การจัดการศึกษาท้องถิ่น ตอนที่ 8 : ภาษาสากลกับการสอนแบบสองภาษา

การจัดการศึกษาท้องถิ่น ตอนที่ 8 : ภาษาสากลกับการสอนแบบสองภาษา

20 กรกฎาคม2560

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]


นวัตกรรมใหม่การเรียนการสอนแบบสองภาษา

การปฏิรูปการศึกษาไทยครั้งสำคัญได้เกิดมาแล้วสองห้วงเวลา คือ (1) ในห้วงทศวรรษแรกช่วงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ (2) ในห้วงทศวรรษที่สองช่วงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษามาในระดับหนึ่ง สำหรับในห้วงทศวรรษช่วงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นี้ถือเป็น “ห้วงทศวรรษที่ 3” ก็ว่าได้ จากบทความปี 2553 เรื่อง “การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program) ประชานิยม หรือ ทางออกการศึกษาไทย” [2] ของบาทหลวงสมเกียรติ จูรอด ผู้จัดการโรงเรียนดรุณากาญจนบุรีสะท้อนได้ดีโดยเฉพาะในห้วงของการปฏิรูปการศึกษา “ช่วงที่ 3” ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในที่นี้ คือการเรียนการสอนแบบ “เน้นสองภาษา” หมายความว่ามีอีกภาษาหนึ่งที่สามารถใช้เสมือนภาษาแม่ได้ ในที่นี้ก็คือ “ภาษาอังกฤษ” (English) นั่นเอง  แม้ในอดีตจะมีการเรียนการสอนแบบสองภาษา “ไทย-จีน” [3] ในโรงเรียนที่สอนภาษาจีนในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม

 

ประเทศสิงคโปร์สองภาษาสร้างชาติ

          ประสบการณ์ของลีกวนยู ประธานาธิบดีแห่งสิงคโปร์ถือเป็นแบบอย่างของประเทศที่ใช้ระบบสองภาษา “สร้างชาติ” อย่างได้ผล เป็น “นโยบายสองภาษา”ที่ให้คนสิงคโปร์ใช้ 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และ ภาษาแม่ หรือภาษาของแต่ละเชื้อชาติ ได้แก่ จีน มาเลย์ หรือภาษาทมิฬของคนสิงคโปร์เชื้อชาติอินเดีย เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศ “พหุวัฒนธรรม” ที่หลากหลายมาแต่แรกตั้งประเทศ ในปี 1959 ลี กวน ยู ตั้งเป้าหมายว่า จะให้คนสิงคโปร์รุ่นใหม่พูดได้สองภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาแม่ ในปี 1978 ลี ให้ยุบมหาวิทยาลัยหนานยาง ซึ่งสอนโดยใช้ภาษาจีน และให้ย้ายไปรวมกับมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ  ทุกวันนี้ประเทศสิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการ “เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค” [4]

 

ประชานิยมการเรียนแบบสองภาษา

ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา “สังคมโลกาภิวัตน์” หรือสังคมโลกไร้พรหมแดนแห่งอนาคตอันใกล้ทำให้ “การเปิดสังคมไทยสู่อาเซียน” (ASEAN or AEC) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมองว่า “การสื่อสารด้านภาษากับสังคมโลกด้วยภาษากลาง” จะได้เปรียบโดยเฉพาะโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น “ประชานิยม” ที่แห่แหนตามกัน หรืออย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระแสความนิยมของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียน “สองภาษา” หรือ ที่มีการเรียนภาษาต่างประเทศสากลอื่นเสริม ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น ส่งผลให้โรงเรียนที่สอนแบบสอง (หรือสาม) ภาษามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีทุนทรัพย์เพียงพอ นี่ก็ถือเป็นความเหลื่อมล้ำประการหนึ่งในการเข้าถึง “โรงเรียนระบบสองภาษา” ของเด็กเยาวชนที่มีผู้ปกครองที่ขาดทุนทรัพย์

 

