องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations)

องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations)     

        ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson)แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักการ 14 ข้อ (Wilson’s Fourteen Points)  เพื่อใช้เป็นหลักในการเจรจาทำสนธิสัญญาสันติภาพต่อผู้นำของประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งเป็นแนวความคิดที่จะป้องกันมิให้เกิดสงครามร้ายแรงขึ้นอีก โดยให้มีองค์การสันนิบาตชาติขึ้นเพื่อเป็นองค์กรกลางในการที่แก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างประเทศ โดยสันติวิธีเพื่อดำรงรักษาสันติภาพอันถาวรของโลกไว้

        สมาชิกภาพประเทศที่เป็นฝ่ายชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุกประเทศได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ  โดยอัตโนมัติประเทศที่แพ้สงครามมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกขององค์การนี้ได้แต่ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาสันติภาพให้เรียบร้อยเสียก่อน ส่วนประเทศอื่น จะเข้าเป็นสมาชิกได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากการออกเสียงสองในสามของประเทศสมาชิกส่วนสหรัฐอเมริกาแม้จะเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดตั้งองค์การนี้ไม่ได้เป็นสมาชิก เนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้สัตยาบัน

วัตถุประสงค์  

     การดำรงสันติภาพและป้องกันสงครามในอนาคต ประเทศสมาชิกต่างให้้สัตยาบันที่จะเคารพเอกราช และบูรณภาพแห่ง อาณาเขตของประเทศต่างๆและในกรณีที่ประเทศสมาชิกใดถูกรุกรานทั้งทางด้านเศรษฐกิจหรือกำลังทหารต้องเป็นหน้าที่ของประเทศสมาชิกอื่นในการร่วมมือกันต่อต้านผู้รุกราน   

องค์การสันนิบาตชาติมีหลักการในความร่วมมือกัน ดังนี้

1.ร่วมมือกันรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงระหว่างประเทศ

2.เป็นองค์กรกลางในการตัดสินชี้ขาดกรณีพิพาทระหว่างประเทศ

3.ร่วมมือกันดำเนินการลดกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์

4.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต

การดำเนินงาน     

              การดำเนินงานขององค์การสันนิบาตชาติมีองค์กรต่าง ๆ

            ทำหน้าที่และรับผิดชอบดังนี้สมัชชา คือ ที่ประชุมใหญ่ขององค์การ ประกอบด้วยผู้แทนของประเทศสมาชิกทั้งหมดกล่าวคือ ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะส่งผู้แทนไปประจำได้ประเทศละ 3คน เป็นอย่างมาก แต่การออกเสียงแต่ละประเทศลงคะแนนได้ 1 เสียง มีวาระการประชุมปีละครั้ง  เพื่อพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อสันติภาพของโลก

              คณะมนตรี ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารองค์การประกอบด้วยสมาชิกประเภทถาวร 4 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และญี่ปุ่น และสมาชิกประเภทไม่ถาวร ที่มาจากการเลือกตั้งอีก  4 ประเทศ

               คณะมนตรีนี้ประชุมกันปีละครั้ง เพื่อพิจารณาเรื่องต่างๆที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของโลกและปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของสมัชชาสำนักงานเลขาธิการ

              สำนักงานเลขาธิการ มีเลขาธิการซึ่งได้รับเลือกจากคณะมนตรีมีหน้าที่เป็นสำนักงานจัดทำรายงานรักษาเอกสารหลักฐาน อำนวยการวิจัยและประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆคณะกรรมาธิการ มีคณะกรรมาธิการฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการด้านเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่

           องค์การอนามัยระหว่างประเทศ

         สำนักแรงงานสากลคณะกรรมาธิการฝ่ายดินแดนในอาณัติ

        ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศในการพิจารณาคดีต่าง ๆ และกรณีพิพาทเกี่ยวกับพรมแดน

       ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกอบด้วยผู้พิพากษา 15 คน

              ผลงานขององค์การสันนิบาตชาติการปฏิบัติงานขององค์การสันนิบาตชาติในฐานะองค์การระหว่างประเทศอาจนับได้ว่าล้มเหลว  แม้ได้ทำการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งได้สำเร็จอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อสังคมโลกและเป็นปัญหาที่ชาติมหาอำนาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

