ลุงศรี : คนดีลูกพระใหญ่

ลุงศรี : คนดีลูกพระใหญ่

ช่วงชีวิตของคนเรามักผ่านไปไวเสมอ เด็กวัยรุ่นผุ้ใหญ่ทุกอย่างก้าวย่างไปบนวิถีแห่งชีวิตของแต่ละคนการกระทำเป็นตัวกำหนดอดีตปัจจุบันและอนาคตของแต่ละคน ทุกคนสามารรถเลือกกระทำได้ในสิ่งดีๆหรือว่าในสิ่งที่ไม่ดีแต่แล้วสิ่งเหล่านั้นวันหนึ่งจะย้อนกลับมาหาตัวท่านเองถึงแม้จากโลกนี้ไปแล้วก็จะไม่มีใครสามารถลืมลงด้วยคุณความดีของท่านที่ได้ทำไว้ประดับโลกตราบนานเท่านาน

ผมเกิดในครอบครัว “ ธงศรี ” อยู่ในชุมชนบ้านยางขี้นก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี แรกเริ่มลืมตาที่ผมเกิดมาครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ครอบครัวของเราทุกคนที่เดินทางไปต่างถิ่นจะเดินทางกลับบ้านเพื่อร่วมฉลองและพูดคุยสารทุกข์สุขดิบกันในครอบครัว


ครอบครัวของเราเป้นครอบครัวใหญ่มีคุณตากับคุณยายเป็นเหมือนร่มไม้ที่ให้ความอบอุ่นกับลูกหลาน มีลุงศรี ป้านิด เจนนี่ แม่ผม พ่อของผม น้าสุ ตัวผมเอง น้องสาวของผมและน้ำซึ่งเป็นลูกของลุงศรีเป็นคนสุดท้องของครอบครัวเรา

เหตุการณ์หนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลยตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมานั่นคือ การได้ไปเที่ยวที่แก่งตะนะ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนั้น ซึ่งสมาชิกในครอบครัวของเราไปกันเกือบหมดเว้นแต่คุณตากับคุณยายเพราะท่านทั้งสองอาจจะเหนื่อยหรือเพลียเวลาเดินทาง การท่องเที่ยวในครั้งนั้นทำให้ผมมีความสุขเป็นอย่างมาก พวกเราเดินทางกันด้วยรถยนต์ของลุงศรี ไปเที่ยวหลายที่ด้วยกัน เช่นแก่งตะนะ เขื่อนสิรินธร ผาแต้ม การเดินทางในครั้งนั้นทำให้ผมได้มุมๆหนึ่งของบุคคลคนหนึ่งนั่นคือลุงของผมเอง ผมได้เห็นสายตาที่มุ่งมั่นของเขาในเวลาขับรถ พร้อมกันนั้นยังได้รับรู้ถึงความรู้เป็นห่วงที่เขามอบได้มอบให้กับทุกคน ไม่เคยบ่นว่าขับรถเหนื่อยแม้เราจะเดินทางกันหลายร้อยกิโลเมตรเกือบรอบจังหวัดอุบลราชธานี

กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในช่วงชีวิตของคนเรา ก้าวผ่านสิ่งต่างๆผมก็เช่นเดียวกันจากเหตุการณ์ในวันนั้นจนจวบจนปัจจุบันในวันนี้ ผมได้เห็นแง่คิด แง่มุมของช่วงชีวิตต่างๆมากมายจากชายผู้หนึ่ง ซึ่งคือลุงของผมเอง

ลุงศรี เป็นพี่ชายแท้ๆของแม่ผม ผมรู้แค่นี้จริงๆและไม่ค่อยได้รับรู้อะไรมากมายนั่นเพราะลุงของผมท่านทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่แล้วผมก็มารู้จักมากขึ้น และได้เห็นแง่มุมต่างๆมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่ผมยังระลึกนึกถึงท่านจากนี้และตลอดไป

มีนิยายเล่นหนึ่งที่ผมเคยอ่าน ได้เขียนเอาไว้ว่า “สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตชายคนหนึ่ง นั่นคือครอบครัว” หากในช่วงเวลาก่อนๆ ผมคงแค่อ่านๆ และสนุกสนานก็เรื่องราวในเล่ม แล้วก็โยนทิ้งไป ไม่ได้ขบคิดมาใส่ใจมากมาย แต่หลังเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นผมได้หยิบหนังสือนิยายเล่มนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง แล้วลองใช้ตัวละครในชีวิตจริงสวมบทบาทแห่งการแสดงผ่านช่วงเวลาที่ผ่านมาและมองดูเหตุการณ์เหล่านั้นเคลื่อนไหวไปในทุช่วงเวลาแห่งชีวิต ผมใช้ “ ชาย ” ผู้หนึ่งเป็นตัวละครตัวนั้นในนวนิยาย แล้วมองสะท้อนเหตุการณ์จริง ผลปรากฏว่าเขาได้ให้ชีวิตทุกห้วงแห่งการหายใจประคับประคองดูแลครอบครัวของตัวเองมาได้อย่างงดงาม เหมาะกับคำว่า “พ่อ” ที่ลูกๆได้เรียกเขา ไม่ว่างานนั้นจะหนักเท่าไหร่ เขาก็ยังคงต่อสู้และบากบั่นเพื่อให้ลุกเมียได้มีอยู่มีกิน สมกับนามลักษณะของชายชาติชาตรี


อาสาสมัครกู้ภัยคือผู้ที่มีความเสียสละ ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นเสมือนเป็นญาติของตน เป็นผู้ซึ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยความเสมอภาค โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ จึงถือได้ว่าอาสาสมัครกู้ภัยเป็นกำลังสำคัญของสังคมในปัจจุบันไปเสียแล้ว

การออกตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีต่างๆ การเดินทางไปตามต่างจังหวัด ชนบท หรือถิ่นทุรกันดาร เพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติ ซึ่งการปลอบโยนผู้ที่เสียขวัญจากสิ่งที่ได้พบเจอก็นับเป็นหน้าที่หนึ่งของชายผู้นามว่า “ ศรี ” ท่านนี้ได้ทำประโยชน์ไว้กับส่วนรวมเป็นอย่างมาก

“ มูลนิธิกู้ภัยเขื่องใน ” เป็นอีกหนึ่งองค์กรของชายผู้นี้ที่ได้ร่วมมือกันทำประโยชน์ให้กับสังคมและชาวอำเภอเขื่องใน บ่อยครั้งที่ผมจะเห็นท่านคอยช่วยเหลือผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดเหตุฉุกเฉินท่านจะเป็นคนแรกที่ชาวบ้านโดยรอบจะนึกถึง บุคคลท่านนี้จึงเป็นกู้ภัยจากสามัญชน ที่ทำประโยชน์เพื่อมหาชนเสมอมา

อาสาสมัครกู้ภัยคือผู้ที่มีความเสียสละ ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นเสมือนเป็นญาติของตน เป็นผู้ซึ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยความเสมอภาค โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ จึงถือได้ว่าอาสาสมัครกู้ภัยเป็นกำลังสำคัญของสังคมในปัจจุบันไปเสียแล้ว

ความมีน้ำใจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคม เพราะหากปราศจากความมีน้ำใจ ความโอบอ้อมอารีและปรารถนาดีต่อกัน สังคมเราจะน่าอยู่ได้อย่างไรหากมีแต่การแก่งแย่งชิงดี ไร้ซึ่งคุณธรรมแห่งการดำเนินชีวิตทั้งในตนเองและในสังคม



ต้นไม้ต้นหนึ่งแห่งความโอบอ้อมอารี ได้เติบโตและเติบใหญ่ในชมชนบ้านยางขี้นก ทุกครั้งที่เพื่อนพ้อง ญาติพี่น้อง หรือผู้คนในชุมชนมีปัญหา “ลุงศรี” จะเป็นบุคคลหนึ่งที่คอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่และแนะนำการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่งที่ผมได้จัดโครงการ “ลูกเขื่องใน ปลูกใจรักษ์ป่า” ผมก็ได้ลุงคนนี้ อีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนดำเนินงานการอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านยางขี้นก จนเป็นป่าที่สมบูรณ์ในปัจจุบัน

วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเรียนอยู่ก็มีข้อความจากญาติผู้หนึ่งในเฟซบุ๊คทักมาถามอาการของลุงศรี ซึ่งในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ ว่าท่านเป็นอะไรอาจป่วยหรือไม่สบายอะไรรึเปล่า แต่แล้วผู้ที่ได้ส่งข้อความมาหาผมท่านก็บอกว่าให้โทรไปถามครอบครัว ณ ช่วงเวลานั้นหัวใจของผมเต้นแรงเป็นอย่างมากอยากรู้เรื่องราวว่ามันเป็นอย่างไร ก็ได้แต่อวยพรไม่ให้ท่านเป็นอะไรมากมาย เพราะท่านไม่ได้มีโรคประจำตัวอะไรอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นก็เถอะคำขอของผมก็คงไม่เป็นจริง เมื่อผมได้รับข่าวจากทางบ้านว่าท่านเสียแล้ว จากจากการรถชนแม้ว่าท่านจะยืนอยู่เฉยๆ ก็ตามที ณ ห้วงเวลานั้นเหมือนโลกมันหยุดหมุนไปชั่วขณะ ช่วงลมจากการหายใจแผ่วเบาและเหมือนมีค้อนใหญ่ทุบลงตรงหน้าอกของผมทันที ขาที่ก้าวย่างกับอ่อนเปลี้ยไม่เหมือนเดิม ผมเที่ยวถามทุกกระเบียดนิ้วในความทรงจำว่าลุงเสียแล้วจริงๆหรอ ผมเชื่อคนในครอบครัวได้แค่ไหน มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม แต่แล้วเมื่อผมเปิดเฟซบุ๊คผลปรากฏว่าทุกโพสท์ ทุกสเตตัส ล้วนอาลัยในการจากไปของลุงที่ไม่ได้หวนกลับมาอีก



ชีวิตของคนเรามันน้อยนัก เรื่องราวต่างๆ ที่ผมถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เป็นแค่เรื่องราวส่วนเล็กๆ จากช่วงเวลาตลอด 20 ปีที่ผ่านของหลานชายคนหนึ่งได้สัมผัส ได้มองเห็นการกระทำต่างๆ ที่ลุงคอยเป็นตัวอย่างและสร้างแนวทางกับผู้คนต่อไป



หากท่านได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมอยากให้ท่านได้มองย้อนตัวเองดูสักนิด แม้เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ผมเล่า จะไม่ได้รวยล้นฟ้า จะได้เป็นมหาเศรษฐี จะไม่ได้เป็นเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ แต่แง่คิดต่างในห้วงชีวิตของเขากำลังสอน และสะท้อนให้เราได้เห็นว่า “ ห้วงแห่งชีวิตหนึ่งการทำหน้าที่จิตอาสา การทำประโยชน์เพื่อสังคม อย่างน้อยก็คือพลอยเม็ดงาม ที่จะแป็นตัวอย่างให้กับผู้เจริญรอยตามตลอดไป… ”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เบ็ดเตล็ด



ความเห็น (2)

โอ้ววว เพิ่งได้ทราบข่าวจากที่ได้อ่านครับ ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับอ้ายทิดศรี

เขียนเมื่อ 

เสียใจด้วยค่ะ