ประติความเป็นมา Six Sigma

ว่า Sigma เป็นตัวอักษรกรีก ซึ่งหมายถึงความเบี่ยงเบนมาตรฐานในเชิงสถิติของกระบวนการ (Standard Deviation ) เพื่อใช้วัดความแปรปรวนเฉลี่ยที่เบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยมาตรฐาน ค่าระดับของ Sigma ที่สูง แสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่ดีกว่า กิจกรรม Six Sigma ก็คือ Qcc และKaizen และตั้งชื่อใหม่เป็นSix Sigma

ใช้กับยานอวกาศอะพอลโลเป็นครั้งแรกเมื่อ ค ศ 1960 และ ปี ค ศ 1980 บริษัทต่างๆ เช่น บริษัทโมโตโรล่า บริษัทจีอี บริษัทโนเกีย บริษัทโซนี่ บริษัทฮอนด้า ฯลฯ ได้นำกลยุทธ์ซิกม่า มาใช้ในการปรับปรุงผลการผลิตเพื่อแข่งขันของตน ทำให้บริษัทนั้น ๆ ต่างๆ มีผลกำไรอย่างมากมาย

จุดกำเนิดของ Six Sigmaเริ่มต้นที่บริษัทโมโตโรล่า พัฒนาสร้างโครงการเพื่อปรับปรุง นำโดย มิเกล เจ แฮรี 1988 แม้ว่าปัจจุบันนี้จะถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย และบางบริษัทก็ได้มีการกำหนดวิธีการของตัวเองขึ้นมา แต่บริษัททั่วไปนั้นก็ยังคงนิยมใช้หลักการตามแบบฉบับโมโตโรล่า รวมไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น เจเนอรัลอีเล็คทริค จีอี

ผู้ให้กำเนิดSix Sigma ก็คือBill smith ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์วิศวกรอาวุโสในกิจการสายโทรคมนาคม ได้ประยุกต์สูตรและวิธีการทางสถิติ เพื่อกลั่นกรองเป็นวิธีการของSix Sigma

Six Sigma เริ่มมีในประเทศไทย ปี 2545 เกิดขึ้นในบริษัทประกันภัยชั้นนำ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลมาเกตติ้ง ( ประเทศไทย ) จำกัด ทำการขายประกันในรูปแบบทางการตลาดทางโทรศัพท์ และบริษัทอื่นๆ ได้นำหลักการของSix Sigma ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยและเกิดผลประโยชน์ที่ดี

นิยาม Six Sigma คือ ( ดร.ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ )

วิธีการและประยุกต์ใช้วิธีทางสถิติในองค์การเพื่อที่จะช่วยให้องค์การสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น สามารถนำมาใช้ได้ทั้งส่วนของสินค้าและบริการ

นิยาม Six Sigma คือ ( ดร. วิทยา สุหฤทดำรง )

1 .การวัดผลทางสถิติของสมรรถนะของกระบวนการหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ

2. เป้าหมาย หนึ่งที่จะต้องบรรลุถึงผลสำเร็จ ซึ่งจะใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบสำหรับการปรับปรุงทางด้านสมรรถนะ

3. ระบบของการจัดการในการบรรลุถึงความเป็นผู้นำทางธุรกิจที่ยาวนานและสมรรถนะในระดับโลก

นิยาม Six Sigma คือ ( ดร. วรภัทร ภู่เจริญ )

หมายถึงกิจกรรมแนวกลยุทธ์ ที่สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร พัฒนาบุคลากร สร้างขวัญกำลังใจ โดยอาศัยพื้นฐานทางการวิเคราะห์ วิจัย มีสถิติมาประยุกต์ใช้ด้วยตามความเหมาะสม

สรุป Six Sigma หมายถึง ส่วนต่าง ๆ ผสมอันกลมกลืนกันระหว่างความฉลาดหลาย ๆ ด้านในการบริหารองค์การโดยการพัฒนากลวิธีทางสถิติเพื่อใช้เป็นอาวุธขององค์การ โดยเป้าหมายสูงสุด ของ Six Sigma เน้นใช้เป็นกลยุทธ์ของกิจการ มากกว่าที่จะเป็นวิธีการทางคุณภาพในการควบคุมกระบวนการ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการกับธุรกิจหรือส่วนใด ๆ ได้อย่างชาญฉลาด Six Sigma มุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก

เป้าหมายสำคัญ ของ Six Sigma คือ

- ปรับปรุงการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า

- การลดเวลา ( Cycle time)

- การลดข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

เป้าหมายของ Six Sigma ก็คือการช่วยในด้านบุคลากรและกระบวนการให้บรรลุถึงผลิตภัณฑ์และบริการโดยไม่ปรากฏข้อบกพร่องเลย โดยแนวความคิดที่ข้อบกพร่องเป็นศูนย์นั้นเราจะไม่กล่าวถึง เนื่องจาก Six Sigma จะมีหลักการที่ว่าจะมีข้อบกพร่องบางส่วนที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการที่ดีที่สุดหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม แต่ในระดับที่ 99.9997% จะต้องเป้าหมายของสมรรถนะซึ่งข้อบกพร่องในกระบวนการและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

การทำให้ลูกค้ารู้สึกพึงพอใจนั้นเป็นสิ่งที่ดีและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อบริษัท การเพิ่มความสามารถในการรักษาลูกค้าไว้ได้ 5% จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลกำไรมากกว่า 25% โดยทั่วไปบริษัทจะสูญเสีย 15-20% ของรายได้ในแต่ละปีจากกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล จะกำหนดเป้าหมายที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในกิจกรรมของบริการ หรือในส่วนของราชการผลิตผลิตภัณฑ์ และตั้งเป้าหมายในระยะสั้นซึ่งสามารถทำให้บรรลุได้ในขณะที่ช่วยในการบรรลุถึงเป้าหมายทางธุรกิจในระยะยาวด้วย

กล่าวโดยสรุป Six Sigma เป็นระบบที่ผนวกทั้งในส่วนของการมีสภาวะเป็นผู้นำ ส่วนสนับสนุนต่างๆ และการร่วมมือร่วมใจเข้าด้วยกัน โดยผลประโยชน์ของ Six Sigma นั้นไม่ใช่มีเพียงทางด้านการเงินเท่านั้น บุคคลในทุกระดับของบริษัทที่ทำ Six Sigma จะค้นพบว่าสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น

มีกระบวนการที่โปร่งใส มีการวัดผลที่มีความหมาย และเครื่องมือในการปรับปรุงที่มีประสิทธิภาพนั้นทำให้งานของพวกเขามีประสิทธิผล ลดความยุ่งเหยิงและสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น

ประเด็นหลักของ Six Sigma

1. การมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าอย่างแท้จริง

ใน Six Sigma เน้นไปที่ลูกค้านั้นจะมีความสำคัญที่สูงที่สุด ตัวอย่างเช่น การวัดผลของ Six Sigma จะเริ่มต้นจากลูกค้าการปรับปรุงต่าง ๆ ของ Six Sigma นั้นจะถูกนิยามขึ้นจากผลกระทบของมันที่ขึ้นกับความพึงพอใจของลูกค้าและคุณค่าของมัน

2. การจัดการที่ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นตัวผลักดัน

Six Sigma ใช้แนวคิดของการจัดการโดยใช้ข้อเท็จจริงไปสู่ระดับของการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ จะให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นกับการปรับปรุงระบบสารสนเทศ การจัดการด้านความรู้และอื่น ๆ แต่การตัดสินใจทางธุรกิจบางครั้งยังคงใช้ความรู้สึกและข้อสันนิษฐาน การประยุกต์ใช้ Six Sigma จะเริ่มต้นขึ้นโดยการทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดว่าอะไรคือตัวชี้วัดที่สำคัญของสมรรถนะทางธุรกิจ และจากนั้นจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ตัวแปรหลักเหล่านั้น ต่อจากนั้นปัญหาจะสามรถถูกกำหนด วิเคราะห์ และถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นอย่างถาวร