ประเภทโรงเรียนสองภาษาในประเทศไทย

ในที่นี้มาพิจารณาเฉพาะโรงเรียนสองภาษาที่ใช้ “ภาษาสากล” คือ “ภาษาอังกฤษ” เท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดระบบโรงเรียนซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษา แบ่งเป็น 2 ประเภท [5] คือ

(1) Mini English Program (MEP) เป็นโรงเรียนสองภาษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษได้ไม่เกิน 50 % ของชั่วโมงสอนทั้งหมดต่อสัปดาห์ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีโครงการสอนแบบสองภาษา ไทยคู่อังกฤษที่เรียกว่า “English Bilingual Education (EBE)[6]

(2) English Program (EP) [7] เป็นโรงเรียนสองภาษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษได้ทุกวิชา ยกเว้นภาษาไทย และสังคมศึกษา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทย กฎหมายไทย ประเพณีและวัฒนธรรมไทย

สำหรับโรงเรียนอีกประเภทหนึ่งที่จัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศล้วน ตามหลักสูตร เรียก  “โรงเรียนนานาชาติ” (International Program : IP) คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรของต่างประเทศ ที่โรงเรียนแต่ละแห่งจะเลือกใช้ [8]

 

โรงเรียนสองภาษาควรเปิดสอนในระดับใด

ประเทศไทยปี 2553 มีโรงเรียนสองภาษารวมกันอยู่จำนวนกว่า 200 แห่งจากเดิมที่ให้เปิดสอนโปรแกรม EP ในปีการศึกษา 2542 จำนวน 112 แห่งเปิดสอนโปรแกรม MEP ในปีการศึกษา 2546 จำนวน 109 แห่งและปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้มีหลายระดับ เช่น ระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษา และ ระดับมัธยมศึกษา [9]

จากข้อมูลสถิติชีพประมาณว่าเด็กไทยเกิดปีละแปดแสนคน ต้องใช้งบประมาณอบรมฝึกภาษาเด็ก ปีละ 4 พันล้านบาทที่ถือว่าไม่มากนัก [10] สำหรับช่วงอายุเด็กที่เหมาะสม คือ ช่วง 3-4 ขวบ [11] เป็นช่วงที่เด็กเริ่มหัดพูด ที่สามารถเริ่มสอนภาษาได้เพราะเป็นวัยที่เด็กเริ่มพูดและซักถาม เริ่มสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กเล็กจะรับรู้ภาษาได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ

 

ข้อสังเกตการสอนภาษาอังกฤษบางประการในรร.อปท.

(1) ปัญหาประการแรกที่พบในโรงเรียน อบจ. ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเกือบ 100% ในช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3) และ ช่วงชั้นที่ 4 (ม.4-6) ก็คือ เด็กนักเรียนมีปัญหาในการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ระดับประถม ในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) และช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-6) ปัญหาสืบเนื่องตามมาอีกเรื่องก็คือ เด็กส่วนที่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่สามารถพูดฟังหรือสื่อสารออกมาได้ เนื่องจากการเรียนภาษาอังกฤษแบบใช้ภาษาไทยสอน แม้แต่ครูเอกวิชาอังกฤษเองก็มีน้อย จึงไม่มีการเรียนการสอนพูดแต่ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ทักษะและสื่อการสอนของครูก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น ต้องมีวัสดุครุภัณฑ์อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พร้อม อาทิ ไมค์เคลื่อนที่ติดตามตัวครูทำให้เสียงดังฟังชัด เรียกความสนใจเด็กได้ เป็นต้น

(2) สำหรับเด็กนักเรียนที่ไม่มีปัญหาเรื่องการอ่าน แม้ว่าต้องมีการสอนโดยเน้นทักษะการสื่อสาร ทำยังไงให้เด็กกล้าใช้ กล้าพูด ครูต่างชาติอาจช่วยได้ เพราะครูที่ใช้ภาษาอังกฤษ 100% และอย่างน้อยการสื่อสารต่างๆเป็นการบังคับไปในตัวว่าเด็กจะต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เด็กก็จะคุ้นเคยกับคนต่างชาติมากขึ้น ครูเองก็ได้ประโยชน์ เพราะต้องทำงานต้องอยู่ร่วมกัน ประชุม อบรม จัดกิจกรรมต่างๆภายในโรงเรียนร่วมกัน มีประโยชน์สองต่อ กล่าวคือได้พัฒนาเด็กและก็พัฒนาครูไปพร้อมกัน 

