ดร.อาคม จันทสุนทร : แบบอย่างผู้นิเทศที่ใช้ทักษะเชิงมนุษย์

“สำหรับอาจารย์อาคมแล้ว ท่านอยู่เหนือข้อบกพร่องใดใดทั้งสิ้น จนผมไม่อาจหาสิ่งใดมาวิจารณ์ท่านได้”

บุคคลสำคัญในวงการนิเทศการศึกษาท่านที่ 5 ที่ผมเคยเล่าไปแล้วคือ ดร.โกวิท วรพิฒน์ และท่านต่อไปที่อยากนำมาเล่าเป็นท่านที่ 6 คือ ดร.อาคม จันทสุนทร

         ประวัติดร.อาคม จันทสุนทร ที่เป็นไอดอลของผมและศึกษานิเทศก์อีกหลายๆ คน เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2484 ที่ตำบลโพนางดำออก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2489 ตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 5 ปี ที่โรงเรียนวัดสมอ อำเภอสรรพยา พ.ศ. 2493 จบชั้นประถมปีที่ 4

           ดร.อาคมเรียนหนังสือเก่งตั้งแต่วัยเด็ก สามารถเรียนได้ทันเพื่อนที่มีอายุมากกว่าหลายปี โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ชอบและเรียนได้ดีมาตลอด หลังจากจบชั้นประถมปีที่ 4 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนชยานุกิจวิทยา พ.ศ. 2499 จบชั้นมัธยมปีที่ 6 ได้รับการจารึกชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้คะแนนเป็นที่หนึ่งของรุ่นไว้บนป้ายประกาศของโรงเรียน จากนั้นได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี พ.ศ. 2501 จบชั้นประโยคเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยาศาสตร์ และสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พร้อมๆ กับสอบได้ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน จังหวัดชลบุรี

       ดร.อาคมเลือกเรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน เพราะต้องการประกอบอาชีพเดียวกับบิดา และเรียนที่นี่ได้รับทุนการศึกษาด้วย พ.ศ. 2505 จบปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) สาขาประถมศึกษา วิชาเอกคณิตศาสตร์ ภายหลังปฏิบัติราชการแล้วได้ศึกษาต่อ พ.ศ. 2509 ได้รับปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (กศ.ม.) สาขาจิตวิทยาพัฒนาการวิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร และ พ.ศ. 2529 ได้รับปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต (กศ.ด.) สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

        ดร.อาคมเริ่มรับราชการเมื่อ พ.ศ. 2505 ตำแหน่งครูประจำกรมสามัญศึกษา แล้วได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูโรงเรียนสรรพยาสงเคราะห์ จังหวัดชัยนาท ขณะนั้นที่อำเภอสรรพยามีข้าราชการครูที่จบระดับปริญญาตรีเพียง 3 คน เมื่อเริ่มเป็นครู ดร.อาคมได้เอาใจใส่คิดค้นพัฒนาวิธีสอน ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้ก้าวหน้าตลอดเวลา เป็นผู้ที่มีศิลปะในการสร้างแรงจูงใจให้แก่นักเรียนเพื่อให้สนใจเรียนและเรียนอย่างมีความสุข

        พ.ศ. 2509 ดร.อาคมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ประจำจังหวัดชัยนาท และเมื่อเรียนจบปริญญาโทได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ประจำภาคศึกษา 6 จังหวัดลพบุรีในปีเดียวกัน เป็นศึกษานิเทศก์ประจำภาคศึกษา 6 ได้ 2 ปีเศษ พ.ศ. 2512 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่โรงเรียนเมืองใหม่ (ชะลอราษฎร์รังสฤษฎ์) จังหวัดลพบุรี 

        จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่สำคัญอีกหลายแห่งได้แก่ พ.ศ. 2514 เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ จังหวัดชัยนาท พ.ศ. 2516 เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 6 จังหวัดลพบุรี พ.ศ. 2518 ช่วยราชการเป็นรองผู้อำนวยการโครงการ RIT (Reduced Instructional Time) ซึ่งเป็นโครงการทดลองของศูนย์ INNOTECH เพื่อคิดค้นนวัตกรรมที่จะลดเวลาการสอนของครู พ.ศ. 2526 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนโคกกะเทียมวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี พ.ศ. 2528 ช่วยราชการหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา พ.ศ. 2529 เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา พ.ศ. 2534 เป็นผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมสามัญศึกษา พ.ศ. 2536 เป็นเลขานุการกรมสามัญศึกษา และในปีเดียวกันก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายของดร.อาคม

       ดร.อาคมถือเป็นต้นแบบของศึกษานิเทศก์ที่ได้รับการยอมรับศรัทธาอย่างยิ่ง ท่านได้แสดงแนวคิดต่อระบบนิเทศไว้ในหนังสือ “การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยใช้เทคนิคการนิเทศ” (2532) สรุปได้ 4 ประเด็น คือ