ผลงานขององค์การสันนิบาตชาติที่ประสบความสำเร็จ เช่นกรณีหมู่เกาะโอลันด์ (Aland Islands) ที่สวีเดนและฟินแลนด์ต่างแย่งชิงกันจะเข้าครอบครองใน ค.ศ. 1917 สวีเดนถือโอกาสส่งกองทหารเข้าไปยึดหมู่เกาะนี้ แต่ถูกกองทัพเยอรมนีซึ่งสนับสนุนขบวนการกู้ชาติของฟินแลนด์ขับไล่

              ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงมีการเสนอปัญหานี้ให้องค์การสันนิบาตชาติพิจารณาตัดสินให้มอบหมู่เกาะโอลันด์อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของฟินแลนด์ แต่ต้องเป็นดินแดนปลอดทหารและมีสถานภาพกึ่งอิสระ

              ผลงานขององค์การสันนิบาตชาติที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่นเหตุการณ์รุนแรงที่เกาะคอร์ฟู(Corfu Incident)ใน ค.ศ. 1923 อิตาลีใช้กำลังเข้ายึดครองเกาะคอร์ฟูของกรีซ เพื่อบีบบังคับรัฐบาลกรีซให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีฆาตกรรมนายพลอิตาลี เหตุการณ์นี้ท้าทายความมีประสิทธิภาพของการประกันความมั่นคงร่วมกันขององค์การสันนิบาตชาติซึ่งองค์การสันนิบาตชาติ ไม่สามารถยับยั้งหรือลงโทษอิตาลีได้ ทั้ง ๆ ที่กรีซและอิตาลีต่างก็เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ

             เหตุการณ์ญี่ปุ่นรุกรานแคว้นแมนจูเรียของจีนในค.ศ. 1931 องค์การสันนิบาตชาติก็ไม่สามารถใช้มาตรการใดลงโทษญี่ปุ่นได้วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ

             เหตุการณ์ที่แสดงถึงความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติที่ชัดเจนที่สุด คือ สงครามอะบิสซิเนีย(Abyssinian War) ที่อิตาลีส่งกองทัพบุกอะบิสซิเนียโดยไม่ประกาศสงครามเมื่อ ค.ศ.1935  และสามารถยึดกรุงแอดดิสอาบาบาได้ในค.ศ. 1936 ซึ่งสมัชชาขององค์การสันนิบาตชาติได้ลงมติประณามอิตาลีว่าเป็นฝ่ายรุกรานอิตาลีจึงตอบโต้องค์การสันนิบาตชาติด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสันนิบาตชาติใน ค.ศ. 1937

จุดอ่อนขององค์การสันนิบาตชาติแม้องค์การสันนิบาตชาติจะได้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จในช่วงต้น ๆ หลายกรณี แต่ต่อมาก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้

            1.การที่ประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิก ทำให้กฎข้อบังคับขององค์การสันนิบาตชาติบังคับใช้ได้ผลก็เฉพาะกับประเทศสมาชิกที่ไม่ค่อยมีอำนาจและบทบาทมากนัก ไม่มีผลบังคับประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่

             2.ประเทศมหาอำนาจโจมตีประเทศอื่น มหาอำนาจหลายประเทศได้แสดงความก้าวร้าวรุกรานประเทศอื่นเสียเอง ได้แก่ ฝรั่งเศสและเบลเยียมเข้ายึดครองเหมืองถ่านหินในแคว้นรูห์ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นโลหิตใหญ่ของเยอรมนีเยอรมันนีตอบโต้ด้วยการนัดหยุดงานทั่วประเทศการที่ประเทศต่างๆไม่ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินงาน ขององค์การสันนิบาตชาติ ซึ่งมีจุดหมายที่จะนำสันติภาพมาสู่มนุษยชาติ ทำให้การดำเนินงานขององค์การนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ

ผู้นำมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตร จากซ้ายไปขวา; นายกรัฐมนตรีเดวิด ลอยด์ จอร์จแห่งสหราชอาณาจักร วิตโตริโอ ออแลนโดแห่งอิตาลี  นายกรัฐมนตรีจอร์จส์ คลูมองโซแห่งฝรั่งเศส และประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันแห่งสหรัฐอเมริกา


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง



ความเห็น (0)