เรื่อง ว่าด้วย “การรำฉุยฉาย”
***************************
ศุภชัย อะมะมูล อ้างถึงใน วันทนีย์ ม่วงบุญ จัดทำคำบรรยาย
รำฉุยฉาย เป็นการรำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างหนึ่ง คือจะรำด้วยเพลงฉุยฉาย แล้วต่อด้วยเพลงแม่ศรี ซึ่งทั้ง 2 เพลงนี้ นิยมใช้ปี่ในเป่าเลียนเสียงร้อง ซ้ำทุกคำกลอน ผู้ที่รำก็จะรำในท่าเดิมหรือท่าอื่นที่เรียกว่า ท่ารับ ไปตามเสียงปี่นั้นซ้ำอีกครั้งเช่นกัน
จะมีบ้างที่ร้องติดกันจนจบท่อนเพลง โดยไม่ใช้เสียงปี่เป่าเลียนเสียงร้องซ้ำ จะมี ปี่พาทย์รับเฉพาะในตอนท้ายของบทร้องฉุยฉายและแม่ศรีแต่ละท่อนเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า “ฉุยฉายพวง”
รำฉุยฉาย มีทั้งรำเดี่ยว รำคู่ และรำหมู่ ซึ่งจะมีปรากฏอยู่ทั้งในการแสดงโขนและละครทุกประเภท ตลอดจนการแสดงที่แต่งบทโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นบทการแปลงหรือปลอมกายของตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง จากตัวเดิมเป็นอีกตัว จึงต้องการบอกให้ผู้ชมรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ชาติกำเนิด ความเป็นมา ลักษณะรูปร่าง หน้าตา นิสัย ความสามารถ ความสง่างาม ของตัวที่แปลงหรือปลอมแล้ว และหรือต้องการแสดงให้เห็นถึงลักษณะความ สวยงามของเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับตกแต่ง อาวุธ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ ของตัวละครตัวสำคัญหรือตัวใดตัวหนึ่งในเรื่อง ที่อาจจะไม่ได้แปลงกายก็ได้
บทฉุยฉายที่มีมาแต่โบราณนั้น มักจะมีแต่บทร้องเพลงฉุยฉาย ไม่มีบทร้องเพลงแม่ศรี ครั้นเมื่อคราวที่กรมศิลปากรนำชุดต่าง ๆ ที่มีการรำฉุยฉายออกแสดง นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ จึงต้องแต่งบทร้องเพลงแม่ศรีเพิ่มเติมให้ครบกระบวนการทุกชุด เช่น ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน ฉุยฉายทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ (หนุมานแปลงเป็นทศกัณฐ์เข้าหานางมณโฑ) เป็นต้น การแต่งบทร้องเพลงแม่ศรีของนายมนตรี ตราโมท ได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในบทฉุยฉายชุดพรหมาสตร์ทั้งสิ้น ฉะนั้นผู้ที่แต่งบทรำฉุยฉาย จึงได้ยึดถือเป็นแบบฉบับมาจนถึงปัจจุบัน