บุคคลสำคัญในวงการนิเทศการศึกษาท่านที่ 2 ที่อยากนำมาเล่าคือ ดร.สาย ภาณุรัตน์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2457 ที่บ้านถนนอัษฎางค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายสงและนางยิ้ม ภาณุรัตน์ มีพี่สาวชื่อนวมได้แต่งงานกับขุนศุภลักษณศึกษากร ซึ่งต่อมาได้เป็นครูใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูมูล มณฑลนครราชสีมา(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา) เมื่อดร.สายอายุได้ 3 ขวบบิดาก็ถึงแก่กรรม มารดาซึ่งมีอาชีพค้าขายเล็กๆน้อยๆจึงพา ดร.สายไปอยู่กับพี่สาวที่บ้านพักของโรงเรียนฝึกหัดครูมูลในเวลาต่อมา

ดร.สายเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ที่โรงเรียนประจำมณฑลนครราชสีมา
”ราชสีมาวิทยาลัย” (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนศิริวิทยากร ส่วนโรงเรียนประจำมณฑลฯย้ายไปอยู่ที่ใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย) จากนั้นจึงย้ายเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดปทุมคงคา จังหวัดพระนคร(ปัจจุบันคือโรงเรียนปทุมคงคา) จนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 เมื่อ พ.ศ.2473 แล้วสอบคัดเลือกได้เข้าเรียนต่อในแผนกอักษรศาสตร์ หลักสูตร 3 ปี ที่คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำเร็จได้ประกาศนียบัตรครูมัธยม เมื่อ พ.ศ.2476
พ.ศ.2477 ได้สมัครเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์(ปัจจุบันคือโรงเรียน
เทพศิรินทร์) ขณะรับราชการอยู่นั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิตขึ้นครั้งแรก ดร.สายจึงสมัครเข้าศึกษาต่อในตอนเย็น จนสำเร็จได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต(อ.บ.) เมื่อ พ.ศ.2480 และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์โทสอนที่โรงเรียนเดิม
พ.ศ.2483 ย้ายไปเป็นครูใหญ่โทที่โรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี”พิบูลวิทยาลัย” จนถึง พ.ศ.2491สอบชิงทุนของกระทรวงศึกษาธิการได้ไปศึกษาต่อทางการศึกษาจนสำเร็จปริญญาโท สาขาวิชาบริหารและการนิเทศ ที่วิทยาลัยครูอิสเติร์น วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา(เป็นคนไทยคนแรกที่เรียนจบด้านนิเทศการศึกษา)  แล้วกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกมัธยมศึกษา กองการศึกษาพิเศษ ซึ่ง ดร.สายได้บุกเบิกงานมัธยมศึกษาของกองการศึกษาพิเศษไปอย่างมาก ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ได้ประสานงานกับองค์การ I.C.A.(International Coorperation Administration)จัดหาผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศมาช่วยงานทั้งทางด้านนิเทศการศึกษา การบริหารโรงเรียน การสอน และการผลิตอุปกรณ์การสอน ทำให้ ดร.สายได้รับทุนไอ.ซี.เอ.ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา จนสำเร็จได้ปริญญาเอกทางการศึกษา(Ed.D)ใน พ.ศ.2499 กลับมาเป็นอาจารย์ประจำกรมโดยได้ออกไปเยี่ยมให้คำแนะนำแก่โรงเรียนและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
พ.ศ. 2504 ดร.สายได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา(กรมประชาศึกษาเดิม) ซึ่งดูแลฝ่ายประถมศึกษา ถือเป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษาคนแรก โดยได้นำเทคนิคและความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษามาเผยแพร่ในวงการศึกษาเป็นอันมาก ในช่วงเวลานี้กรมที่มีโรงเรียนในสังกัดต่างก็จัดตั้งหน่วยศึกษานิเทศก์ขึ้น ซึ่งมีกรมวิสามัญศึกษา(รับผิดชอบฝ่ายมัธยมศึกษา) กรมสามัญศึกษา(รับผิดชอบฝ่ายประถมศึกษา) กรมการฝึกหัดครู และกรมอาชีวศึกษา ส่วนกรมพลศึกษามีแผนกพลศึกษานิเทศก์เป็นหน่วยอิสระสังกัดกรม หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์แต่ละกรมมีการประสานการทำงานกันเป็นอย่างดี ถือเป็นยุคที่การนิเทศการศึกษามีการตื่นตัวอย่างมาก ดร.สายได้ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายและไปร่วมอภิปรายเกี่ยวกับงานนิเทศการศึกษาอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบเขียนตำราจึงไม่มีหนังสือที่ ดร.สายเขียนเผยแพร่เหมือนนักการศึกษาอื่น แต่กรมสามัญศึกษาก็ได้รวบรวมคำบรรยายของ ดร.สายมาพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ “คู่มือการนิเทศการศึกษา” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2501 และพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้ง
