ขบวนการ HPER (Health Professional Education Reform) ของไทยเครื่องติดแล้ว โดยสถาบันที่เป็นเจ้าของเรื่องลุกขึ้นมาดำเนินการขับเคลื่อน ศสช. ทำหน้าที่ catalyst
เชื่อมสถาบัน สานเครือข่าย DHS Academy สู่ศตวรรษที่ ๒๑ ณ จังหวัดพิษณุโลก
เป็นกิจกรรมในวันที่ ๔ - ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ ดำเนินการโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) มี รศ. นพ. ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นเจ้าภาพ และ ศ. พญ. วณิชา ชื่นกองแก้ว เลขาธิการ ศสช. เป็นผู้ติดต่อเชิญภาคีจากทั่วประเทศ ไปร่วมขับเคลื่อน
ผมไปร่วมเฉพาะวันที่ ๕ มิถุนายน ทั้งวัน
ช่วงเช้าเป็นการประชุมที่คณะแพทยศาสตร์ ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยโดย ศ. (พิเศษ) นพ. ไพจิตร ปวะบุตร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข (อายุ ๘๔ ปี) ที่ผู้ฟังจะเห็น "รากฐาน" อันแข็งแรง ของการพัฒนา ระบบสุขภาพไทย ที่เชื่อมโยงอยู่กับชุมชนหรือพื้นที่ (หลายระดับ เน้นที่ระดับอำเภอ) มาเป็นเวลานาน ก่อนที่องค์การอนามัยโลก จะขับเคลื่อน "การสาธารณสุขมูลฐาน" (Primary Health Care - 1978) เสียอีก ถือเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" (infrastructure) ของความสำเร็จในการดำเนินการระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า (UHC – Universal Health Coverage) ของไทยในปัจจุบัน
ผมได้เรียนรู้ว่าการริเริ่ม DHS (District Health System) เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่อำเภอวัดโบสถ์ ของจังหวัดพิษณุโลกนั่นเอง และในปี ๒๕๐๙ มีริเริ่มที่อำเภอสารภี (จังหวัดเชียงใหม่) และอำเภอบ้านไผ่ (จังหวัดขอนแก่น) นพ. ไพจิตรเองเป็นผู้ดำเนินการ ที่บ้านไผ่ DHS ยุคริเริ่มต่างจาก DHS สมัยนี้มากนะครับ
ในทศวรรษหลังนี้ มีนโยบายสำคัญเกิดขึ้นสองอย่าง อย่างแรกคือการยกระดับสถานีอนามัยตำบล ขึ้นเป็น รพสต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ทำงานเป็นเครือข่ายกับ รพช. (โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งอยู่ในระดับอำเภอ) และเชื่อมลงชุมชนด้วยเครือข่าย อสม. อย่างที่สอง ใหม่กว่า คือ PCC – Primary Care Cluster ที่ นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต ๒ ใช้ภาษาไทยว่า "คลินิกหมอครอบครัว" เป็นการวางโครงสร้างที่เป็นเครือข่าย โยงใยลงไปทั่วประเทศ เพื่อหาทางรับมือกับโรคเรื้อรังหรือโรคไม่ติดต่อ ที่ "ระบาด" หนักอยู่ในคนไทยในขณะนี้
ทีม หมอครอบครัว (Primary Care Team) มี ๙ วิชาชีพ ๑๓ คน สามทีมเป็นหนึ่ง cluster ดังนั้น หนึ่ง PCC จึงมี ๓๙ คน
กิจกรรมในครั้งนี้เน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน ๓ หัวข้อไปด้วยกัน คือ (๑) IPE – Interprofessional Education ของวิชาชีพสุขภาพ (๒) การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-based education) และ (๓) ระบบสุขภาพชุมชน