1.     บทบาทของศึกษานิเทศก์ในปัจจุบัน ควรจะมีบทบาทดังนี้

1.1   เป็นเสนาธิการของกรม หมายถึง เป็นนักวิชาการผู้รอบรู้ เป็นนักคิดและเป็น ผู้มีข้อมูลเพียบพร้อมเพื่อช่วยให้กรม ตัดสินใจ

1.2   เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างกรมกับโรงเรียน โดยเป็นผู้ชี้แนะโรงเรียนให้ปฏิบัติตามนโยบาย พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจ

1.3   เป็นผู้ช่วยเหลือโรงเรียน โดยเป็นผู้ประสานงานให้กับโรงเรียน เป็นผู้ใช้เทคนิคการนิเทศในการทำกิจกรรมการนิเทศต่างๆ เช่น การนิเทศ อบรม วิจัย ผลิตสื่อและอื่นๆ

2.     การประสานงานในระบบการนิเทศโรงเรียน มีแนวทางการดำเนินการคือ เน้นการประสานเพื่อการปฏิบัติงานร่วมกัน

3.     กระบวนการและเทคนิคการนิเทศมีรายละเอียดคือ

3.1   กระบวนการนิเทศ เริ่มจากการเตรียมตัวศึกษานิเทศก์ การดำเนินการนิเทศ การประเมินผล และการรายงานผลภายในหน่วยศึกษานิเทศก์

3.2   เทคนิคการนิเทศโดยใช้การนิเทศภายใน การใช้เครื่องมือสำรวจสภาพปัจจุบันปัญหา การสนับสนุนให้โรงเรียนปฏิบัติการจัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่ครู การสร้างขวัญและกำลังใจ

4.     ความเป็นศึกษานิเทศก์มืออาชีพ คือ การนิเทศอย่างมีเทคนิคของผู้เชี่ยวชาญ ร่วมมือในการทำงานกับครูและส่งผลถึงนักเรียน

ดร.อาคมบอกว่า ศึกษานิเทศก์คือผู้นิเทศจากภายนอก ที่ต้องทำทุกวิถีทางให้การนิเทศภายในโรงเรียนเข้มแข็งต้องพยายามช่วยให้โรงเรียนได้แก้ปัญหาในการปฏิบัติงานของตนด้วยตนเอง การช่วยเหลือโรงเรียนของศึกษานิเทศก์ทำได้ 2 ฐานะ คือ ศึกษานิเทศก์ประสานงานโรงเรียน (ศน.ป.) และศึกษานิเทศก์เฉพาะสาขาวิชา (ศน.ฉ.) ซึ่งทำทั้ง 2 ฐานะให้สมดุลกันตามความต้องการจำเป็น โดยการกำหนดบทบาทและแนวทางการนิเทศไว้อย่างชัดเจน

         ดร.อาคม กล่าวเสมอว่า ความเป็นเลิศทางการนิเทศของศึกษานิเทศก์คือการทำให้ครูไว้วางใจและร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เป็นระบบและมีแนวทางตรงกัน ตัวบ่งชี้สุดท้ายที่ส่งผลสำเร็จของการนิเทศของศึกษานิเทศก์ให้ดูจาก 4 ประการคือ

          1.โรงเรียนจะต้องมีกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านวิชาการและด้านอื่นๆ เกิดขึ้น เช่น มีการประชุมครูอย่างสม่ำเสมอ มีการพาครูไปศึกษาดูงาน มีการจัดนิทรรศการ มีการใช้คู่มือครู มีการจัดทำคลังข้อสอบ ฯลฯ  

          2.พฤติกรรมของครูในโรงเรียนจะเปลี่ยนไป เช่น มีความรอบรู้ในวิชาการมากขึ้น มีเทคนิคการสอนดีขึ้น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความรักในอาชีพครูมากขึ้น รักนักเรียนมากขึ้น พัฒนาวิธีสอนให้นักเรียนสนใจการเรียนมากขึ้น ฯลฯ

        3.ผลการเรียนของนักเรียนจะก้าวหน้า และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ชอบเข้าห้องสมุดมากขึ้น มีกลุ่มสนใจทำอาชีพอิสระมากขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น มีความคิดและการปฏิบัติเชิงวิชาการที่หลายหลาย ฯลฯ

        4.ชื่อเสียงของโรงเรียนดีขึ้น เช่น โรงเรียนและชุมชนมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ชุมชนให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมของโรงเรียน ผู้ปกครองมีความภาคภูมิใจที่บุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียน ฯลฯ

        ดร.อาคม พูดถึงศึกษานิเทศก์ในช่วงปีใหม่ปีหนึ่งแบบติดตลกว่า “...ผลงานการนิเทศของศึกษานิเทศก์จะเป็นที่พึงพอใจของชาวโรงเรียนหรือไม่ ให้ดูที่ปริมาณของ ส.ค.ส. ปีใหม่ ปีนี้มี ส.ค.ส. ส่งมาถึงหน่วยศึกษานิเทศก์มากผิดปกติ แสดงว่าศึกษานิเทศก์ของเรา เยี่ยมมาก...”