ดร.สายได้เลื่อนเป็นข้าราชการชั้นพิเศษเมื่อ พ.ศ.2506 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์จนถึง พ.ศ.2510 จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษา และ พ.ศ.2512 ก็ได้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสามัญศึกษาจนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ.2517
ดร.สายเป็นผู้ที่มีนิสัยเยือกเย็น อารมณ์ดี มีความสุขุมรอบคอบ เป็นคนสุภาพเรียบร้อย มีระเบียบวินัย มีเหตุมีผล พูดจาไพเราะอ่อนโยน โอบอ้อมอารีต่อเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงาน มีความเมตตาปรานีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา จนมีคนพูดว่า ใครถูก ดร.สายดุจะต้องเป็นคนโชคร้ายอย่างยิ่ง พระธรรมญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เคยกล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมของ ดร.สายว่าคือ “ความเป็นสุภาพบุรุษที่สมบูรณ์”
ผลงานด้านการสอน ดร.สายได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชานิเทศการศึกษาและวิชาอื่นๆ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศิลปากร รวมทั้งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้แก่นักศึกษาด้วย
ด้านการนิเทศการศึกษา ถือว่า ดร.สายเป็นผู้วางรากฐานการนิเทศการศึกษาจนกล่าวกันว่า ดร.สาย ภาณุรัตน์ เป็นบิดาของการนิเทศในวงการประถมศึกษา ดร.สายเคยให้ความหมายคำว่าการนิเทศการศึกษาไว้ว่า คือความพยายามอย่างหนึ่ง หรือ หลาย ๆ อย่าง ที่จะช่วยส่งเสริมให้การศึกษา มีคุณภาพทั้งด้านการเรียนการสอน โดยกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษาไว้หลายข้อคือ
1)ช่วยสร้างคุณลักษณะแห่งความเป็นผู้นำให้แก่ครู
2)ช่วยส่งเสริมขวัญของครูให้อยู่ในสภาพที่ดีและเข้มแข็ง รวมหมู่คณะได้
3)ช่วยให้ครูพัฒนาการสอนของตน โดยมีคำแนะนำ 2 ประการ คืออย่าได้พยายามยัดเยียดความคิดเห็นที่คนนิยมให้ครูจำต้องรับและอย่าได้ฝืนให้ครูทำตามแผนหรือแบบที่ตนทำ
4)จงพยายามหลีกเลี่ยงการกรอกคำแนะนำสั่งสอนให้ครู จนครูรับไม่ไหว
5)ช่วยฝึกครูใหม่ให้เข้าใจงานในโรงเรียนและงานของอาชีพครู
6)ช่วยหยิบยกปัญหาต่างๆ ของโรงเรียน ที่ทางโรงเรียนไม่สามารถจะแก้ไขได้โดยลำพังมาแนะนำแก้ไข
7)ให้ครูรู้จักค้นหาจุดลำบากในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน และช่วยครูวางแผนการสอนให้เหมาะสม
8)ช่วยในด้านประชาสัมพันธ์ถึงความเคลื่อนไหวของการศึกษาที่โรงเรียนในท้องถิ่นได้จัดดำเนินการเพื่อให้ราษฎรเข้าใจ
    ชีวิตความเป็นอยู่ด้านครอบครัวของ ดร.สาย ได้ครองชีวิตโสดมาจนเกษียณอายุราชการ จนกระทั่ง พ.ศ.2518 หลังเกษียณอายุราชการได้ 1 ปี จึงได้สมรสกับอาจารย์สารภี วัชรเสถียร อาจารย์วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทเวศร์ และใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันอย่างดีมาโดยตลอด
ด้านสุขภาพร่างกาย ดร.สายมีเบาหวานเป็นโรคประจำตัวมาตั้งแต่รับราชการ จึงทำให้ภูมิต้านทานโรคทั่วไปไม่ดี พ.ศ.2519 ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นอีก พ.ศ.2527 ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ แพทย์ต้องผ่าตัดต่อมลูกหมากถึง 2ครั้ง พ.ศ.2529 ตรวจพบว่าเป็นโรคตับ เริ่มมีอาการตาเหลือง เบื่ออาหาร แต่ ดร.สายเป็นคนเข้มแข็งอดทน ไม่แสดงอาการผิดปกติให้ใครเห็น ยังยิ้มแย้มแจ่มใส คุยสนุกกับทุกคนเหมือนเดิม จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2530 สิริรวมอายุได้ 72 ปี 9 เดือน 25 วัน
ดร.สายมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับการประถมศึกษาของประเทศไทย เป็นคนแรกที่จบปริญญาเอกจากต่างประเทศทางด้านการประถมศึกษาแล้วเข้ารับราชการอยู่ในวงการประถมศึกษาโดยตรง เป็นผู้นำคนหนึ่งในการร่วมบุกเบิกโครงการนำร่องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการกรุงเทพ-ธนบุรี โครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค และ พ.ศ.2524 กรมสามัญศึกษาได้ประกาศยกย่อง ว่าเป็นนักการประถมศึกษาดีเด่น

ข้อมูลอ้างอิง
1.หนังสือประวัติครู 16 มกราคม 2531
2.วารสารวิทยาจารย์ ปีที่ 113 ฉบับที่ 5 มีนาคม 2557