ที่น่าชื่นชมคือ คณบดีของคณะวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของ มน. มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันถ้วนหน้า ซึ่งน่าจะทำให้เกิดความเข้าใจ และความร่วมมือระดับสถาบัน เรื่องการปรับเปลี่ยนการศึกษาของบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพ กว้างขวางขึ้น
การที่ ศ. พญ. วณิชา สามารถเชิญยักษ์ใหญ่ในวงการแพทย์ชนบท เช่น นพ. วีระพันธุ์ สุพรรณไชยมาตย์, นพ. อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร, นพ. วิชัย อัศวภาคย์, นพ. ปวิตร วณิชชานนท์ และผู้ใหญ่ที่ดำเนินการการศึกษาแพทย์แนวใหม่ เช่น รศ. นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ ไปร่วมให้ความเห็นได้ ช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาของเวทีนี้อย่างยิ่ง
ช่วงบ่ายไปลงพื้นที่ เพื่อเรียนรู้ระบบสุขภาพชุมชน / เครือข่ายระบบสุขภาพระดับอำเภอ แบ่งเป็น ๒ ทีม ผมไปที่ รพสต. ปลักแรด อำเภอบางระกำ ลักษณะเป็นการไปฟังการนำเสนอ และพูดคุยไต่ถามมากกว่า ไม่ได้ดูกิจการหรือการทำงานจริง คือไปฟัง "เขาบอก" ซึ่งจะได้ภาพแบบหนึ่ง แต่สำหรับอำเภอบางระกำคงจะ เชื่อได้ว่ามีการดำเนินการด้านจิตเวชชุมชน (community mental health) ดีมาก มีเป้าหมาย "ปลดโซ่ตรวน" ผู้ป่วยโรคจิต บางคนกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
ที่น่าชื่นชมคือ นายอำเภอ (ประธาน DHSB – District Health Board) นายกเทศมนตรี ๒ ท่าน กำนัน สสอ. (สาธารณสุขอำเภอ), ผอ. รพช., ผอ. รพสต., ประธานชมรมผู้สูงอายุ อสม., และผู้นำชุมชนมากันเพียบ บรรยากาศสะท้อนความกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมกันทำเพื่อสุขภาพของคนในอำเภอ เขาไม่ได้เอ่ยเรื่องการมีนักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาด้านวิชาชีพสุขภาพไปฝึกงานในชุมชนเลย เมื่อผมถามขึ้น ก็ได้คำตอบที่ไม่ชัดเจนนัก ว่ามีคุณค่าต่อพื้นที่อย่างไร
ข้อเสนอแนะของ นพ. ภูวดล พลพวก ผอ. รพ. บางระกำ เกี่ยวกับการฝึกนักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาสาขา วิทยาศาสตร์สุขภาพสาขาอื่นๆ คือให้ปลอมตัวเป็นญาติของผู้ป่วย ไปรับบริการที่โรงพยาบาลด้วยกัน เพื่อได้เข้าใจ ระบบบริการจากมุมของผู้ใช้บริการ
ในสายตาของผม ผมรู้สึกแปลกใจ ที่อำเภอที่มีระบบดีเช่นนี้ ไม่ได้เก็บตัวเลขที่แสดงผลกระทบ (impact) จาก การดำเนินงาน จึงเข้าใจว่าราชการไทยเราเน้นทำตามรูปแบบ หรือคำสั่งจากหน่วยเหนือ ไม่ได้เน้นทำงานเพื่อให้เกิด ผลลัพธ์แท้จริง
กลับจากพื้นที่ เราไปรวมตัวประชุมกันเป็นโต๊ะกลม เพื่อ AAR ประเด็นประทับใจจากการไปร่วมงาน และบอกว่าจะกลับไปทำอะไรที่หน่วยงานของตน ข้อสังเกตของผมคือ มีคนแสดงความเอาจริงเอาจังของตน โดยพูดว่าจะกลับไปทำอะไรน้อยมาก และการพูด AAR ไม่เป็น dialogue แต่เป็น discussion มากกว่า
AAR ของผมต่อตัวเองคือ ขบวนการ HPER (Health Professional Education Reform) ของไทยเครื่องติดแล้ว โดยสถาบันที่เป็นเจ้าของเรื่องลุกขึ้นมาดำเนินการขับเคลื่อน ศสช. ทำหน้าที่ catalyst
วิจารณ์ พานิช
๘ มิ.ย. ๖๐