(3) อย่างไรก็ตามปัญหาหลักที่ติดตามมาก็คือ เรื่องงบประมาณ เช่น การใช้ครูต่างชาติ มีงบประมาณที่สูง แม้จะมีหน่วยงานหรือองค์กรที่ช่วยเหลือสนับสนุนครูต่างชาติฟรีบ้างก็ตาม แต่โรงเรียนที่ไกลไม่สะดวก ปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่อง ที่พักหรือการเดินทาง เหล่าครูอาสาสมัครหรือครูแลกเปลี่ยนฯ คงไม่อยากไปปฏิบัติงาน ฉะนั้นครูอาสาเหล่านี้จึงอยู่แต่โรงเรียนใหญ่ในเมืองที่สะดวกสบาย ปลอดภัยด้วย วิธีการแก้ไข โดยหาก อบจ. ต้องการความสนับสนุนจากองค์กรที่จะสนับสนุนครูต่างชาติ ให้ทำข้อตกลงในเรื่องการสนับสนุนดูแลที่พักที่สะดวกปลอดภัย การจัดหาครูพี่เลี้ยง ต่างๆ เป็นต้น จะทำให้ได้รับการสนับสนุนครูต่างชาติจากองค์กรนั้นอย่างทั่วถึง ได้ครูต่างชาติที่เป็นเนทีฟจริงมาสอน โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนค่าจ้างแพงโดยเฉพาะครูที่มาจากประเทศที่ใช้ภาษาแม่อังกฤษแบบเนทีฟ เพราะส่วนมากที่จ้างกันเป็นครูที่มาจากฟิลิปปินส์ที่สำเนียงอาจไม่ดีเท่าครูที่มาจากฝั่ง ยุโรป อเมริกา 

(4) หากสามารถจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียนสองภาษาในระดับมัธยมได้ โดยเฉพาะ ในระดับมัธยมต้น (ม.1-3) นับเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน แต่ควรมีการร่วมมือกันจริงจังหลายภาคส่วน เพราะประเทศเพื่อนบ้านต่างใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และเป็นภาษาที่สองมานานแล้ว ด้วยเคยอยู่ภายใต้อาณานิคมมาก่อน แต่เหตุผลข้อนี้คงมิใช่ข้ออ้างอีกต่อไป การเริ่มพัฒนาภาษาสากลภาษาที่สองให้ได้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

(5) ในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ โรงเรียนใช้แบบเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด สำหรับประทศไทยเราขอเพียงยกเอาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองควบคู่กันไปกับการศึกษาขั้นพื้นฐานตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ต้องเริ่มต้นแต่บัดนี้ โดยทุกภาคส่วนต้องสนับสนุนช่วยกันทั้งหมดเป็นภาพรวม ทั้งด้านงบประมาณความพร้อมของเด็ก ความพร้อมของครู ที่ต้องสืบค้นหาสภาพปัญหาแก้ไขเป็นขั้นตอน

(6) ประการสำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้ปัญหาการจัดการศึกษาท้องถิ่น “มีคุณภาพ” ที่เท่าเทียมกันเพราะเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของท้องถิ่น ที่จะทำให้มีคุณภาพได้ แต่ข้อเท็จจริงท้องถิ่นส่วนใหญ่อาจทำเพื่อหาเสียงสนองนโยบายนักการเมืองท้องถิ่น ที่ไม่สนใจในเรื่องคุณภาพการศึกษาเท่าใดนอกจากนี้ท้องถิ่นหลายแห่งมีบุคคลากรคนที่มีศักยภาพ แต่ระบบการเมืองหรือ ผู้บริหารท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์การพัฒนาที่จำกัด ทำให้บุคลากรเหล่านั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ภาวะกดดันได้ และขาดขวัญกำลังใจ เป็นต้น