        คำว่า “เยี่ยมมาก” จะเป็นคำที่ชาวศึกษานิเทศก์ได้รับจาก ดร.อาคม เสมอ ท่านจะมีวิธีการเสริมแรง ให้กำลังใจให้คนทำงานหลากหลายวิธี การมอบหมายงานแต่ละครั้งท่านจะมีวิธีสื่อสารที่ชัดเจน ที่นิยมทำเสมอคือเชิญประชุมร่วมกัน แล้วนำเสนอพร้อมเอกสารประกอบ รวมทั้งให้โอกาสซักถามแสดงความเห็น จนเข้าใจแจ่มชัดกันทุกคนจึงเริ่มปฏิบัติ กระบวนการกำกับติดตามงานก็ใช้หลายวิธี ที่นิยมคือการบันทึกตามงาน การตามงานในการประชุม การมีแบบติดตาม การตั้งคณะกรรมการติดตาม ฯล

         ดร.อาคมเป็นคนที่เรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย ไม่ทำให้ใครอึดอัดใจ ใครทำงานด้วยมีแต่สบายใจ มีทักษะเชิงมนุษย์สูง เป็นแบบอย่างได้ทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ดู กู่ให้ตาม เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาปีใหม่แต่ละปีไม่เคยซื้อ ส.ค.ส. ส่งให้ใคร แต่จะมีกระดาษสีบันทึกข้อความที่กินใจถึงทุกคนเช่น ปี พ.ศ. 2533 ท่านเขียนส.ค.ส. ฉบับหนึ่ง(ตามภาพท้ายบันทึก)

        ดร.อาคมเป็นผู้ใฝ่ใจศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ รักความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จึงเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเก่ง เป็นผู้ที่มีความรู้ดี รู้อย่างลึกซึ้ง ในหลายๆ ด้าน มีบารมีทางวิชาการ สามารถบูรณาการความรู้และประสบการณ์ต่างๆ มาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนางานได้เป็นอย่างดี

        ดร.อาคมเป็นผู้เอาใจใส่ทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะทำงานที่ใด หน้าที่ใด ก็จะมาปฏิบัติงานแต่เช้า กลับบ้านค่ำ ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด เกาะติด ไม่เกี่ยงงาน พยายามตั้งใจทำงานให้สำเร็จด้วยดีทุกครั้ง เมื่อต้องทำหน้าที่บันทึกการประชุมก็จะบันทึกรายงานการประชุม และสามารถส่งพิมพ์เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นทุกครั้ง โดยปฏิบัติเช่นนี้จนเป็นนิสัย เพื่อไม่ให้งานคั่งค้าง เมื่อได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมเรื่องใด ก็จะศึกษาเอกสารเตรียมการล่วงหน้า พอถึงวันประชุมก็จะมีทางออกที่สร้างสรรค์นำเสนอที่ประชุม และที่ประชุมก็มักจะเห็นชอบตามที่ดร.อาคมเสนอเสมอ

         ดร.อาคมเป็นบุคคลที่ศึกษานิเทศก์ต่างถือเป็นแบบอย่างทั้งในด้านการมีความรู้ดี การประพฤติปฏิบัติตน การครองใจคน และการปฏิบัติงานนิเทศที่มีกระบวนการนิเทศอันเหมาะสม มีท่วงทำนองวาจาในการนิเทศที่จูงใจ จับใจผู้รับการนิเทศทั้งรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ ด้วยเหตุนี้ดร.อาคมจึงเป็นที่รัก เคารพศรัทธาของบุคคลในวงการศึกษาทั่วไป อยู่กับใครก็รัก ทำงานกับใครใครก็ชอบ

         มีผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนปากกล้า พูดตรง กล้าวิจารณ์โดยไม่ละเว้นใครทั้งสิ้น ได้พูดถึงดร.อาคมว่า “สำหรับอาจารย์อาคมแล้ว ท่านอยู่เหนือข้อบกพร่องใดใดทั้งสิ้น จนผมไม่อาจหาสิ่งใดมาวิจารณ์ท่านได้”

         เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ขณะที่ดร.อาคมไปราชการที่เมืองคุนหมิง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ล้มป่วยกะทันหัน จึงได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในมณฑลยูนนานจนถึงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2538 จึงถูกส่งกลับมารักษาตัวต่อที่สถาบันประสาทวิทยา กรุงเทพมหานคร รักษาตัวอยู่จนถึงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2540 จึงได้มาพักฟื้นต่อที่บ้านในจังหวัดลพบุรี ครั้งสุดท้ายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ และถึงแก่กรรมในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2543 ด้วยระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว สิริอายุได้ 58 ปี 8 เดือน 23 วัน โดยได้อุทิศร่างกายให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาเป็นครั้งสุดท้าย

                        ********************************************************

                                                           นายธเนศ ขำเกิด ผู้เรียบเรียง

         ข้อมูลอ้างอิง

1.หนังสือประวัติครู 16 มกราคม 2544

2.วารสารวิทยาจารย์ ปีที่ 113  ฉบับที่ 10 สิงหาคม 2557   

        

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (0)