การเรียนการสอนในระดับวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยปัจจุบัน นอกจากผู้สอนจะมีวิธีสอนที่ถูกต้องตามทฤษฎีแล้ว ประสบการณ์ตรงในรายวิชาที่ตนเองสอนก็คือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขยายความเนื้อหาในตำรา หรือเอกสารประกอบการสอน ให้มัน "จับต้องได้" มากกว่าที่เป็นมา ตัวอย่างเช่น รายวิชาภาษา...เพื่อการท่องเที่ยว/เพื่อการบริการโรงแรม/การบริการภัตตาคาร หากผู้สอนไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา ผู้เรียนก็จะได้แค่จินตนาการตามไปแบบล่องลอยไร้จุดหมาย ได้โครงสร้าง สำนวนภาษาเพื่อหวังที่จะนำไปใช่หลังจากที่สำเร็จการศึกษาตามที่ตัวเองสนใจในวิชาชีพนั้นๆ แต่ถ้าผู้สอนเคยมีประสบการณ์ทำงานตรงกับรายวิชาที่ตนเอง ก็จะมีเทคนิคที่ได้จากการทำงานจริงมาแนะแนวให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีการนำปัญหาของการทำงานจริงที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารตามหัวข้อต่างๆที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการสอน รวมถึงมีการติดตามอัพเดทเนื้อหาใหม่ๆในแวดวงวิชาชีพที่ตนเองเคยมีประสบการณ์มา ปรับปรุงเนื้อหาในรายวิชาได้อย่างทันสมัยและทันต่อความต้องการของตลาดแรงงาน
การรับสมัครอาจารย์เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จะมีวิธีการคัดกรองบุคคลเข้าทำงานที่แตกต่างกันไป แต่คุณสมบัติที่ส่วนมากจะเห็นระบุไว้เกี่ยวกับวุฒิการศึกษาระดับ ปริญญาตรี โท และเอกว่า ต้องเป็นการเรียนเต็มเวลาเท่านั้น ขอยกอีกหนึ่งตัวอย่างเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นกันดังนี้
อาจารย์ ก. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ในสาขาวิชา ภาษา...เพื่อการสื่อสาร เป็นอาจารย์ประจำมีประสบการณ์สอน 5 ปี (หลังจบปริญญาโทช่วงขอทุนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก) เรียนหลักสูตรเต็มเวลา แผน ก. ทั้งหมด (ไม่เคยทำงานในสาขาวิชาชีพใดมาก่อน)
อาจารย์ ข. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เต็มเวลา) ปริญญาโท (ภาคเสาร์-อาทิตย์ เวลาปกติเปิดบริษัทท่องเที่ยว เป็นอาจารย์พิเศษ และนำเที่ยว) ปริญญาเอกแบบหลักสูตรทางไกล (จากมหาวิทยาลัยที่ กพ. รับรอง...เวลาปกติ เปิดบริษัทท่องเที่ยว นำเที่ยว เป็นอาจารย์พิเศษ และทำวิจัย) ทั้ง 3 ปริญญาเรียนในสาขาวิชา ภาษา...เพื่อการสื่อสาร
เมื่อดูจากประสบการณ์การทำงานแล้วอาจารย์ ก. และ ข. มีความแตกต่างกันอยู่หลักๆคือ ลักษณะการเรียน และประสบการณ์การทำงาน หากอาจารย์ ข. จะเข้ามาสมัครเพื่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและทำการสอนในรายวิชาภาษา...เพื่อการท่องเที่ยว/เพื่อการบริการโรงแรม/การบริการภัตตาคารเช่นเดียวกันกับอาจารย์ ก. แล้วนักศึกษาจะเห็นภาพของเนื้อหาที่ไปอยู่ในบริบทจริงมากกว่า การเรียนกับอาจารย์ ก. ที่ไม่เคยมีประสบการณ์จากการเป็นผู้ให้บริการ แต่เป็นประสบการณ์จากผู้รับบริการเอง (เช่นเดียวกับนักศึกษา) จริงอยู่อาจารย์มีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่ประสบการณ์ "มือสอง" จากการทำวิจัย (ชั่วคราว) กับการมีประสบการ "มือหนึ่ง" ในวิชาชีพนั้นๆ ความลึกซึ้งมันต่างกัน
เห็นพูดกันอย่างมากมายเกี่ยวกับคำว่า MOTIVATE ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้
การ MOTIVATE ผู้เรียนให้ทำงานในชั้นเรียนสำเร็จในรายวิชา กับ การ MOTIVATE ผู้เรียนให้เกิดทั้งผลงานในชั้นเรียนและเกิดความคิดต่อยอดในวิชาชีพในอนาคตของตนเองนั้น มัน "ต่างกัน"
ด้วยความเคารพทุกความคิดเห็น
