แต่จริงๆแล้วพลังไม่ใช่เกิดจากร่างกายโดยตรง มันเป็นผลทางอ้อมทั้งนั้นไม่ว่าพลังจะเกิดจากอาหาร เกิดจากการผ่อนคลาย เกิดจากการพักผ่อน ไม่ใช่โดยตรงแต่พลังที่สุดยอดนั้นมันเกิดจากหัวใจที่รวมเป็นหนึ่งกับกายและพักผ่อนได้อย่างสนิทเวลาเราง่วง เพลีย เราก็อยากจะพัก ใจมันก็อยากจะพัก สมองก็อยากจะพักแต่เราไม่เคยพักใจพักสมอง เพราะแม้แต่ตอนนอนก็ยังฝันใครจะปฏิเสธว่าไม่จริง
เพราะฉะนั้นพลังที่ควรจะได้ไม่ใช่ได้จากอาหารอย่างเดียว ไม่ใช่ได้จากการนอนหลับพักผ่อนอย่างเดียวไม่ใช่ได้จากการที่ต้องไปดูหนังดูละคร พักผ่อนเล่นดนตรีอย่างเดียวแต่มันต้องได้มาจากความสงบและสันติของจิต ซึ่งไม่มีอะไรมากระทบรบกวน เรียกว่า "สมาธิ" นั่นแหละเป็นพลัง เราไม่ค่อยฝึกปรือที่จะสร้างพลังมีแต่ฝึกปรือที่จะใช้พลัง และเพียรพยายามที่จะเค้นเอาพลังทั้งๆที่บางทีก็ไม่มีพลัง
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องทรงสอนให้เราพยายามเข้าถึงจุดกำเนิดแห่งพลังและในจุดกำเนิดแห่งพลังอันนั้นก็คือ "ศิลปะของการหายใจ"
เรารู้กันมาแล้วว่า คนที่หายใจสั้นสัตว์ที่หายใจสั้น จังหวะสั้น เป็นคนที่ไร้พลัง เป็นสัตว์ที่ชีวิตสั้นเป็นผู้มีอายุสั้น คนที่หายใจยาว สัตว์ที่หายใจยาว มีจังหวะเข้ายาวออกยาวเป็นคนมากพลัง มีชีวิตอันยาวไกล
เมื่อรู้อย่างนี้เราก็ต้องกลับมาสร้างพลังให้เกิดขึ้นภายใน เรียกภาษาโบราณของจีนว่ากำลังภายในพลังปราณ เมื่อเรามีกำลังภายในเกิดขึ้นมันจะทำให้เกิดผลสะท้อนออกมาถึงพลังภายนอกอย่างกล้าแข็ง
ลูกศิษย์ของหลวงปู่คนหนึ่งเรียนลัทธิเต๋า ตอนหลังมาศึกษาวิชาชี่กง แต่ก็ยังไม่เข้าถึงขุมพลังแห่งร่างกายต่อมาหลวงปู่สอนให้เค้าเดินลม จนสามารถที่จะตบกำแพงตึกห้องที่หนึ่งสะเทือนไปถึงกำแพงตึกห้องที่สิบ คนอยู่ห้องที่สิบได้ยินเสียงตบด้วยฝ่ามือกำแพงไม่ได้ทะลุหรอกนะ แต่มันกระเทือนไปถึงตรงนั้นได้ซึ่งคนธรรมดาตบแล้วกระเทือนไม่ได้ เอาฆ้อนตียังกระเทือนไม่ได้กระแทกจนกำแพงทะลุก็ยังกระเทือนไม่ถึงห้องที่สิบ
พลังชนิดนี้มันเป็นพลังแฝงที่อยู่ภายใน เรียกว่า "พลังพันธาริณี" เป็นภาษาสันสกฤตโบราณคนโบราณในอินเดียรู้จักจะฝึกปรือพลังชนิดนี้เอามาใช้เมื่อยามจำเป็น เช่น นักมวยปล้ำพวกที่ต้องจับช้าง สู้กับเสือ กับกระทิง พวกนี้จะฝึกปรือพันธาริณีเพื่อที่จะสยบช้าง สยบสิงโต สยบเสือ ด้วยมือเปล่า ไม่ใช่ด้วยอาวุธ
พลังพันธาริณี ก็คือ ศิลปะการหายใจ มีการฝึกอย่างพิสดาร คือ ไม่นั่ง ไม่นอนได้แต่ยืนดูดาว มองฟ้า มองดิน และก็พยายามจะทำการหายใจสั้น หายใจยาวอยู่ตลอดเอาพระจันทร์เข้ามาโคจรไว้ในกาย ดึงเอาดวงอาทิตย์เข้ามาไว้ในลูกตา จนตาบอดไปก็มีนี่คือ วิธีฝึกของการเข้าถึงพลังพันธาริณี แต่เราไม่ต้องไปเรียนหรอกเพราะเรียนแล้วก็มิได้ทำให้พ้นทุกข์ไม่มีครูคอยแนะคอยสอนก็กลายเป็นคนบ้าบอไปก็มี
เอ้า...ทีนี้เราจะทำลมหายใจเข้าปกติยาว ออกปกติยาว โดยไม่เครียดและไม่เหนื่อยได้อย่างไรวิธีก็คือ
เริ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
...แล้วก็ผ่อนคลายออกยาวๆ...
