ชีวิตที่สมดุล
โดยปกติแล้วธรรมชาติของมนุษย์ สัตว์ทุกประเภทวัตถุทุกอย่าง สรรพสิ่ง สรรพชีวิต และสรรพวัตถุทั้งหลายในโลกหล้า ในปฐพี และจักรวาลมีองค์ประกอบของธาตุสี่ทั้งนั้น อย่างเช่น เหล็กหนึ่งท่อนก็มีธาตุสี่แต่ว่าธาตุอะไรมันนำหน้าธาตุอะไรเท่านั้นเองถ้าถามว่าเหล็กหนึ่งท่อนมีธาตุสี่ได้ยังไง ก็ลองเอาเหล็กไปวิเคราะห์แยกอณูแยกชั้นของก๊าซ ของความแข็ง ความหนา ของโมเลกุล ภายในเหล็กเราจะเห็นว่าเนื้อเหล็กนั้นก็ยังมีความชื้น ยังมีความอบอุ่น ความร้อนอยู่ในตัวมีความแข็ง-กร้าวอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นธาตุทั้งสี่มันมีอยู่ทุกที่พื้นที่ที่เรานั่งก็มีธาตุสี่ เว้นแต่ธาตุใดมันจะปรากฏเฉพาะหน้า คือยิ่งใหญ่มีอำนาจเหนือกว่าธาตุทั้งปวงในขณะนั้นเวลานั้น
หรืออย่างแก้วน้ำจัดว่าเป็นธาตุดินเพราะแข็ง แต่ว่าในแก้วน้ำมีธาตุน้ำไหม ก็ยังมีธาตุน้ำ แต่มีน้อยกว่าธาตุดินมันจึงแข็งเราจึงจับต้องได้ น้ำเป็นสิ่งที่เอิบอาบ ลื่นไหลเราจะสัมผัสได้ด้วยความเย็น นุ่มนวล และก็ละเมียดละไมเพราะฉะนั้นกระบวนการของการมีธาตุสี่นี้มันมีไปทุกที่
ในกระบวนการแห่งองค์ประกอบในธาตุสี่หรือธรรมชาติในธาตุทั้งสี่นี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า มหาภูตรูปสี่
มหาภูตรูป คือรูปอันยิ่งใหญ่ที่ครอบคลุมไปทุกอนันตจักรวาล มหาภูตรูปสี่มีอะไรบ้างก็คือมีดินเป็นรูป มีน้ำเป็นรูป มีลมเป็นรูป มีไฟเป็นรูป มันมีอยู่ทุกสรรพสิ่งสรรพสัตว์ สรรพชนิด สรรพวัตถุและสรรพ-ชีวิตอย่างชนิดปฏิเสธมันไม่ได้
เรื่องการปรับสมดุลของธาตุสี่ทั้งภายในและภายนอกเราต้องเข้า-ใจอย่างหนึ่งว่า ถ้าเรารู้จักความหมายของคำว่า ธรรมชาติหรือธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นหลวงปู่เชื่อโดยความรู้สึกและสำนึกของความเป็นพุทธในพระองค์ว่าพระองค์ไม่ได้เอามาจากใคร แต่เอามาจากธรรมชาติ ธรรมะคือธรรมชาติธรรมชาติคือธรรมะ
ธรรมะคือการทำหน้าที่ถูกต้อง ไม่บกพร่องและธรรมชาติก็คือการรักษาสมดุลที่ถูกต้องไม่บกพร่อง รวมเรียกกันว่าคำสอนของพระพุทธะ แต่จริงๆแล้วมันมีอยู่ก่อนพระพุทธะไม่ใช่ว่าพระพุทธะเป็นคนที่สร้างมันขึ้นมาเพราะฉะนั้นพระพุทธะทุกพระองค์นำเอาของดีที่มีอยู่แล้วขึ้นมาเพื่ออบรม ถ่ายทอดและส่งมอบกันต่อๆมา เราก็มีหน้าที่ที่จะสืบทอด ทะนุบำรุง และก็ระวังรักษาและก็สร้าง ถ่ายทอดเจตนาและอุดมการณ์นั้นๆต่อๆไปในชั้นคนหลังๆและลูกหลานต่อๆไป
ดังนั้นกระบวนการของธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นหลวงปู่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมทุกพระธรรมขันธ์ด้วยความพึ่งพิงอิงแอบอาศัย ด้วยสำนึกและความรู้สึกที่อยากให้สรรพสัตว์และพลโลกประชาชาติ และสัตว์โลก อยู่ด้วยตัวเองและอยู่ร่วมกันด้วยความพึ่งพิงอิงแอบอาศัยคือพึ่งพิงอิงแอบอาศัยตัวเอง และก็พึ่งพิงอิงแอบอาศัยสรรพสิ่ง สรรพวัตถุสรรพธรรมชาติ และก็สรรพชีวิตภายในและภายนอกกายตัวเอง
