พละสูรย์

        การศึกษาขั้นต้น เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนประชาบาลตำบลนาจิก 4 วัดบ้านดอนเมย นายสมพงษ์เป็นเด็กฉลาด ฝักใฝ่ในการเรียน   เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 บิดามารดาอพยพครอบครัวไปทำมาค้าขายในตัวจังหวัด เพื่อให้อาจารย์สมพงษ์ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด คือโรงเรียนเบญจะมะมหาราช ใน พ.ศ.2492  ในระหว่างเรียนชั้นมัธยม บิดามารดาถึงแก่กรรมทั้ง 2 คน อาจารย์สมพงษ์ก็ได้มาอาศัยอยู่กับญาติและญาติได้ส่งเสียให้เรียนจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ใน พ.ศ.2498

                   เนื่องจากอาจารย์สมพงษ์เป็นนักเรียนเรียนดี จึงได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนไปเรียนต่อระดับฝึกหัดครูที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ใน พ.ศ.2498  ได้รับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป็นรุ่นแรก ใน พ.ศ.2500  แล้วได้รับทุนเรียนต่อชั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) ในวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์สมพงษ์ก็สมัครสอบชั้นประโยคเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์ได้อีกด้วย

                   อาจารย์สมพงษ์เรียนสำเร็จได้รับวุฒิประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) เป็นรุ่นแรก  อีกเช่นกัน ใน พ.ศ.2502  และได้รับการบรรจุเข้าเป็นครูในปีนี้เอง ต่อมาไม่นานก็สอบได้รับวุฒิประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) ใน พ.ศ.2503                    

           พ.ศ.2507 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร กรุงเทพฯ สำเร็จได้รับปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ใน พ.ศ.2509  และ พ.ศ.2511 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Colorado State College รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน AID ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา สำเร็จได้รับปริญญา Master of Arts (M.A.) ใน พ.ศ.2512

                   อาจารย์สมพงษ์เข้ารับราชการตำแหน่งครูตรี โรงเรียนบ้านอำนาจ ตำบลอำนาจ อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษา ใน พ.ศ.2502      พ.ศ.2506 ไปช่วยราชการทำการสอนที่โรงเรียนบ้านไก่ดำ ตำบลไก่เขี่ย อำเภออำนาจเจริญ  พ.ศ.2509      ช่วยราชการทำหน้าที่ครูวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการอำเภออำนาจเจริญ และในปีนั้นเองก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นศึกษานิเทศก์จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกรมสามัญศึกษา  พ.ศ.2513 ได้เลื่อนขึ้นเป็นศึกษานิเทศก์โท ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี  พ.ศ.2518 ปรับตำแหน่งเป็นศึกษานิเทศก์ ระดับ 6 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี  พ.ศ.2520 ช่วยราชการกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ  พ.ศ.2521 โอนมาเป็นนักวิชาการศึกษา 7 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาหลักสูตรประถมศึกษา ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ  พ.ศ.2528 เป็นนักวิชาการศึกษา 8 ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์แนะแนวการศึกษาและอาชีพ กรมวิชาการ  พ.ศ.2533 ได้รับอนุมัติให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐ ตำแหน่งรองเลขาธิการคุรุสภา  พ.ศ.2537 ลาออกจากราชการตำแหน่งนักวิชาการศึกษา 8 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคุรุสภา ติดต่อกันถึงวาระที่ 3 ในพ.ศ.2542

                   แม้จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งที่คุรุสภา นายสมพงษ์ก็ยังได้ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ทางราชการอีกหลายปี เช่น พ.ศ.2542 – 2544 เป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ    สำนักนายกรัฐมนตรี   พ.ศ.2544 เป็นกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของวุฒิสภา  พ.ศ.2544 – 2546 เป็นผู้ชำนาญการในสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ  นอกจากนั้นยังปลีกเวลาให้แก่ภาคเอกชน  โดยรับเชิญเป็นที่ปรึกษาหน่วยงานทางวิชาการ  เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเอกชน เป็นต้น

                   อาจารย์สมพงษ์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทั้งในการสอน การนิเทศการศึกษา การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เป็นนักพูด   นักคิด นักเขียน ผลงานของอาจารย์สมพงษ์ในด้านวิชาการ วิชาชีพ และการสื่อสารสัมพันธ์ มีเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญและสร้างชื่อเสียงให้แก่อาจารย์สมพงษ์มากที่สุดคือ งานเขียน  อาจารย์สมพงษ์ได้เล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ “คำหมาน คนไค มหัศจรรย์ยิ่งนัก” ความตอนหนึ่งว่า      “...ข้าพเจ้าเขียนหนังสือหลายเล่ม ทั้งเรื่องสั้น บทความ สารคดี เช่น จดหมายจากครูบ้านนอก (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2522)   บ้านโพนทราย (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2524) ... หนังสือของข้าพเจ้ามีดังนี้   นิยาย ได้แก่       ครูบ้านนอก ฆ่าราชการครู (แปลเป็นภาษาอังกฤษ) บักเซียงน้อย บักสีเด๋อ บ้านโพนทราย ตักเงินจากบ่อ       รวมเรื่องสั้น  จดหมายจากครูคำหมาน คนไค  บันทึกครูประชาบาล หัวอกศึกษา ประสาคนภูธร ประสาครูบ้านนอก ไม้บรรทัดคด  ครูบ้านนอกขี่เรือบิน ปากอิสาน   สารคดี  ข้ามโขงไปลาว เที่ยวบาหลี ทางก้าวหน้าของครูมืออาชีพ 199 กระบวนท่าของครูมืออาชีพ ครูมืออาชีพยุคปฏิรูปการศึกษา การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด การฝึกกระบวนการคิดโดยการปฏบัติ   หนังสือสำหรับเด็ก ยอดกับทองเด็กอีสาน  อาร์ทกับดอกหญ้า เพื่อนรักเพื่อนแท้ เหตุเกิดที่บ้านโพนทราย  ชีวิตใหม่ (ได้รับรางวัลจากธนาคารกรุงเทพฯ)...”

                   งานเขียนของอาจารย์สมพงษ์ที่เป็นบทความและเรื่องสั้นในช่วงระยะเวลา 20 กว่าปี ตั้งแต่ พ.ศ.2521 เป็นต้นมา มีมากมาย และได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และ รายเดือน ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย เป็นบทความเกี่ยวกับการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม ประมาณ 2,500 เรื่อง  ส่วนที่เป็นเรื่องสั้นที่ลงพิมพ์ในวารสารรายเดือนมีประมาณ 350 เรื่อง

                   ในบรรดางานเขียนประเภทนวนิยาย เรื่องที่สร้างความโด่งดังให้แก่อาจารย์สมพงษ์มากที่สุดก็คือ   นวนิยายเรื่อง ครูบ้านนอก ซึ่งนอกจากจะโด่งดังอยู่ในประเทศไทยหลายทศวรรษแล้ว ยังแพร่หลายไปยัง      นานาประเทศอีกด้วย  ซึ่งอาจารย์สมพงษ์ได้เล่าไว้ในคำนำของผู้ประพันธ์ ในการพิมพ์ครั้งที่ 12 ของนวนิยายเรื่อง “ครูบ้านนอก”  ความตอนหนึ่ง ว่า        

“...นิยายเรื่องครูบ้านนอก มีความเป็นมาดังนี้ ในปี 2518 ในขณะที่ผมเป็นข้าราชการครูในจังหวัดอุบลราชานี ผมได้เขียนเรื่องสั้นชุดหนึ่ง จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง ผสมผสานกับเรื่องราวที่ผมได้รับรู้ จากคำบอกเล่าของครูและชาวบ้าน ที่เคยรู้เห็นเหตุการณ์และเรื่องราวของครูประชาบาลในท้องถิ่น เรื่องสั้นชุดนั้นมีสาระเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครูประชาบาลจังหวัดอุบลฯ ในช่วง พ.ศ.2500 – 2519 หนังสือเล่มนั้นชื่อ บันทึกของครูประชาบาล ประกอบด้วยเรื่องสั้น 69 ตอนๆละประมาณ                  1 หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป  ผมขอให้ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง (ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสามัญศึกษา)      เขียนคำนำ และท่านได้กรุณาเขียนคำนำให้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2519 ... หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลชมเชยหนังสือดีเด่นประเภทนวนิยายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ.2519

                ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2520 บุคคลคณะหนึ่งไปพบผมที่บ้านพักในเมืองอุบลฯ...บุคคลดังกล่าว     ขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือ บันทึกของครูประชาบาล เพื่อนำไปสร้างภาพยนตร์ ผมแย้งว่าหนังสือเล่มนั้นเป็น  รวมเรื่องสั้น ไม่มีพระเอกนางเอก คงไม่เหมาะที่จะนำไปสร้างภาพยนตร์ ผมเสนอว่า ถ้าบุคคลคณะนั้นเห็นว่าสาระของบันทึกของครูประชาบาล ควรสร้างเป็นภาพยนตร์ ผมจะเขียนนิยายขึ้นใหม่ให้มีสาระตามบันทึกของครูประชาบาล บุคคลคณะนั้นเห็นด้วย แต่ขอร่วมวางโครงเรื่องพร้อมทั้งขอตั้งชื่อเรื่องว่า ครูบ้านนอก ...ผมขอให้บุคคลคณะนั้นเขียนบทภาพยนตร์ และผมก็จะเริ่มเขียนนิยาย...หนังสือครูบ้านนอกพิมพ์เสร็จพร้อมกับภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอก ฉายในกรุงเทพฯ ในต้นปี 2521 หนังสือครูบ้านนอกได้ถูกพิมพ์หลายครั้ง โดยหลายสำนักพิมพ์...การพิมพ์ครั้งนี้ จึงถือเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 12 ของสำนวนภาษาไทย

                การแปลและพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศมีดังนี้  ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) พิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น     ครั้งแรกในชื่อออกเสียงว่า “อินาคาโนคิโอชิ” (Inaka no Kyoshi) โดยสำนักพิมพ์สถาบันอิมูรา และพิมพ์อีก     ถึงครั้งที่ 5 เมื่อ ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539)  สำนวนภาษาอังกฤษชื่อเรื่อง The Teachers of MadDog Swamp พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย  ค.ศ.1982 (พ.ศ.2525) พิมพ์ครั้งที่ 2      โดย Silkworm Book สำนักพิมพ์สุริวงศ์ เชียงใหม่  ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) สำนวนภาษาอูดู (Urdu) ชื่อเรื่อง The Death of Dream พิมพ์โดยสถาบัน MASHAL เมือง Lahore ประเทศปากีสถาน เมื่อ ค.ศ.2003...”

                   งานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์สมพงษ์ทำควบคู่ไปกับงานเขียนก็คือการเป็นวิทยากร โดยเป็นวิทยากรมาโดยตลอดตั้งแต่เป็นครูในโรงเรียนประชาบาล เป็นศึกษานิเทศก์ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้บริหารที่คุรุสภา นอกจากเป็นวิทยากรในประเทศแล้ว นายสมพงษ์ยังได้รับเชิญร่วมประชุมและเป็นวิทยากรในต่างประเทศหลายครั้งที่สำคัญ เช่น พ.ศ.2523 ประชุมวรรณกรรมที่เมืองมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  พ.ศ.2524 ประชุมวรรณกรรมและวัฒนธรรมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย  พ.ศ.2525 บรรยายเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมและสังคมไทย ให้แก่คนไทยในนครนิวยอร์ค วอชิงตันดี.ซี. และลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา  พ.ศ.2535 เสนอรายงาน Country Report ในที่ประชุมสภาครูอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์  พ.ศ.2540 เป็นผู้บรรยาย ผู้หนึ่งในการประชุมสมาคมครูของมูลนิธิชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

                   นายสมพงษ์ได้ให้ข้อคิดในการทำงานของตน ตลอดจนความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจไว้ในประวัติซึ่งนำมาลงไว้ในหนังสือชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ฯ เล่มเดียวกันความตอนหนึ่งว่า “...ข้าพเจ้าไม่อาจอ้างตนได้ว่า ทำงานเพื่อสังคม เพราะงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานราชการ  ซึ่งข้าพเจ้าต้องทำตามระเบียบและกฎหมาย ข้าพเจ้าทำงานด้วยความสำนึกสุจริต คำสอนของพ่อแม่และเครือญาติ ทำให้ข้าพเจ้าทำงานด้วยใจสุจริต ข้าพเจ้าทำงานโดยไม่ยึดมั่นในยศตำแหน่ง แต่ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ เมื่อมีโอกาสจึงคิดและทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอยู่เสมอ

                ตำแหน่งทางราชการของข้าพเจ้าไม่ใหญ่ไม่เล็ก งานราชการที่ข้าพเจ้าปฏิบัติมีส่วนร่วมคิดและร่วมทำ (อย่างมาก) ที่มีคุณค่าต่อการศึกษา และวงการครูของชาติได้แก่  หลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ.2521 แผนการสอนชั้น ป.1 – 6 ของกรมวิชาการ  มาตรฐานวิชาชีพครู พ.ศ.2537 ของคุรุสภา  และจรรยาบรรณครู พ.ศ.2539 ของคุรุสภา...”

