อาจารย์วินัย เกษมเศรษฐ : หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ที่เป็นผู้นำทางวิชาการอย่างแท้จริง


ท่านถือว่าศึกษานิเทศก์ต้องมีความรู้มากกว่าครู จึงจะนิเทศครูได้.

บุคคลสำคัญในวงการนิเทศการศึกษาท่านต่อมาที่อยากนำมาเล่า คือ  อาจารย์วินัย เกษมเศรษฐ          

                อาจารย์วินัยเป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เกิดที่มีนบุรี ริมคลองแสนแสบ จบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ จบป.กศ.สูงที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แล้วเรียนต่อ จบ ป.ม.ที่โรงเรียนฝึกหัดครูจันทรเกษม จบ กศ.บ.ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร และจบปริญญาโท M.A. ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

               อาจารย์วินัยเคยรับราชการเป็นครูโรงเรียนโยธินบูรณะ เป็นผู้บริหารโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี โรงเรียนปทุมคงคา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา รองอธิบดีกรมวิชาการ และผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ อาจารย์วินัยถึงแก่อนิจกรรมเมื่อสิริอายุได้ 83 ปี

             ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของท่านน่าจะเป็นช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา ในพ.ศ.2519 – 2524 ซึ่งเป็นช่วงที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524  

        ผมเข้ามาเป็นศึกษานิเทศก์ในปลายปี พ.ศ. 2524 ไม่ทันในสมัยท่านเป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ แต่ก็ได้อานิสงส์จากผลงานที่ท่านได้ริเริ่มไว้มาสานต่อในงานนิเทศการศึกษากันอย่างมีคุณค่า กล่าวคือ ในช่วงนั้นเรามีระบบเครือข่ายสนับสนุนงานวิชาการกันในรูปแบบของกลุ่มโรงเรียน ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และกลุ่มโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย งานสำคัญช่วงนั้นคือการวิเคราะห์หลักสูตร และนำหลักสูตรใหม่ไปสู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอน โดยเราจะส่งเสริมให้ครูเขียนแผนการสอนร่วมกัน ถ้าเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นก็ทำกันในระดับจังหวัด ถ้าเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็ทำในระดับเขตการศึกษา

          รูปแบบการเขียนแผนการสอนที่ศึกษานิเทศก์ ครู และผู้บริหารสมัยนั้นจดจำกันได้ดี คือ “9 ขั้น ของกานเย่” ซึ่งผู้ประยุกต์รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้นี้มาใช้ก็คืออาจารย์วินัย เกษมเศรษฐนี่เอง จนมีคำล้อเลียนติดสนุกจากครูบางคนที่ไม่อยากเขียนแผนการสอนตอนนั้นว่า “กานเย่ทำให้ครูแย่”

        ผมยังจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ดีว่า เราทำงานกันสนุก ทั้งผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ต่างคุ้นเคยกัน ทำงานร่วมกันสนุกสนานมาก ศึกษานิเทศก์ทุกคนต้องแม่นและแน่นทั้งเนื้อหาสาระในวิชาที่ตนเองนิเทศและต้องแม่นในกระบวนการจัดการเรียนรู้ของกานเย่ที่สนองสมรรถภาพการเรียนรู้ของมนุษย์  ศึกษานิเทศก์ได้รับการยอมรับนับถือสูงจนชาวโรงเรียนให้ฉายาว่า “ครูของครู”

         ขอรื้อฟื้นความจำมาเล่าสู่กันฟังถึงแนวคิดและรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ของกานเย่พอสังเขป กล่าวคือ กานเย่ได้แบ่งสมรรถภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ไว้ 5 ประการ คือ

                  1. สมรรถภาพในการเรียนรู้ข้อเท็จจริง (verbal information) เป็นความสามารถในการเรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆโดยอาศัยความจำและความสามารถระลึกได้

                  2. ทักษะเชาวน์ปัญญา (intellectual skills) หรือทักษะทางสติปัญญา  เป็นความสามารถในการใช้สมองคิดหาเหตุผล โดยใช้ข้อมูล ประสบการณ์ ความรู้ ความคิดในด้านต่างๆนับตั้งแต่การเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ไปสู่ทักษะที่ยากสลับซับซ้อนมากขึ้น