...สูดเข้าลึกๆ...
...แล้วก็ผ่อนออกยาวๆ...
...ทำอย่างนี้ ...อย่างเนิบนาบ... อย่างเชื่องช้า ...อย่างมีศิลปะ ผ่อนคลายเบาสบาย
แล้วก็รอบรู้ในระบบการเดินลม
ต้องหายใจปกตินะไม่ใช่ถี่เป็นหมาหอบแดด หายใจให้เป็นปกติ แล้วจับเวลาดูต่อมาก็พยายามทำลมหายใจให้ยาวกว่าปกติบ้าง เข้าและออกปกติบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไปเพื่อไม่ให้เหนื่อยและเครียด คอยจับเวลาไว้ ดูว่าเราเหนื่อยมั้ย ถ้าเหนื่อยก็พักถ้าไม่เหนื่อยก็ทำต่อไป
ในขณะที่คุมลมหายใจให้เข้ายาวออกยาวนั้นเราจะต้องเอาความรู้สึกทั้งปวงจับที่ลมหายใจ ไม่มีอารมณ์อื่นใดปรากฏเลยแล้วเมื่อใดที่มีอารมณ์ปรากฏ เราจะลืมหายใจ ก็แสดงว่า ระบบการหายใจเราจะล่มสลายหรือไม่ได้ผลทันที เมื่อมันไม่ได้ผลก็แสดงว่าเราทำไม่สำเร็จ
ถ้าเราทำสำเร็จ เราจะรู้สึกว่า สุขภาพเราความเหนื่อยในการทำงาน ความเครียด ความเมื่อย ความล้า ความเพลียจะผ่อนคลายได้ด้วยระบบลมหายใจ
เวลาที่หลวงปู่ทำงานเหนื่อยๆอ่อนระโหยโรยแรงขอเพียงเหนื่อยนักพักหน่อยก็หาย ร้อนนักอาบน้ำก็สบาย หิวนักกินข้าวก็หายกระหายนักดื่มน้ำก็คลาย แต่สำหรับสามัญชน หิวก็กิน แต่บางทีกินก็ไม่หายเหนื่อยพักก็ยังไม่คลาย อาบน้ำก็ยังไม่สบายเพราะมันไม่รู้จักดื่มด่ำต่อธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในการสัมผัสนั้นๆ เช่นอาบน้ำ กิน นั่งพัก มันดื่มด่ำไม่ได้ มันรับสัมผัสอย่างละเอียดอ่อนไม่ได้ได้ครึ่งทิ้งครึ่ง คุณค่าของอาหาร คุณภาพของความเย็นฉ่ำแห่งน้ำความโปร่งเบาสบายแห่งลม ความอบอุ่น หวั่นไหวของไฟ ความมั่นคง มั่งคั่งแห่งดินคุณค่าของเวลาที่สูญเสีย เราอาจจักได้ประโยชน์ไม่เท่าเสียแต่พวกที่รู้จักวิธีการฝึกปรือลมหายใจ จะได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคาอย่างหลวงปู่นี่ถ้าเหนื่อยก็จะนั่งพัก หรือจะนอน แต่เป็นการนอนนิดหน่อยไม่ใช่นอนนาน แค่หลับตาให้สายตามันพัก แล้วก็ผ่อนคลายลมหายใจเราจะตื่นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า สดชื่น เหมือนคนที่นอนมาแล้ว ๒ชั่วโมงอย่างสบาย
ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมีท่าทางไหมตอบว่าไม่จำเป็น กิริยาอย่างไรทำได้เสมอ นั่งอย่างไรก็ได้ เพราะนั่งก็หายใจนอนก็หายใจ เดินก็ต้องหายใจ เพียงแค่เราคุมมันให้เข้ายาวและออกยาวเท่านั้นเองเราก็สามารถจะผ่อนคลายอารมณ์ได้ แล้วมันจะทำให้เรามี ความคิด มีสติปัญญา สมาธิที่สดชื่น อยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์เพราะมีค่าต่อการกระทำและความคิด
ดังนั้น ไม่ว่าจะยืน เดินนั่ง และนอน ถ้าเรามีสติในการกำกับลมหายใจให้มันเป็นขั้น เป็นตอน และผ่อนคลายพอดีๆมันจะมีพลังคงที่ ในขณะที่เราทำงาน มันจะเป็นความผาสุก ความเพลิดเพลิน และความสนุกถ้าเรารู้จักระบายลมหายใจเป็น สูดลมหายใจเป็นและวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากการงานและหน้าที่ไม่มีอะไรดีเท่ากับการเดินลมหายใจ
เพราะฉะนั้นจงหาเวลาว่างอย่างน้อยสัก ๕ นาที ต่อการทำงานที่แสนยุ่ง ออกมานอกสถานที่แล้วสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ออกช้าๆ ๔-๕ ครั้ง หรือ ๑๐-๒๐ ครั้งในขณะที่เราเลิกจากการผ่อนคลายลมหายใจ เราจะมีความกระชุ่มกระชวย รู้สึกกระฉับกระเฉงสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อยากจะทำงานอย่างขยันและชาญฉลาดจะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ต่อการมีชีวิตในขณะเดียวกันเมื่อเราเผชิญต่อปัญหาบีบคั้นทางอารมณ์ ทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเราสามารถเอาชนะมันได้ทุกขั้นตอน อย่างเป็นผู้ฉลาด สะอาด เราจะเป็นคนอารมณ์ดีหัวเราะได้ง่าย และผ่อนคลายทุกที่อย่างสบายๆ และก็ไม่ตะกาย ไม่ทะยานอยากอะไรชีวิตเราจะมั่งคั่งมั่งมีต่อความสุขเฉพาะตัวอันเสรี
ศิลปะการเดินลมหายใจทำให้สมองเรากระฉับกระเฉง ว่องไว สดชื่น สั่งงานอวัยวะทั้ง ๓๒ได้อย่างมีคุณภาพและมีพลัง จะสังเกตว่าหลวงปู่ไม่เคยมึน ไม่เคยงงต่อปัญหาไม่เคยล่าช้าต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของใคร มาอย่างไร ถามเรื่องอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ ใครเป็นคนถาม ไม่เคยมีปัญหาอะไรที่ตอบไม่ได้ ถ้าอยากจะตอบแต่ถ้าไม่อยากตอบต่อให้เทวดาถามก็ไม่ตอบ
เพราะฉะนั้นศิลปะการหายใจและผ่อนคลายมันทำให้เรามีพลังต่อการที่จะโต้ตอบ มีอำนาจ มีตบะ มีสมาธิที่อยู่เฉพาะหน้าที่เราจะเผชิญต่อปัญหานั้นๆ แล้วชีวิตเราก็จะมีค่า มีราคา มีสาระที่ทำให้คนเรียกถามและเคารพบูชา
(หมายเหตุ...เบญจลักษณ์ห้วยเรไร : ถอดความจากเทปเรื่อง "การหายใจเป็น")