(7) ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาเด็กในช่วงชั้นใด ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ อปท. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาท้องถิ่นไป ฉะนั้น อปท. ควรมีการปรับปรุงแก้ไขสร้างบุคคลการเพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง  เพราะท้องถิ่นมีความได้เปรียบเรื่องงบประมาณที่มีงบอยู่ในมือเอง

(8) การพัฒนาทักษะ “ภาษาอังกฤษ” จะส่งผลกระทบกับเด็กนักเรียนทั่วประเทศที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ “ภาษาสากล” จะใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ เมื่อประชาชนมีคุณภาพประเทศก็จะมีคุณภาพตามมาอย่างแน่นอน ไทยจะไม่ด้อยพัฒนา เพราะคนเก่งภาษาจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เร็วกว่า โดยเฉพาะทุกวันนี้เครื่องมือสื่อสารถึงกันและกันได้ทั่วโลกในพริบตา ภาษาสากลกับการพัฒนาทั้งคนและวัตถุจึงไม่อาจแยกกันได้ หากคนไทยทุกคนเก่งภาษาสามารถสื่อสารกับคนทั่วโลกได้อปท. จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็น “ผู้นำร่อง” ในเรื่องนี้

 

ไม่ว่าการเรียนสองภาษา ซึ่งเป็น “ภาษาสากล” จะเป็นการทำตามกระแสสังคมหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับนักการศึกษาทั้งหลายแล้ว ถือว่านี่คือโอกาสและทางเลือกที่สำคัญของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันและในอนาคต นี่อาจเป็นคำตอบหรือทางออกของวังวนการศึกษาของประเทศไทยและนี่คือ “การเรียนการสอนแบบสองภาษา” เป็น “การศึกษาทางเลือก” (Alternative Education) ของคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลสำหรับบุตรหลานในอนาคต

 

[1]Phachern Thammasarangkoon & Panciwa Uppachaitai & Nut Saijunteuk, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม 2560 ปีที่ 67 ฉบับที่ 23467 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น : บทความพิเศษ & หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 64 ฉบับที่ 45 วันศุกร์ที่ 21วันพฤหัสบดีที่ 27กรกฎาคม2560, หน้า 66

[2]บาทหลวงสมเกียรติ จูรอด,การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program), ผู้จัดการโรงเรียนดรุณากาญจนบุรี, เครือข่ายครูดีราชบุรี 2010, 5 กรกฎาคม 2553, http://kudee2010.blogspot.com/...   

[3]วีระ แสงแก้ว, การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในห้องเรียนทดลองสองภาษา ไทย-จีน โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง จังหวัดเชียงใหม่, นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น, วารสารบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มิถุนายน 2555 – พฤษภาคม 2556, http://grad.journal.feu.ac.th/...     

[4]หนึ่งประเทศ สองภาษา ลีกวนยู สร้างชาติด้วยการศึกษา, 29 มีนาคม 2558, http://www.manager.co.th/Polit...9580000035778  

&  พิธุวรรณ กิติคุณ, ลีกวน ยู: ความสำเร็จของการสร้างชาติด้วยการเมือง,สำนักวิชาการ เลขาธิการรัฐสภา, 8 กรกฎาคม 2558, http://www.parliament.go.th/ew...  

[5]ข้อมูลหลักสูตรโรงเรียนสองภาษา จาก กระทรวงศึกษา, 26 มกราคม 2554, http://englishprogramblog.blog...  

และดูตัวอย่าง รร. สองภาษาปัจจุบัน ที่จังหวัดพิษณุโลก รร. สพฐ. โดย พรรคประชาธิปัตย์ และ จังหวัดนครราชสีมา รร. อปท.