                  3. ยุทธศาสตร์ในการคิด (cognitive strategies) เป็นความสามารถของกระบวนการทำงานภายในสมองของมนุษย์ ซึ่งควบคุมการเรียนรู้ การเลือกรับรู้ การแปลความ และการดึงความรู้ ความจำ ความเข้าใจ และประสบการณ์เดิมออกมาใช้

                  4. ทักษะการเคลื่อนไหว (motor skills) เป็นความสามารถ ความชำนาญในการปฏิบัติ หรือการใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆผู้ที่มีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีนั้น พฤติกรรมที่แสดงออกมาจะมีลักษณะรวดเร็ว คล่องแคล่ว และถูกต้องเหมาะสม

                  5. เจตคติ (attitudes) เป็นความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่างๆซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของบุคคลนั้นในการที่จะเลือกกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

           กานเย่ ได้เสนอรูปแบบการสอนอย่างเป็นระบบโดยพยายามเชื่อมโยงการจัดสภาพการเรียนการสอนอันเป็นสภาวะภายนอกตัวผู้เรียนให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ภายใน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสมองของคนเรา กานเย่อธิบายว่าการทำงานของสมองคล้ายกับการทำงานของคอมพิวเตอร์

ในระบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้นั้น กานเย่ได้เสนอระบบการสอน 9 ขั้น(เหตุการณ์การสอน) ที่เรานำมาเป็นกรอบในการเขียนแผนการสอนกัน คือ

               ขั้นที่ 1 สร้างความสนใจ (gaining attention) เป็นขั้นที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในบทเรียน เป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นทั้งจากสิ่งยั่วยุภายนอกและแรงจูงใจที่เกิดจากตัวผู้เรียนเองด้วย

               ขั้นที่ 2 แจ้งจุดประสงค์ (informing the learner of the objective) เป็นการบอกให้ผู้เรียนทราบถึงเป้าหมายหรือผลที่จะได้รับจากการเรียนบทเรียนนั้นโดยเฉพาะเพื่อให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์ในการเรียน

               ขั้นที่ 3 กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมที่จำเป็น (stimulating recall of prerequisite learned capabilites) เป็นการทบทวนความรู้เดิมที่จำเป็นต่อการเชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้ความรู้ใหม่

               ขั้นที่ 4 เสนอบทเรียนใหม่ (presenting the stimulus) เป็นการเริ่มกิจกรรมของบทเรียนใหม่โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่เหมาะสมมาประกอบการสอน

               ขั้นที่ 5 ให้แนวทางการเรียนรู้ (providing learning guidance) เป็นการช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมด้วยตนเอง ครูอาจแนะนำวิธีการทำกิจกรรม แนะนำแหล่งค้นคว้าเป็นการนำทาง ให้แนวทางให้ผู้เรียนไปคิดเอง เป็นต้น

                    ขั้นที่ 6 ให้ลงมือปฏิบัติ (eliciting the performance) เป็นการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมตามจุดประสงค์

                    ขั้นที่ 7 ให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) เป็นขั้นที่ครูให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติกิจกรรมหรือพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกว่ามีความถูกต้องหรือไม่อย่างไร และเพียงใด

                    ขั้นที่ 8 ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ (assessing the performance) เป็นขั้นการวัดและประเมินว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียนเพียงใด

                    ขั้นที่ 9 ส่งเสริมความแม่นยำและการถ่ายโอนการเรียนรู้ (enhancing retention and transfer) เป็นการสรุป การย้ำ ทบทวนการเรียนที่ผ่านมา เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ฝังแน่นขึ้น

                   อาจารย์วินัยให้ข้อคิดกับงานที่เป็นหัวใจของศึกษานิเทศก์ไว้ 3 ประการคือ

                1.ศึกษานิเทศก์มีไว้เพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลง จะต้องวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการนิเทศให้ครูเปลี่ยนพฤติกรรมที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การไปนิเทศของศึกษานิเทศก์จึงไม่ใช่ไปรับปัญหาของโรงเรียน แต่ไปเพื่อบริหารความเปลี่ยนแปลง