เราอาศัยสรรพสิ่ง สรรพสิ่งอาศัยเราเราอาศัยธรรมชาติ ธรรมชาติอาศัยเรา ธรรมชาติเป็นบิดามารดาเกิดแห่งเราเราก็ทะนุบำรุงบิดามารดาเกิดเหล่านั้นมันต้องเต็มพร้อมและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออาทรและการุณย์เหมือนดั่งสายลมและแสงแดด การุณย์ต่อเพื่อนมนุษย์ พืชพันธุ์ธัญชาติและสรรพสิ่งทั้งปวง สร้างไออุ่น ให้การปรุงอาหารทำให้เกิดกระบวนการสันดาบในวิถีแห่งการเคลื่อนไหว พลังงานในกายและรอบกายทำให้มีชีวิต วิญญาณในความรื่นเริง สดชื่น บันเทิง ไปต่อกระบวนการต่างๆของการดำรงชีวิตนั้นๆ
เมื่อสายลมแสงแดดเอื้ออาทรต่อสรรพสัตว์และธัญชาติธัญชาติก็เอื้ออาทรต่อสายลมและแสงแดด รับเอาสิ่งดีๆจากสายลมแสงแดดนั้นมาปรับเปลี่ยน ประยุกต์ใช้กับตนเอง ทำให้มีชีวิต อินทรีย์ที่เจริญรุ่งเรือง เติบโต งอกงาม ไพบูลย์ ผลิดอกออกใบให้หว่านพืชผลวงศ์วานให้เจริญรุ่งเรืองในแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินชุ่มชื้นทำให้เกิดกลิ่นอายของความสดชื่นแจ่มใส ทำให้เกิดกระบวนการเจริญงอกงามไพบูลย์ของสรรพสิ่ง สรรพวิญญาณ สรรพวัตถุรอบกายตน
ชีวิตมนุษย์สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้ ก็เพราะขบวนการของกรรมนำเอาวิญญาณมาเกิดเมื่อมีการเกิดขึ้นก็มีลมหายใจ ลมหายใจเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะมีผู้ควบคุมลมนี่ต้องถือว่ามีพลังชนิดหนึ่งที่เรียกว่าพลังจิต-วิญญาณเป็นผู้ควบคุมความรู้สึกนึกคิดวิญญาณที่ภาษาธรรมะมันแยกออกเป็นความรู้สึก ความรู้ ความรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกตัวเพราะฉะนั้นเมื่อความรู้สึกเราหมดไปลมมันก็จะหาย
ความรู้สึกหมดมีอยู่สองชนิดคือหมดลึกๆกับหมดข้างนอก หมดลึกๆคือหมดแล้วตายเลยแต่หมดข้างนอกนี้หมดแบบโดนไม้หน้าสามแล้วสลบ หมดความรู้สึกหมดแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการควบคุมธาตุลม การหมดความรู้สึกลึกๆเรียกว่าตายนั่นแหละธาตุลมมันจะหาย
ปกติธาตุลมทำหน้าที่ควบคุมธาตุไฟมีลมที่ไหน ไฟลุกที่นั่น มีลมที่ไหน ไฟก็ดับได้ที่นั่นเหมือนกันเพราะฉะนั้นลมเป็นเครื่องพยุงให้ไฟลุก เมื่อลมหายไฟก็ดับ ไฟควบคุมธาตุน้ำน้ำซึ่งมีอยู่จำนวนมากในร่างกายอย่างน้ำเหงื่อที่ไหลซึมออกมาตามร่างกายนี้ก็เป็นการแสดงออกของกิริยาของน้ำอาการแห่งน้ำ และกระบวนการของน้ำที่แสดงออกมา น้ำดี น้ำ-เสลด น้ำลาย น้ำมูกน้ำปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำหนอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ว่ากันว่ามีมากถึงประมาณ ๗๐ % ภายในกาย
น้ำในร่างกายทำหน้าที่อะไร เมื่อลมมีจิตวิญญาณควบคุมลมคุมไฟไฟก็คุมน้ำ ไฟช่วยเผาผลาญทำให้น้ำออกไป กลายเป็นน้ำเหงื่อ น้ำเลือด น้ำหนองน้ำลาย ของเสีย ขับถ่ายทิ้งไป ส่วนใหญ่แล้วมันจะถูกควบคุมด้วยธาตุไฟภายในกายเราเมื่อไฟควบคุมธาตุน้ำ น้ำก็ยังมีดินห่อหุ้มไว้อีก
เพราะฉะนั้นคนที่ตายแล้ว สัตว์ที่ตายแล้ว เราจะเห็นว่าไม่มีลม-หายใจก็เพราะว่าเขาไม่มีจิตวิญญาณ เมื่อไม่มีจิตวิญญาณก็ไม่มีลมหาย-ใจ พอไม่มีลมหายใจไฟก็ดับ พอไฟดับ น้ำไม่มีผู้ควบคุม มันก็จะเบ่งบาน เพราะไม่มีตัวไปกดทับมันไว้มันก็ทำการละลายดิน สัตว์ที่ตายแล้วจึงขึ้นอืด เขียว พองน้ำเหลืองไหลออกมาตามผิวหนังที่บอบบาง น้ำเหลืองเหล่านี้ก็คือธาตุน้ำผิวหนังที่บอบบางก็คือธาตุดิน ดินในส่วนของร่างกายที่บางที่สุดเป็นทำนบกั้นที่บางที่สุดมันก็จะโดนน้ำทำลายออกมา
องค์ประกอบของกายที่บอกว่ามีธาตุดินน้ำ ลม ไฟ นั้น ในแต่ละดิน แต่ละน้ำ แต่ละลม แต่ละไฟก็ยังมีองค์ประกอบของเซลล์ต่างๆมากมายมหาศาล เป็นหมื่นเป็นล้านเป็นร้อยๆล้านชีวิตที่มันเกาะกลุ่มและสะสมเป็นกระบวนการของชีวิตและรูปร่างที่เราสัมผัสจับต้องพิสูจน์ได้
องค์ประกอบเหล่านี้มันก็มีเสียบ้างดีบ้าง พร่องบ้าง สมบูรณ์บ้าง สมดุลบ้าง ขาดสมดุลบ้างหน้าที่ของการมีชีวิตของพวกเราก็คือรักษามันให้คงไว้ซึ่งความดีและสมดุลรักษาไว้ซึ่งความไม่พร่องและถูกต้องไม่บกพร่องในหน้าที่
แล้วธาตุสี่นี้ล่ะตั้งอยู่ได้ด้วยอะไรก็ด้วยอาหาร องค์ประกอบของธาตุสี่ในอาหารเหล่านั้นก็มีองค์ประกอบของธาตุสี่เหมือนกันมาสนับ-สนุนส่งเสริมทดแทนสิ่งที่เสีย ซ่อมแซมสิ่งที่บุบสลายแล้วก็สร้างเสริมสิ่งที่กำลังจะเจริญเติบโต
กระบวนการของธาตุสี่อย่างนี้เมื่อเราได้มันอย่างสมบูรณ์แล้วมันจะเกิดหลวงปู่ไม่แน่ใจว่าภาษาอังกฤษเขาเรียกมันว่าอะไร แต่หลวงปู่เรียกว่า พลังงานคือผลพลอยได้ คือการสันดาป เช่น เรากินอาหารเข้าไปอย่างถูกต้องดำรงไว้ซึ่งความสมดุลของธาตุทั้งสี่มันจะเกิดกระบวนการพลังชนิดหนึ่งซึ่งคนจีนเขาเรียกว่าปราณ
คำว่าปราณตัวนี้มันเกิดได้ด้วยสองชนิด ชนิดแรกคือเกิดจากสมดุลแห่งธาตุทั้งสี่ชนิดที่สองคือเกิดจากกระบวนการของสมดุลแห่งสภาวะจิตที่สงบสมดุลแห่งจิตที่ไม่กระเพื่อมทั้งสองชนิดนี้ถ้ามันปรากฎขึ้นมันจะเกิดพลังชนิดหนึ่งขึ้นมาที่เรียกว่าปราณปราณตัวนี้จะมีอำนาจและมีพลังที่ควบคุมและก็กำหนดการเกิด การตายของเซลล์ทั้งหลายภายในกายนี้ หลวงปู่ไม่แน่ใจว่ามันจะถูกผิดตามหลักของแพทย์หรือไม่แต่นี่คือความรู้จากประสบการณ์ทางวิญญาณที่ตัวเองค้นคว้า ค้นพบและพิสูจน์สัมผัสได้