3. กระบวนการต่าง ๆเป็นการกระทำจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะมุ่งเน้นไปที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริการ การวัดสมรรถนะ การปรับปรุงประสิทธิภาพและความพึงพอใจของลูกค้า หรือสิ่งใดก็ตามที่ช่วยในการดำเนินงานทาธุรกิจ Six Sigma จะมองว่ากระบวนการเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการหลักของ Six Sigma ก็คือ การทำให้ผู้นำและผู้จัดการเกิดความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการและในโรงงานอุตสาหกรรมว่า กระบวนการที่ดีจะเป็นแนวทางในการสร้างข้อได้เปรียบคู่แข่งในแนวคิดของการมอบสิ่งที่มีคุณค่าให้กับลูกค้า

4. การจัดการแบบเชิงรุก

เชิงรุก ( Proactive) หมายถึงการลงมือกระทำก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาแทนที่จะเป็นการตอบโต้กลับไป การจัดการแบบเชิงรุกจะหมายถึงการสร้างให้เกิดความเคยชินในการกำหนดเป้าหมาย การพิจารณาถึงอย่างสม่ำเสมอ การสร้างระดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ที่ชัดเจน การมุ่งเน้นไปที่การป้องกันปัญหามากกว่าการแก้ปัญหามากกว่าแก้ไขปัญหา และการตั้งคำถามว่าไมเราถึงต้องทำสิ่งนั้นแทนที่จะตอบโต้ไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา

การป้องกันอย่างถูกต้องจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้างสรรค์และการเลกเปลี่ยนอย่างมีประสิทธิผล Six Sigma จะรวมเอาเครื่องมือและหลักการต่าง ๆ ที่จะเข้ามาแทนที่ความเคยชินที่มุ่งแต่จะตอบโต้ต่อปัญหาที่เกิดด้วยลักษณะของการจัดการแบบเชิงรุก

5. การร่วมมือกันโดยปราศจากขอบเขต

การปราศจากขอบเขต ( Boundarylessness) เป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญของความสำเร็จทางธุรกิจของแจ็ค เวลช์ หลายปีก่อนที่จะเริ่มต้นในการทำ Six Sigma ผู้บริหารของจีอีได้พยายามที่จะขจัดอุปสรรคต่าง ๆ และปรับปรุงการทำงานเป็นทีมทั้งโครงสร้างองค์กรโอกาสต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการสร้างความร่วมมือภายในบริษัทกับคู่ค้า ( Vendors) และลูกค้านั้นยิ่งใหญ่มาก เงินจำนวนหลายพันดอลลาร์ได้สูญเสียไปในทุก ๆ วันเนื่องจากการขาดการติดต่อและการแข่งขันที่ไม่ถูกต้องระหว่างกลุ่มที่ควรจะทำงานด้วยทัศนคติที่ตรงกันคือ การสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นให้มากที่สุดเพื่อลูกค้า

6. การผลักดันไปสู่ความสมบูรณ์แบบหรือการทนต่อความล้มเลว

เราจะทำอย่างไรให้บรรลุถึงระดับของการทำงานที่ปราศจากความบกพร่องหรือทนต่อความล้มเลวที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งทั้งสองแนวความคิดนั้นเป็นส่วนที่ต้องประกอบเข้าด้วยกัน ไม่มีบริษัทไหนที่จะเข้าใกล้ระดับของ Six Sigma ได้โดยปราศจากการสร้างแนวความคิดและแนวทางใหม่ ๆ ซึ่งจะรวมความเสี่ยงต่าง ๆ เข้าไปด้วย หากคนนั้นเห็นแนวทางที่เป็นไปได้ที่จะเข้าใกล้ระดับของการทำงานที่ปราศจากข้อบกพร่องนั้น แต่ถ้าเขาเกิดกลัวความผิดพลาดที่จะตามมาพวกเขาก็จะไม่เคยพยายามที่จะทำสิ่งใด

แต่เทคนิคต่าง ๆ ที่เราจะกล่าวถึงในการปรับปรุงสมรรถนะนั้นจะรวมถึงวิธีการในการจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นความผิดพลาดต่าง ๆที่จะเกิดขึ้นจึงอยู่ในขอบเขตที่จำกัด บริษัทต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายในการที่จะพยายามผลักดัน ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ในขณะที่จะต้องมีความเต็มใจที่จะยอมรับและพยายามจัดการต่อผลข้างเคียงที่จะตามมาด้วย