                2.การทำงานของศึกษานิเทศก์ต้องสอดคล้องกับนโยบายของกรม โดยมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณานำไปปฏิบัติ 3 ประการ คือ

                    2.1 คน ได้แก่ ครู ซึ่งมีค่านิยม ประสบการณ์ และความรู้สึกนึกคิดที่ต่างกัน 

                    2.2 งาน มี 4 ประเภท คือ งานปกติ งานที่มีปัญหา งานริเริ่มสร้างสรรค์ และงานพัฒนามนุษย์

                    2.3 สถานการณ์ มี 2 ประเภทคือ สถานการณ์ที่เกี่ยวกับคน และสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือ

                           การควบคุม

                3.งานของศึกษานิเทศก์เป็นวิชาชีพ ศึกษานิเทศก์จึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยรับรู้นานาวิทยาการ เรียนรู้ในด้านความคิดและเจตคติ จำได้ คิดได้ถูกต้องตามเงื่อนไขของการทำงาน คือ คน งาน และสถานการณ์ รวมทั้งสามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ โดยมีความเหนียวแน่นในกลุ่ม และมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

               อาจารย์วินัยเป็นเจ้าของวลีที่กล่าวถึงศึกษานิเทศก์ จนพูดติดปากกันมาถึงทุกวันนี้ เช่น

               “เพื่อนที่แสนดี”     “ครูของครู”   “เสนาธิการของกรม” และ “ศึกษานิเทศก์ต้องตามองไกล หูเปิดกว้าง ปากต้องเล็ก” ฯลฯ

            อดีตศึกษานิเทศก์ที่เคยทำงานร่วมกับอาจารย์วินัยหลายคนเล่าถึงอาจารย์วินัยในตอนเป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษาตอนหนึ่งว่า 

          “...ท่านเป็นคนตรง ยึดความถูกต้องเป็นใหญ่ หน้าที่ต้องเป็นหน้าที่ เป็นคนหน้าเคร่ง แต่ซ่อนความใจดีมีเมตตาให้เรารับรู้ได้ และมักจะมีคารมที่ตลกและคมคายให้เราได้คิด ได้หัวเราะเป็นประจำ...ท่านเป็นนักคิด นักอ่าน หนังสือจากต่างประเทศดีๆที่ออกใหม่มีกี่เล่มท่านจะสั่งซื้อเองทั้งหมด จึงมีหนังสือเป็นจำนวนมาก ท่านจะอ่านทั้งหมด แล้วเอามาเล่าให้พวกเราฟัง ศึกษานิเทศก์ในยุคนั้นจะนั่งเฉยๆ หรือนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไม่ได้ ท่านจะคอยเดินดูและเอาหนังสือของท่านมาให้อ่าน แล้วให้สรุปมาเล่าให้ท่านฟัง ถ้าศึกษานิเทศก์คนใดสรุปได้ดี ท่านก็จะให้เจ้าหน้าที่พิมพ์นำไปแจกในที่ประชุมต่างๆ คำพูดที่เรามักได้ยินเป็นประจำคือ “อย่านั่งเป็นนางพญาหัวขาว โดยไม่มีผลงาน” เพราะท่านถือว่าศึกษานิเทศก์ต้องมีความรู้มากกว่าครู จึงจะนิเทศครูได้...”

            ศึกษานิเทศก์ในยุคนั้นและในยุคต่อมาจึงนับถือ และยกย่องท่านว่า เป็นผู้นำทางวิชาการที่แท้จริง แม้แต่พิธีกรที่อ่านประวัติในงานพระราชทานเพลิงศพท่าน ยังได้ทิ้งท้ายประวัติของท่านด้วยวลีหนึ่งว่า “ท่านเป็นอภิมหาศึกษานิเทศก์อย่างแท้จริง”

                                                                        นายธเนศ ขำเกิด         ผู้เรียบเรียง

                                             วารสารวิทยาจารย์ ปีที่ 114 ฉบับที่ 6 เมษายน 2558

หมายเลขบันทึก: 630390เขียนเมื่อ 27 มิถุนายน 2017 10:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 มิถุนายน 2020 20:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี