(4) เชงเก้นวีซ่า ถึงเวลาลุ้นระทึก

Peter_ParN
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ขอเชงเก้นวีซ่า หนังสือเชิญมาถึงช้า ทำเอาใจหายหมด

หลังจากตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็ตั้งหน้าตั้งตารอการยื่นขอวีซ่าอย่างใจจดใจจ่อ...

เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักคือการไปเยี่ยมน้องและครอบครัวที่เยอรมัน ส่วนการไปประเทศอื่นนั้นเป็นผลพลอยได้ เพราะน้องที่เยอรมันมีแผนจะไปอิตาลีและฝรั่งเศสด้วย

คุยกะน้องเป็นระยะๆจนกระทั่งได้เวลาเขามาเมืองไทยเมื่อช่วงสงกรานต์ (เมษายน 2559) ได้รับคำยืนยันหนักแน่นว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะทางครอบครัวที่เยอรมันจะเป็นผู้ออกจดหมายเชิญ เราไม่ต้องแสดงหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมใดๆทั้งสิ้น

ตอนแรกกะว่าให้น้องเอาหนังสือเชิญมาด้วย เพื่อจะได้ไปขอวีซ่าเยี่ยมเยือนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมพอดี แต่เพิ่งทราบว่าหนังสือเชิญจะมีอายุ 3 เดือน (เป็นหนังสือเชิญที่ทางโน้นรับผิดชอบเราด้วย) ดังนั้นจึงต้องทำหนังสือเชิญและส่งมาหลังจากน้องกลับเยอรมันในช่วงปลายเมษายนไปแล้ว

และแล้ว ความตื่นเต้นแรกก็บังเกิดขึ้น...

ได้รับข่าวจากน้องว่าการทำหนังสือเชิญ ซึ่งจะต้องไปทำที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องที่เบอร์ลิน ช่วงปลายเดือนเมษายนคิวการทำหนังสือเชิญเต็ม (จะต้องจองคิวออนไลน์ และไปทำตามที่ได้จองคิวไว้เท่านั้น) น้องได้คิวทำหนังสือเชิญวันที่ 22 พฤษภาคม 

คิดในใจหนังสือเชิญคงมาไม่ทันแน่ๆ 

และแล้วเหตุการณ์ทั้งหลายก็ประดังประเดเข้ามาให้ได้ “ลุ้นระทึก” เป็นอย่างมาก เรียกว่าเป็นการขอวีซ่าที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

ผ่านไป 2-3 วัน ได้ข่าวจากน้องว่ามีคนสละคิววันที่ 15 พฤษภาคม 1 คน เลยได้คิวไปทำหนังสือเชิญเร็วขึ้นมากว่าเดิมสัปดาห์หนึ่ง

ช่วงนี้แชทคุยกะน้องเกือบทุกชั่วโมงเลยก็ว่าได้


วันที่ 15 พฤษภาคม น้องไปทำหนังสือเชิญเรียบร้อย และส่งมาแบบด่วน (เห็นคนส่งบอกว่างั้น) น่าจะไม่เกิน 1 สัปดาห์หนังสือเชิญก็คงจะมาถึงเมืองไทย เตรียมตัวไปวีซ่าที่สถานกงสุลภูเก็ตได้เลยในสัปดาห์ถัดไป สาเหตุที่ต้องไปทำที่ภูเก็ต เนื่องจากสถานทูตเยอรมันที่กรุงเทพฯจะให้บริการขอวีซ่าสำหรับคนที่มีคิวจองไว้ออนไลน์อย่างเดียวเท่านั้น เรายังไม่ได้หนังสือเชิญ เลยไม่กล้าจองคิว ประกอบกับตัวอย่างที่คนอื่นไปขอที่ภูเก็ต ใช้เวลาไม่กี่วันก็ได้รับเล่มส่งคืนมาให้ที่บ้านเลย

เราได้รับหมายเลขพัสดุที่ส่งจากเยอรมันมาก็เข้าลิงค์ที่น้องส่งมาให้ เช็ตสถานะทันที่ ปรากฏว่าพัสดุถูกส่งออกจากแฟรงค์เฟริร์ต วันที่ 18 พฤษภาคม หลังจากนั้นให้เข้าไปติดตามสถานะพัสดุที่เว็ปไปรษณีย์ไทยแทน

เข้าไปเช็ค Track & Trace ของไปรษณีย์ไทยปรากฏว่าไม่มีพัสดุดังกล่าวในระบบ เริ่มใจไม่ดี...ระหว่างนี้ก็คุยกะน้องที่เยอรมันแบบ "ลุ้นไปด้วยกัน"

รอจนได้เวลาประมาณเกือบหนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าไม่สามารถเช็คได้อีกว่าพัสดุถึงไหน ใจเต้นตูมตาม มีลางสังหรณ์ในใจแว่วๆมาว่าพัสดุคงมาไม่ทันใน 1 สัปดาห์ หรือ 10 วันทำการตามที่ไปรษณีย์เยอรมันระบุแน่ๆ “สิ่งที่กังวลใจ คงจะได้เจอแน่ๆ” 

ผ่านไปจนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม ทุกสิ่งก็ยังเงียบงัน เข้าไปเช็คสถานะทีไร ก็ขึ้นว่า “ไม่พบ” ทุกที

เริ่มโทร.หาไปรษณีย์ไทยที่กรุงเทพฯให้เช็คให้ คำตอบที่ได้ เล่นเอาหงายหลัง จะเป็นลม “พัสดุที่ส่งมาไม่ใช่ลงทะเบียนหรือด่วนพิเศษ (EMS) เป็นพัสดุธรรมดาและอาจจะส่งมาเป็นแบบ Logistic ด้วย จะไม่รู้เลยว่าถึงไหน จนกว่าพัสดุจะถึงปลายทางคือที่ทำการไปรษณีย์อำเภอสวี จังหวัดชุมพร"

เอาละสิ โทร.หาไปรษณีย์สวีทุกวันเลยจนเกือบสิ้นเดือนพฤษภาคม คำตอบที่ได้รับคือ “ยังไม่มีพัสดุส่งมาจากต่างประเทศถึงคุณเลย”

ช่วงนี้มีช่องทางไหนที่พอจะเป็นความหวัง ได้สืบเสาะหาหมด ถึงขนาดขอเบอร์โทร.น้องคนส่งไปรษณีย์ประจำตำบลและสั่งไว้ว่า ถ้าพัสดุมาให้โทร.บอกพี่ทันทีเลย

ระหว่างนี้น้องที่เยอรมันก็เครียด เราก็เครียด ช่วยกันหาทางใหญ่ว่าจะทำยังไงถึงจะเช็คสถานะของพัสดุที่ส่งมาได้ พอทราบว่าพัสดุที่ส่งมาเป็นบริษัท DHL ที่เยอรมัน (แต่ส่งมาทางไปรษณีย์ ไม่ใช่ขึ้นเครื่อง DHL ส่งตรงมาถึงมือเรา) ก็โทร.เช็ค DHL ที่กรุงเทพฯ เอาหมายเลขพัสดุให้ call center ช่วยเช็คให้ น้องผู้หญิงที่รับสายช่วยดีมาก เช็คให้และได้คำตอบว่าออกจากศูนย์ไปรษณีย์ที่แฟรงค์เฟริต เมื่อวันที่ 18 แล้ว แต่หลังจากนั้นจะเช็คไม่ได้เลย มาถึงเมืองไทยก็จะเป็นหน้าที่ไปรษณีย์ไทยในการส่งต่อถึงผู้รับ

น้องที่เยอรมันก็เป็นทุกข์เป็นร้อน ล่วงเลยมาถึงวันที่ 29 พฤษภาคม เกิน 10 วันทำการแล้ว ปกติที่เคยส่งเอกสารแบบนี้ มันจะถึงแล้ว ก็เลยช่วยกันหาวิธีตรวจสอบใหญ่ว่าถึงไหนแล้ว...

ตามกระบวนการ...พัสดุที่ส่งมาจากต่างประเทศอาจจะต้องผ่านศุลกากรไปรษณีย์ที่กรุงเทพฯก่อน และบางทีใช้เวลาเช็คหลายวัน (เผื่อต้องเสียภาษี) เราก็พยายามจนได้เบอร์โทร.แผนกไปรษณีย์ต่างประเทศมา แต่คำตอบที่ได้คือ ถ้าเป็นเอกสารซองบางๆ จะเช็คไม่นาน คัดแยกแล้วส่งต่อเลย แต่พัสดุของคุณไม่สามารถเช็คได้เลย ต้องรอปลายทางอย่างเดียว (คำตอบไม่เคยเปลี่ยนไป และไม่ช่วยให้เราดีใจอะไรขึ้นเลย)

