ชีวิตที่พอเพียง : 2942. เที่ยวสวิส ๒๕๖๐ : ๑๔. วันที่ ๑๙ พฤษภาคม : เวเว่ย์

๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐


วันนี้การประชุมเสร็จครึ่งวัน แต่โชคร้าย ฝนตกและตกหนักและลมแรง แผนที่คิดไว้ว่าจะไปเที่ยว Vevey ต้องงด


แต่ก็มีโชคดีตามมา ที่พอเวลาราวๆ บ่ายสองโมงเศษๆ ฝนเริ่มซา ฟ้าเริ่มเปิด ผมชวนสาวน้อยลองเสี่ยง ออกไปเที่ยวเวเว่ย์ เป้าหมายคือพิพิธภัณฑ์ชาลี แชปปลิ้น ที่เรียกว่า Chaplin’s World ที่เมื่อคืนท่านทูตเสข วรรณเมธี เล่าว่าน่าชมมาก มีรถเมล์ไปจากหน้าสถานีเวเว่ย์ เราจึงคิดจะนั่งรถไฟไป


พิพิธภัณฑ์ชาลีแชปปลิ้น


ลองไปเคาะประตูห้องท่านอธิการบดีอุดมกับคุณนิ่มภรรยา และชวนออกไปเที่ยวเวเว่ย์ โดยเดาว่าฝนเริ่มซา ฟ้าเริ่มเปิด น่าจะลองเสี่ยงดู ตกลงไปกันสี่คน และสองสามีภรรยาชำนาญ มงเทรอซ์และเวเว่ย์กว่าผมมาก บอกว่านั่งรถเมล์ไปดีกว่า ออกจากหน้าโรงแรมเลยทีเดียว


เราไปรถเมล์สาย ๒๐๑ แล้วไปต่อสาย ๒๑๒ ที่หน้าสถานีรถไฟ รถขึ้นเขาไปจนถึงป้าย แชปปลิ้น ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ มีคนนั่งรถเมล์คันเดียวกันไปชมพิพิธภัณฑ์หลายคน และเมื่อไปถึงก็พบว่าคนแน่นพอสมควร


ค่าเข้าชมคนละ ๒๔ ฟรังก์ ผู้สูงอายุ (๖๐ ขึ้นไป) ลดเหลือ ๒๒ ฟรังก์ (สวิสพาสไม่ได้ลด) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าชมมาก แสดงชีวิตของเด็กยากจนครอบครัวแตกแยกในลอนดอน ที่มีพรสวรรค์ในการแสดง จนในที่สุดเป็นมหาเศรษฐี และได้เป็นถึงท่านเซอร์ เขาเป็นทั้งนักแสดงตลก ผู้กำกับการแสดง ผู้เขียนบท นักแต่งเพลง และเป็นเจ้าของบริษัทและโรงถ่ายหนัง ที่ไม่ใช่แค่ทำหนังตลก แต่ผลิตหนังทุกรส รวมทั้งหนังเสียดสีการเมือง ล้อเลียนฮิตเล่อร์ตอนอายุ ๒๖ ปี เขามีค่าตัวถึงปีละ ๖๗๐,๐๐๐ เหรียญ นั่นเป็นค่าของเงินในปี 1915 หากเป็นตอนนี้ก็กว่า ๑๔ ล้านเหรียญ


อ่านประวัติของท่าน ที่นี่


แต่ชีวิตของท่านไม่ใช่ว่าจะราบรื่น แต่งงานแล้วหย่าถึง สามครั้ง แล้วแต่งงานกับภรรยาคนที่สี่ ที่มีลูกด้วยกันถึง ๘คน และอยู่ด้วยกันจนชาร์ลี แชปปลิ้นตายไปเมื่ออายุ ๘๘ ปี


เหตุที่ท่านไปตั้งรกรากที่เวเว่ย์ก็เพราะถูกกล่าวหาในอเมริกาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และในปี ค.ศ. 1952 เมื่อชาลี แชปปลิ้นและครอบครัวลงเรือควีนเอลิซาเบธไปยุโรป ก็ถูกทางการอเมริกันยกเลิกวีซ่ากลับเข้าเมือง แต่ในบั้นปลายของชีวิต วงการภาพยนตร์ในอเมริกาก็หันมายกย่องให้เกียรติต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการยกย่องว่า ชาร์ลี แชปปลิ้น เป็นผู้ทำให้ภาพยนตร์เป็นงานศิลปะ


พิพิธภัณฑ์นี้จัดดีมาก ไปทางไหนก็มีหนังของชาร์ลี แชปปลิ้นให้ดู เป็นหนังเงียบขาวดำ


ยอดเขา Pelerin


กลับจากพิพิธภัณฑ์ ท่านอธิการบดีอุดมชวนไปขึ้น Funicular ขึ้นเขาไปชมวิวภูเขา ทะเลสาบ และเมือง จาก Mont Pelerin ค่าตั๋วคนละ ๕.๖ ฟรังก์ ใช้บัตรโดยสารฟรีไม่ได้ เราขึ้นไปตอนฟ้าเปิดแล้ว วิวจึงสวยมาก เราได้อาศัยถ่ายรูปจากภัตตาคาร ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งขึ้นไปดื่มน้ำชาอยู่กลุ่มเดียว


กลับจากเวเว่ย์ ท่านอธิการบดีอุดมชวนไปกินอาหารไทยที่ร้านใกล้ๆ โรงแรมรอยัลพลาซ่า แต่เข่าของสาวน้อยไม่เป็นใจ เราจึงต้องขอตัวกลับโรงแรม


วิจารณ์ พานิช

๒๐ พ.ค. ๖๐

ห้อง ๕๓๐, โรงแรม Royal Plaza, Montreux, Switzerland




1 หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ชาลีแชปปลิ้น ซึ่งพอ ๑๗.๐๐ น. ก็ปิด



2 หน้าบ้านของชาลีแชปปลิ้น


3 สองสามีภรรยารอต้อนรับสาวน้อยเมื่อเข้าประตูบ้าน


4 ถิ่นกำเนิดในลอนดอน


5 ไปแจ้งความที่โรงพัก ชาลี แชปปลิ้นนั่งเชียร์อยู่ด้านหลัง


6 เรื่องราวของภรรยา (คนที่สี่) Oona O'Neil


7 ดูหนังด้วยกันที่บ้าน โปรดสังเกตกองหนังสือ


8 หน้า funicular ขึ้นเขา Pelerin


9 พบป้ายโฆษณาวอลเล่ย์บอลล์มีภาพนักกีฬาไทย


10 นั่ง funicular ขึ้นเขาPelerin


11 เริ่มเห็นวิวสวย


12 มีไร่องุ่นระหว่างทาง


13 funicular มีสองคันวิ่งสวนกันตรงทางหลีก


14 วิวยอดเขา ทะเลสาบ และเมือง


15 วิวอีกมุมหนึ่ง


16


17


18 ภาพขาลง


19 ระหว่างนั่งรถเมล์กลับ ได้ภาพนี้ ที่ท้องฟ้าแปลก


20 ดอกไม้งานริมถนน ถ่ายตอนนั่งรถเมล์ผ่าน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)