เมื่อปราณตัวนี้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเซลล์ทั้งหลายภายในกายนี้ซึ่งภาษาแพทย์อาจจะเรียกว่าสารหรือมวลสารแห่งอาหารที่ร่างกายดูดซึมแล้วก็ได้แต่หลวงปู่หรือว่านักจิตศาสตร์เขาเรียกมันว่าปราณแต่มันก็ยังไม่ถึงคำว่าพลังแห่งจิตรวมแล้วสมดุลแห่งกายนี้จะรักษาได้ประเภทที่หนึ่งคือพลังปราณต้องมีปราณและปราณนั้นเกิดได้จากการรักษาสมดุล ประเภทที่สองจิตไม่กระเพื่อมสองชนิดนี้เท่านั้นที่จะรักษาสมดุลย์แห่งธาตุทั้งสี่ หรือธรรมชาติแห่งธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้คงไว้ซึ่งสมดุล
สมมติว่าเซลล์ในกายเราเช่น เซลล์ในเส้นผมมันมีชีวิตแค่ ๑ นาที แล้วเราไม่รักษาสมดุลของมันไฟมันมากไปมันก็เผาผลาญเซลล์ในเส้นผมหรือเส้นขนของเราให้มันมีชีวิตแค่ครึ่งนาทีร่างกายนี้ก็จะต้องสร้างสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาเพื่อจะสร้างเซลล์รักษาชีวิตเซลล์ขึ้นใหม่ เพื่อจะทดแทนสิ่งที่ตายไปเร็วขึ้นพลังงานของกายเราก็จะต้องใช้มากขึ้น แล้วเราก็จะต้องสูญเสียพลังชีวิตเยอะขึ้นปราณก็จะหมดเร็วขึ้น อาหารก็ต้องทดแทน หาได้มากขึ้นเมื่อเราสูญเสียและเผาไหม้ไปกับกระบวนการที่ไร้สาระกับการที่เราคอยระแวดระวังไม่ให้เซลล์เส้นผมหนึ่งเส้นมันตายก่อนจะถึงหนึ่งนาทีเราทำสมดุลของมันให้มีชีวิตยืนยาวจนครบหนึ่งนาที จนสิ้นอายุขัยมันแล้วจึงจะเกิดเซลล์ใหม่
ถ้าเราฝึกตัวเองจนสามารถควบคุมองค์คุณแห่งธาตุสี่ได้ฝึกตัวเองจนสามารถควบคุมองค์ประกอบของสมดุลแห่งธาตุได้และก็ฝึกตัวเองจนกำหนดอายุขัยแห่งเซลล์ภายในกายได้คือควบคุมอายุขัยแห่งเซลล์ภายในกายได้นั่นก็คือที่มาของสูตรสำเร็จของการได้มีชีวิตอย่างมีสาระ การสร้างชีวิตให้ได้สาระหรือได้ชีวิตจากการสร้างสาระ และก็นำเอาชีวิตที่มีและดีอยู่นี้ไปทำให้เกิดประโยชน์สุข นั่นคืออีกเรื่องหนึ่งนั่นคือธรรมชาตินอกกายและในกายที่จะสร้างสัมพันธภาพต่อกันในโอกาสต่อไป
ธรรมชาติภายในกายกับธรรมชาตินอกกายต้องสมดุลกัน ต้องสื่อ-สัมพันธ์ ทำให้เกิดกระบวนการมีสัมพันธภาพอันดีต่อกันทีนี้เราก็จะรู้ได้ทันทีว่า ยาทุกชนิด น้ำทุกหยด ข้าวทุกเมล็ด อาหารทุกจานเกลือทุกก้อน อากาศทุกครั้งที่เราสูดเข้าไป มันเหมาะสมพอดีกับเรามากน้อยอย่างไรแค่ไหน อย่างเช่น ถ้าหากว่าธรรมชาติภายในกายร้อนแล้วธรรมชาติภายนอกกายไม่ได้แก้ความร้อน สิ่งที่ต้องทำเวลานี้ก็คือโบกมือพัดแล้วธรรมชาตินอกกายคืออะไร ก็คือลมที่อยู่รอบกาย ส่วนธรรมชาติในกายคืออะไรก็ไฟที่ทำให้ร้อน ดังนั้นจึงต้องเอาลมเข้าไปกำราบ ทำให้มันลดน้อยถดถอยลงนี่คือกระ-บวนการของการมีชีวิต
การแต่งสมดุลร่างกายด้วยธาตุ ๔(1) โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
1 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
น.ส. วราภรณ์ พิเศษกุล · 24 พ.ย. 2549
ไม่อยากบอก จะรู้ไปทำไมน้อ · 24 พ.ย. 2549
ไม่อยากบอก จะรู้ไปทำไมน้อ · 24 พ.ย. 2549
ทีมเยี่ยมบ้านTSM · 24 พ.ย. 2549
ไม่อยากบอก จะรู้ไปทำไมน้อ · 24 พ.ย. 2549
จันทร์เมามาย · 24 พ.ย. 2549