& English for all 2016 (ร.ร.สะพานที่ 3) Ep1 จ.พิษณุโลก, 19 กรกฎาคม 2559,

&  

& น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, โครงการ English For all, Spokesman Dp, เผยแพร่เมื่อ 25 กรกฎาคม 2559,

& โรงเรียนเทศบาลตำบลหัวทะเล 2559 English Program, โดย ชีวิตมันเหนื่อย จัง!, (ป.1-6) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา,  เผยแพร่เมื่อ 9 พฤษภาคม 2559,

[6]ชินภัทรจ่อปูพรมดัน ร.ร.สอน Bilingual “คณิต-วิทย์”, 5 กรกฎาคม 2554, http://englishprogramblog.blog...

[7]โรงเรียนสองภาษา เป็นโรงเรียนที่นัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ

ดู เรียนหลักสูตร2ภาษาเตรียมพร้อมสู่สากล, คมชัดลึก,27 มกราคม 2553, http://www.komchadluek.net/new...   

[8]EP (English Program) VS นานาชาติ เหมือนกันมั้ย? แบบไหนดีกว่ากัน, 14 พฤศจิกายน 2557, https://www.dek-d.com/educatio...  

[9]รายชื่อโรงเรียนรัฐบาลที่มีห้องเรียน English Program or Mini English Program, 24 ตุลาคม 2555, https://www.dek-d.com/board/vi...  &  https://www.dek-d.com/board/vi...

& กทม.เร่งเพิ่มรร.2ภาษา/ปี66ครบทุกแห่งในสังกัด, สยามรัฐ, 2 พฤษภาคม 2560, www.siamrath.co.th/n/14507

[10] าสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล และ รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์, การเกิด : สุขภาพคนไทย 2555, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล,

http://www.hiso.or.th/hiso/pic...

เด็กเกิดในประเทศไทยลดลงเหลือปีละ 7.6 แสนคนจากที่เคยสูงถึงกว่าล้านคน เมื่อ 30 ปีก่อน ขณะที่คนไทยตายปีละ 4 แสนกว่าคน ช่องว่างคนเกิด คนตาย ลดลงเร็วมาก

สรุป แต่ละปีจะมีเด็กเกิดไม่ถึง 8 แสนคน เด็กเกิดในประเทศไทยลดลงเหลือปีละ 7.6 แสนคน

&  การศึกษาไทยลงทุนมากผลสัมฤทธิ์ต่ำ, ครูอัพเดต, ปี 2556 มีมูลค่าถึงกว่า 8แสนล้านบาท, 26 พฤษภาคม 2558

, http://www.krooupdate.com/news...

&  “English For All” หนึ่งในโครงการนำร่อง นโยบาย ปชป.เพื่อเตรียมพร้อม อนาคตของชาติ,พรรคประชาธิปัตย์(Democrat Party), Thailand, 4 สิงหาคม 2558, https://www.facebook.com/29650...

&  รศ.ดร.ชัยยุทธ  ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์, เผยรายจ่ายการศึกษาไทย: เงินหายไปไหนหมด, Thammasat Economic Focus  (โครงการติดตามประเด็นเศรษฐกิจไทย), พฤษภาคม 2558

, http://www.tef.econ.tu.ac.th/w...

ในปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยใช้จ่ายเพื่อการศึกษาไปเป็นมูลค่ากว่าแปดแสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.4 ของจีดีพี

รายจ่ายด้านการศึกษาอีกประมาณร้อยละ 20 (1.6 แสนล้านบาท) มาจากภาคประชาชน ผู้จ่ายหลักจากภาคประชาชนหรือผู้ปกครอง ครอบครัวที่มีสมาชิกกำลังศึกษาอยู่ มีการใช้จ่ายราวแสนห้าหมื่นล้านบาท เฉลี่ยประมาณหมื่นบาทต่อคนต่อปีการศึกษา

รายจ่ายด้านการศึกษาจำแนกตามระดับการศึกษา ระดับประถมศึกษา

ปี 2556 ร้อยละ 13 (10.4 พันล้านบาท)

ปี 2551 ร้อยละ 9 (8.2 พันล้านบาท)

[11]บาทหลวงสมเกียรติ จูรอด,การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program), 5 กรกฎาคม 2553, อ้างแล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)