ช่วง 29-31 พฤษภาคม เป็นช่วงที่ผมอยู่กรุงเทพฯ ไปนอนลุ้นหนังสือเชิญแบบใจเต้นตุ๊บตับอยู่ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลส ตรงตลาดมหานาค (โบ๊เบ๊) ไม่ไกลจากสถานีรถไฟหัวลำโพงเท่าใดนัก วันที่ 29,30 นี้เป็นวันที่ “ทำใจ” เพราะคิดแล้วว่ายังไงคงมาไม่ทันทำวีซ่าแน่

โทร.ไปถามสถานกงสุลที่ภูเก็ตว่าสามารถใช้หนังสือเชิญที่ฉบับสแกนที่ส่งมาทางอีเมล์ได้ไหม ได้ตัวจริงมาค่อยส่งให้เพิ่มเติม คำตอบคือ “ใช้ตัวจริงเท่านั้นค่ะ” พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ยังดักคออีกกว่า ปกติเอกสารที่ส่งจากเยอรมัน ถ้าไม่ใช่แบบค่าส่งประมาณ 3,000 กว่าบาทขึ้นไป จะใช้เวลาอย่างน้อย 20 วันถึงเมืองไทย หรือบางทีใช้เวลาเป็นเดือนๆเลย

ต๊าย ไม่ให้กำลังใจกันเลยนะ 

สองวันนี้แทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับทีเดียว และอยู่ในโหมด “ปลง” หนังสือเชิญมาไม่ทันก็เลื่อนตั๋วเอา

อ้อ ลืมบอกไป วันที่ 29 มีโอกาสแวะที่สนามบินสุวรรณภูมิ จึงแอบไปใช้บริการศูนย์บริการสำรองที่นั่งอีกครั้ง ว่าตั๋วที่จองไว้ในราคานี้ สามารถเลื่อนตั๋วได้หรือไม่และเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเท่าไหร่

พนักงานหน้าละอ่อนอ่านเงื่อนไขตั๋วแล้วบอกว่าเป็น economy restricted เราก็ถามไปว่าถ้าเลื่อนจะเสียเท่าไหร่ และต้องติดต่อการบินไทยที่กัวลาลัมเปอร์อย่างเดียวเลย เหมือนที่ได้รับข้อมูลจาก Call Center การบินไทยหรือไม่

เจอคำถามนี้ไป น้องเคาเตอร์นี้ไม่แน่ใจ รีบไปปรึกษากะหัวหน้าทันที พนักงานอาวุโสท่านนั้นก็ใจดีไปก็กดคอมพิวเตอร์ดูตั๋วแป๊บหนึ่งแล้วก็บ่นว่า Call Center เป็น Outsource ไม่ค่อยรู้อะไร พร้อมทั้งให้คำตอบว่าจะเสียค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนคิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 2,000 บาท บวกส่วนต่างของตั๋วถ้าวันที่เราเดินทางไม่มีตั๋วราคาโปรโมชั่นที่เราจองมาแล้ว แต่ถ้าราคาเดิมยังมีก็เสียแค่ค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนอย่างเดียว

ค่อยโล่งอกไปนิด ถ้าวีซ่าเสร็จไม่ทัน ค่อยเลื่อนตั๋วเอา และหาวันที่มันไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างค่าโดยสารเพิ่มเติมแระกัน (ปลอบใจตัวเอง)

และแล้ว ตอนบ่ายสองโมงวันที่ 31 พฤษภาคม ก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องคนส่งไปรษณีย์ประจำตำบลโทร.มาบอกว่า “พี่เอกสารมาแล้ว เพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง”

โอ๊ย ดีใจจนบอกไม่ถูก...อ้าวแล้วเราจะไปขอวีซ่าที่ภูเก็ตยังไง ตอนนี้ตัวอยู่กรุงเทพฯ แต่หนังสือเชิญอยู่ที่สวี ชุมพร 

และแล้วการจัดการให้หนังสือเชิญเดินทางจากชุมพรแบบ “ด่วนจี๋ ไปรษณีย์จ๋า” มาถึงมือเราที่กรุงเทพฯในเช้ามืดวันที่ 1 มิถุนายน และเราเดินทางต่อเพื่อไปทำวีซ่าที่ภูเก็ตในตอนเช้ามืดวันเดียวกันก็เกิดขึ้น ชนิดที่ลุ้นแบบ "หัวใจแทบหลุดออกมานอกอก" ชนิดที่ว่า “ทุกนาทีมีความหมาย” ก็เกิดขึ้น...

โปรดติดตามตอนต่อไป... 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นักเดินทางผู้โดดเดี่ยว



ความเห็น (0)