การทำงานให้สำเร็จของSix Sigma คือกระบวนการDMAIC

Defineคือ การระบุชี้หรือกำหนดปัญหา

ขั้นแรกจะเป็นการกำหนดขั้นตอนสำหรับโครงการ ในภาพรวมซึ่งโดยปกติจะถือว่าเป็นความท้าทายที่ยากที่สุดสำหรับทีมด้วย ทีมต้องคิดคำถามต่าง ๆ เช่น เราทำงานเกี่ยวกับอะไร ทำไมเราจึงทำงานเกี่ยวกับปัญหานี้ ใครคือลูกค้า อะไรคือความต้องการของลูกค้า งานถูกทำอย่างไร และอะไรคือประโยชน์ของการทำการพัฒนา

Measure คือ การวัด

การวัดเป็นสิ่งตามมาที่เป็นตรรกกะ เพื่อกำหนดและนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์ มี 2 ประการ

  • รวบรวบข้อมูลเพื่อสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบและวัดปริมาณ
  • เริ่มแยกข้อเท็จจริงและตัวเลขซึ่งอาจให้ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเหตุของปัญหา

Analyze คือ การวิเคราะห์

เป็นการเจาะลึกในรายละเอียดและขยายความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการและปัญหา และหากทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่ต้องการก็จะทำการบ่งชี้เหตุร้ายที่อยู่เบื้องหลังปัญหา ทีมใช้ขั้นตอนการวิเคราะห์ในการหารากฐานของสาเหตุ และความสามารถที่แปรเปลี่ยนในกระบวนการ

Improveคือ การปรับปรุง หรือการพัฒนา

เป็นการได้ทางแก้ไขและการทำการแก้ปัญหา การปรับปรุงสมรรถนะแลปะระสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นการแสวหาและพัฒนาวิธี ที่จะนำมาขจัดปัญหา รวมไปถึงการสร้างระเบียบและแผนผังของการจัดการเพื่อลดปัญหา

Control คือ การควบคุม

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งอธิบายองค์กรและกระบวนการต่าง ๆ เป็นดังเส้นทาง คุณสามารถทำงานหนักเพื่อยึดมั่นให้เป็นรูปทรงแปลกใหม่และน่าสนใจในแบบต่าง ๆ ได้ทั้งหมด แต่เมื่อคุณปล่อยมันก็จะกลับเข้าสู่รูปทรงเดิม

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลับมาสู่นิสัยหรือกระบวนการแบบเดิม ๆ จึงเป็นวัตถุประสงค์ของขั้นตอนการควบคุมในท้ายที่สุด เมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ ต่อรูปแบบการทำงานของคน และมีการทำให้มั่นใจว่ามันจะคงอยู่นานต่อไปนั้น เป็นเรื่องของการชักชวนและการขายความคิดอย่างที่ทำกับการวัดและการติดตามผลทั้งคู่เป็นสิ่งสำคัญ ปรับปรุงแล้วให้คงอยู่ในระดับที่น่าพอใจตลอดไป

ขั้นตอนการสร้าง ทีม DMAIC

ขั้นตอนที่ 1 การเลือกโครงการ

เลือกโครงการที่ดูว่าจะทำได้สำเร็จมากที่สุด และกำหนดลำดับก่อนหลังในการทำงาน ซึ่งอาจจะได้ยากแต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การทำงานของทีมนั้นได้ผลที่คุ้มค่า โครงการจะต้องมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อธุรกิจและลูกค้า และเป็นสิ่งที่ทีมจะสามารถทำให้สำเร็จได้

ขั้นตอนที่ 2 การสร้างทีม

เมื่อทราบถึงปัญหาแล้ว ขั้นต่อไปจะมีการเลือกทีมและผู้นำทีมซึ่งโดยธรรมชาติสองความพยายาม

เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน ฝ่ายบริหารจะพยายามที่จะเลือกสมาชิกที่มีความรู้ในการทำงานกับสถานการณ์นั้นจนถึงกับว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนาชาร์ตเทอร์

ชาร์ตเทอร์ เป็นเอกสารสำคัญที่เป็นลายลักษณ์อักษรในการบอกแนวทางให้กับปัญหาหรือโครงการ ชาร์ตเทอร์นั้นจะรวมถึงเหตุผลสำหรับการดำเนินการโครงการ วัตถุประสงค์ แผนการทำงานโครงการเบื้องต้น ขอบเขตและข้อพิจารณาอื่น ๆ และการทบทวนบทบาทและความรับผิดชอบต่าง ๆ โดยทั่วไปหลายส่วนของชาร์ตเทอร์ถูกร่างโดยแชมป์เปี้ยน และถูกเพิ่มและปรับปรุงโดยทีม

ขั้นตอนที่ 4 การฝึกอบรมทีม

ในการฝึกอบรมจะเน้นถึงกระบวนการ และเครื่องมือต่าง ๆที่ใช้ โดยทั่วไปการฝึกอบรมนี้จะใช้เวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ แต่ก็อาจขยายออกไปได้ตามเห็นสมควร หลังจากสัปดาห์แรกแล้วผู้นำทีมหรือสมาชิกในทีมจะกลับไปทำงานปกติของพวกเขา แต่ยังคงให้เวลาที่สำคัญในการทำงานให้กับโครงการ หลังจากพ้นสัปดาห์ที่สองถึงห้าแล้วจะมีการทำการฝึกอบรมครั้งที่สอง แล้วจึงตามด้วยช่วงเวลาการทำงาน และตามด้วยช่วงเวลาการฝึกอบรมอีก

ขั้นตอนที่ 5 การทำ DMAIC และการปฏิบัติการแก้ไขปัญหา

ทีม DMAIC จะรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาของพวกเขาเอง ไม่ได้มองถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอื่น ทีมต้องทำการพัฒนาแผนของโครงการ การฝึกอบรม การทำการนำร่องและดำเนินการตามทางแก้ไขปัญหาของพวกเขา และรับผิดชอบต่อทั้งการนำวิธีการแก้ไขปัญหานั้นมาปฏิบัติในที่ต่าง ๆ และทำให้มั่นใจว่าสามารถนำวิธีการต่าง ๆนั้นมาใช้ได้จริงโดยการวัดและการคอยตรวจสอบผลลัพธ์ในขณะปฏิบัติ

ขั้นตอนที่ 6 ส่งผลของการแก้ปัญหา

ในที่สุดแน่นอนว่า ทีม DMAIC จะต้องสิ้นภารกิจและสมาชิกจะกลับไปสู่การทำงานตามปกติหรือทำโครงการถัดไปต่อ พวกเขามักจะทำงานในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากวิธีการแก้ปัญหาของพวกเขาเองสมาชิกในทีมจะดำเนินการต่อไปเพื่อช่วยบริหารกระบวนการหรือแนวทางในการแก้ปัญหาใหม่ และทำให้มั่นใจว่ามันจะประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จการทำ Six Sigma

บริษัท General Electric (GE) เป็นบริษัทที่อยู่ในแถวหน้าของโลก มูลค่าของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ติดอันดับต้น ๆ ของ500 อันดับแรกของบริษัทชั้นนำระดับโลก พบว่าSix Sigma สามารถทำผลกำไรงานเพิ่มมากขึ้นสูงกว่าเดิม เป็นมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์และในปี 1998 ได้ขยับขึ้นเป็น 750 ล้านดอลลาร์

บริษัท Medical System ได้นำ Six Sigma มาใช้ ทำให้ช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดรังสีของเครื่องเอกซเรย์ 10 เท่า ทำให้เพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทเป็นอันมาก และยังช่วยให้รักษาคนไข้ได้มากขึ้น

