ปิดเทอมปลายในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ผมเรียนจบมัธยมปีที่ ๓ ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ใกล้บ้านไม่กี่วัน หลวงปู่ก็มาถึงบ้านในตอนสาย ท่านบอกว่าเมื่อคืนจำวัดที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม ในปัจจุบัน) ฉันเช้าแล้วก็มาเพื่อพาผมไปวัดป่าหนองยาว

ผมรีบจัดเสื้อผ้าซึ่งมีไม่กี่ชุดใส่กระเป๋าโดยไม่ลืมหยิบหนังสือใส่ไปด้วย เพียงไม่กี่นาทีผมก็สะพายย่ามหลวงปู่และหิ้วกระเป๋าเดินตามหลวงปู่เข้าเมืองวารินชำราบ

ปกติของพระป่าหากต้องไปค้างแรมที่อื่น สิ่งที่ต้องนำไปด้วยทุกครั้งเท่าที่ผมจำได้ คือ บาตร ผ้าสังฆาฏิ และธรรมกรก แต่วันนั้นผมไม่เห็นจึงถามหลวงปู่ขึ้นว่า

“บาตรหลวงปู่อยู่ไหนครับ”

“ฝากทายกวัดให้เขาเอาไปที่คิวรถแล้ว” หลวงปู่ตอบ ซึ่งทำให้ผมคิดได้อย่างหนึ่งว่า พระป่าหากเดินทางไกลโดยไม่มีทายกไปด้วยนั้น จะลำบากมาก เพราะท่านไม่จับเงิน

จากบ้านถึงคิวรถโดยสารไปอำเภอเดชอุดม ระยะทางราว ๒ กิโลเมตรเศษ เรามาถึงก่อนเที่ยง แต่รถออกเวลาบ่ายสองโมง หลวงปู่บอกกับทายกเมื่อเจอกันแล้ว

“ฝากกระเป๋าเสื้อผ้านี้ด้วย” ท่านชี้มาที่กระเป๋าเสื้อผ้าของผม แล้วพูดต่อ “มีเวลาเกือบสามชั่วโมงรถถึงจะออก อาตมาจะไปเมืองอุบล เอาไฟฉายให้เขาซ่อม”

ทายกวัดรับคำ แล้วล้วงกระเป๋าหยิบเงินให้ผมจำนวนหนึ่ง

คิวรถวารินชำราบก่อนนี้อยู่บริเวณศาลเจ้าวาริน ซึ่งใกล้ๆ กับที่จอดรถเมล์สีเทาที่จะข้ามไปยังตัวเมืองอุบลราชธานี ดังนั้น จึงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมกับหลวงปู่ก็มาเดินในตลาดเมืองอุบลฯ

หลวงปู่เอาไฟฉายอันเก่าให้ร้านแล้วร้านเล่าดู ทุกร้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ซ่อมไม่ได้ จนร้านสุดท้ายซึ่งผมไม่ทันนับว่าเป็นร้านที่เท่าไหร่ หลวงปู่ก็ยอมจำนนซื้อไฟฉายใหม่ แต่ก็ไม่วายบ่นว่า

“ก็แค่สวิตซ์ชำรุดนิดหน่อย อย่างอื่นดีอยู่แท้ๆ ก็ต้องทิ้ง ทำขึ้นมาบอบบางเพื่อขายเอาเงินแท้ๆ”

รถโดยสารวารินชำราบ-เดชอุดม สมัยนั้น เป็นรถ ๖ ล้อ ที่เรียกว่า "รถคอกหมู" เป็นรถกระบะใหญ่ มีหลังคาแข็งแรง ใช้เป็นที่วางกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ ในที่โดยสารมีเก้าอี้ยาว ๔ ตัว วางชิดขอบซ้ายขวาฝั่งละตัว และวางกลางชิดกัน ๒ ตัว คนนั่งกลางจะนั่งหันหลังชนกัน หันหน้าไปทางคนนั่งขอบ จึงมีทางเดินซ้ายขวาพอเบียดสวนทางกันได้

พอรถออกพ้นเขตชุมชน ชายหนุ่มก็ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคา ทำให้ที่นั่งว่างพอนั่งได้สบายๆ สามารถเอี้ยวตัวหรือชะโงกดูวิวข้างทางได้สะดวก แต่หากมองไปทางด้านท้ายจะเห็นแต่ฝุ่นสีแดงม้วนตัวฟุ้งกระจายไล่ตามรถ

“เอาหนังสือออกมาอ่านสิ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์” หลวงปู่ที่นั่งใกล้ๆ เตือน

(ขอบคุณภาพประกอบจากกูเกิ้ล)