                   ในด้านความเป็นครู  นายสมพงษ์เชื่อมั่นว่าตนได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจจากครู โดยได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครูของตน ซึ่งนำมาลงไว้ ในหนังสือชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ฯ เล่มเดียวกันอีกตอนหนึ่งว่า “...เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนเรียนจบมัธยม ครูทุกคนมีอิทธิพลต่อผมมาก ผมเป็นคนเชื่อฟังครู รักโรงเรียน  ไม่อยากขาดเรียน ครูบอกหรือสั่งอะไร ก็ต้องรีบทำถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว ผมว่าผมสอนง่าย จัดเป็นประเภท เด็กยากจน เรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก...

                เพราะความที่ผมเชื่อครู ผมจึงขยันเรียน การบ้านไม่เคยค้าง ให้ปุ๊บทำปั๊บ...ผมว่าถ้าคนเราศรัทธา   ในตัวครูอาจารย์แล้ว การเรียนมันจะดีขึ้นเอง เพราะเจ้าตัวขยันขึ้น รักการเรียนมากขึ้น ทำงานที่ครูมอบหมาย    ถ้าสงสัยก็สอบถาม แต่ถ้านักเรียนไม่ชอบครู หรือไม่ศรัทธาครู ผลมันจะออกมาตรงกันข้ามเลย

                การที่ผมเอ่ยถึงครูเก่าของผม...เพราะเห็นว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้เข้าใจนักเรียน สนใจนักเรียน ตอบสนองต่อปัญหาของนักเรียนแต่ละคนเป็นรายๆไป เด็กมีปัญหาอย่างผมเมื่อมีครูดีๆอย่างนี้ก็มีกำลังใจ      อยากเล่าเรียน และนิสัยที่ว่านี้พลอยติดตามตัวผมมาด้วย คือเมื่อผมเป็นครูผมก็ทำอย่างเดียวกับครูที่ผมศรัทธา  ผมให้ความใส่ใจเด็ก รักและเมตตาเด็กเหมือนพี่น้อง เท่าที่สังเกตรู้สึกว่าเด็กๆ ศิษย์ผมเขารักผมมากนะ หลายคนปัจจุบันมีการงานทำรายได้ดีกว่าผมก็มี แต่เขาเรียกผมว่าครู ทั้งๆที่คนอื่นๆเรียกผมว่าอาจารย์ และเขายังทำตัวเป็นลูกศิษย์เหมือนกับเมื่อ 25 ปีก่อน

                ที่ผมพูดมายืดยาวก็เพื่อจะอธิบายว่า ครูมีอิทธิพลต่อผมหลายทาง ทั้งด้านการเรียน ด้านนิสัย     และการปฏิบัติตนต่อศิษย์ ผมจึงเชื่อว่า ถ้าบ้านเมืองเรามีครูดีๆ ที่เข้าใจปัญหาของศิษย์ และมีน้ำใจช่วยแก้ปัญหาของศิษย์เท่าที่บทบาทของครูจะทำได้ ผมว่าเด็กๆเราจะเรียนดี เรียนเก่ง และมีความประพฤติดีมาก ปัญหาสังคมอาจน้อยกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้...”

                   เกียรติคุณที่ได้รับการยกย่อง  พ.ศ.2546 ได้รับเลือกเป็น “คนดีศรีอำนาจเจริญ”  พ.ศ.2552 ได้รับเลือกเป็น “ปราชญ์เมืองอุบลฯ”  พ.ศ.2546 ได้รับเลือกเป็น “ศิลปินมรดกอีสาน”  พ.ศ.2556 ได้รับเลือกเป็น “ผู้ทดแทนคุณแผ่นดิน”

                   ชีวิตครอบครัวของนายสมพงษ์ มีแต่ความสงบสุข ไม่เงียบเหงา เพราะการที่เป็นศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ นักเขียน นักอภิปราย ฯลฯ ย่อมได้รับการเชิญให้เข้าร่วมในงานสำคัญๆของสังคมอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งสูงอายุมากขึ้น ร่างกายจึงทรุดโทรมลง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยขึ้น จนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2559  สิริอายุ 78 ปี 8 เดือน 18 วัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (0)