Lock heed Martin ซึ่งประสบปัญหาเกี่ยวกับชิ้นส่วนที่ปิดล้อที่พับเก็บได้ ( ให้สนิท ) ของเครื่องบิน ทางบริษัทได้ใช้เวลาในการค้นสาเหตุและแก้ไขกว่า 200 ชั่วโมง ในช่วงเวลาหลายปี แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หลังจากนำSix Sigma มาประยุกต์ใช้ พบว่า มีอะไหล่บางชิ้นที่ทำให้เกิดปัญหาคลาดเคลื่อนไป 1/1 000 ของนิ้ว ซึ่งหลังจากได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างเครื่องบินเจ็ตได้ 1400 ดอลลาร์ต่อการผลิตเครื่องบิน 1 ลำ

ผลประโยชน์ของการปฏิบัติ Six Sigma

  • มีความขัดแย้งน้อยลง
  • มีการทำงานเป็นทีมมากขึ้น
  • เกิดเป้าหมายใหม่เพื่อผลลัพธ์เดียวกัน
  • มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายและข้อบกพร่องต่าง ๆ
  • พัฒนาบุคลากรในองค์กร มีทักษะใหม่ที่ดีขึ้น
  • ปรับปรุงทรัพยากร พลังงานและผลลัทธ์

การนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ

โดยนำทฤษฏี Existence Relatedness Growth :ERG ของ Alderfer ( Alderfer ERG theory ) Clayton Alderfer ได้นำพื้นฐานความรู้จากทฤษฎี ของ Maslow และ Herberg มาสร้างรูปแบบการจูงใจขึ้นใหม่ที่คล้ายคลึงกัน โดยแบ่งความต้องการของมนุษย์อกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ดังนี้ (Luthans ,1981) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในองค์การ

  • ความต้องการอยู่รอด เป็นความต้องการทางร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย หรือในองค์การเป็นค่าจ้างโบนัส ผลประโยชน์ตอบแทน สภาพการทำงานที่ดี และสัญญาว่าจ้างเป็นต้น
  • ความต้องการความสัมพันธ์เป็นความต้องการความสัมพันธ์ที่มีต่อกันกับบุคคลในองค์การเป็นความต้องการทุกชนิดในเชิงมนุษยสัมพันธ์

3. ความต้องการก้าวหน้าและเติบโต เป็นความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงสภาพ และความเติบโตก้าวหน้าของคนงานความอยากเป็นผู้ริเริ่มให้มีขอบเขตอำนาจขยายกว้างออกไปการพัฒนาเติบโตด้วยความรู้ความสามารถในองค์การเป็นความต้องการความรับผิดชอบเพิ่มการทำกิจกรรมใหม่ที่มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถใหม่และการมีโอกาสสัมผัสงานใหม่หลายด้านมากขึ้น

ข้อดีของSix Sigma

  • เป็นการทำงานที่เริ่มต้นจุดเล็ก ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากจุดใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง
  • เป็นโครงการที่มีการแบ่งการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน เป็นโครงงานเล็ก ๆ ทำให้เป็นผลสำเร็จในแต่ละขั้นตอนได้ง่ายและชัดเจน
  • การจัดการมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาขององค์กร

ข้อเสียของSix Sigma

ทุกคนที่ผ่านการฝึกอบรมการเรียนรู้ใหม่หลังจากฝึกอบรมผู้ผ่านอบรมได้รับการรับรองเป็นสายเข็มขัดสี เช่น เข็มขัดสีเหลือง เข็มขัดสีเขียว เข็มขัดสีดำ ตามลำดับ

บรรณานุกรม

วิทยา สุหฤดำรง และก้องเดชา บ้านมะหิงษ์. ( 2545 ).กลยุทธ์การสร้างผลกำไรขององค์กรระดับโลก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ท้อป.

ณัฏพันธ์ เขมรนันทน์. (2548 ). เพื่อสร้างความเป็นเลิศในองค์การ. กรุงเทพฯ: พิมพ์ที่ธรรมกมลการพิมพ์

วรภัทร ภู่เจริญ. (2546) . six sigma . พิมพ์โดยบริษัท อริยชน จำกัด

http:// www. Aircadetwing.cow/index

http://onzonde. Multiply. Com

http://ba.bu. ac.th/ejournal/MG/MG10/htm

www.eng. Su.ac.th/ie/six/20sigme.ppt