นายเหยา เจิ้นหัว ประธานเป่าเหนิงกรุ๊ป เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 เพิ่มขึ้นถึง 820% มาอยู่ที่ 17,200 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ส่งให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของจีน โดยเมื่อไม่นานมานี้นายเหยาเพิ่งตกเป็นข่าวดังจากการเข้าซื้อไชน่า หวั่นเคอ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สุดของจีน

ใครจะคิดว่าบุคคลที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดของจีนกลับมีชีวิตในวัยเด็กที่แสนยากลำบาก ไม่แตกต่างจากเด็กจีนทั่วไปในยุคนั้น เขาเกิดและเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนมณฑลเสฉวน เขาถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทหารประจำกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ทรหด อย่างไรก็ดี นายหวังในวัย 32 ปีก็ออกจากการรับราชการทหารตามนโยบายการลดกำลังพล ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปสมัครทำงานในกิจการรัฐวิสาหกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ในต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ และได้มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ นายหวังแต่งงานและมีลูกชายหนึ่งคนนามว่า "ซือฉง" ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษและเปิดกิจการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในปัจจุบัน
ประธานหวัง ไม่ชอบชีวิตการเป็นข้าราชการ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เลย แต่เห็นว่าเป็นจังหวะโอกาสที่ดี โดยในปี 2535 เขาก็ได้ฉกฉวยโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็นโดยการเข้าซื้อกิจการของบริษัทซีกังที่เต็มไปด้วยหนี้สินตามนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ของรัฐบาลจีน ด้วยเงินลงทุนเพียง 500,000 หยวน โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากแม่ยาย
หลังจากนั้น ประธานหวังก็ปรับเปลี่ยนแนวทาง ปรับโครงสร้างองค์กร และกลยุทธ์ของบริษัทให้สอดคล้องตามยุคปฏิรูปพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทางภาคใต้ของจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมทั้งเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น "ต้าเหลียนว่านต๋า" ซึ่งแปลว่า "ความสำเร็จที่ล้นหลาม" และเริ่มขยับขยายกิจการไปยังนครกวางโจว ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางตอนใต้ของจีน ที่เปิดสู่โลกภายนอกในช่วงแรก
แต่โอกาสก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับวิกฤติเมื่อรัฐบาลจีนในขณะนั้นเปลี่ยนนโยบายกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์งดปล่อยสินเชื่อให้แก่กิจการอสังหาริมทรัพย์ในจีน ซึ่งส่งผลให้ร้อยละ 70 ของกิจการอสังหาริมทรัพย์จีนโดยรวมในยุคนั้นต้องล้มละลาย
เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังทำเอาประธานมือใหม่อย่างนายหวังเครียด และล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่นานนับสัปดาห์ ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับกลุ่มว่านต๋า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประธานหวังได้สั่งให้ทีมงานการเงินตระเตรียมกระแสเงินสดให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในอีกหลายระลอกในเวลาต่อมา
การเติบโตของคนชั้นกลางในจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทในช่วงนั้น บริษัทสามารถกลับมาสร้างหลักปักฐานได้ในเวลาต่อมา และด้วยกลยุทธ์การลดระยะเวลาดำเนินโครงการลง เขาสามารถแปรเปลี่ยนธุรกิจที่ใกล้ล้มละลายให้มาประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามชนิดไม่คาดฝัน
ปัจจุบัน นายหวัง เจี้ยนหลิน ผู้ซึ่งชื่นชอบเพลงจีนพื้นบ้านและฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในกรุงปักกิ่ง โดยเฉพาะในห้องทำงานชั้นที่ 25 ของอาคารว่านต๋าพลาซ่าในย่านกั๋วเม่า (Guomao) ในด้านธุรกิจ เขาเป็นที่รู้จักในนามผู้ก่อตั้งและประธานของกลุ่มว่านต๋า ซึ่งเป็นกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบันเทิงเชิงพาณิชย์ที่เติบโตและทะเยอทะยานรวดเร็วมากที่สุดของจีนหวัง เจี้ยน หลิน" วัย 58 ปี ที่เป็นบุตรชายคนโตในจำนวน 5 พี่น้องของครอบครัวทหาร แห่งมณฑลเสฉวน และเคยมีประวัติการร่วมต่อสู้ในกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติยาวนานถึง 16 ปี ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนจากอาชีพทหาร มาสู่อาชีพนักธุรกิจ นักลงทุนเต็มตัว กระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็นมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในเมืองจีน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินในความครอบครอง 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 440,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน นายหวัง เจี้ยนหลิน ผู้ซึ่งชื่นชอบเพลงจีนพื้นบ้านและฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในกรุงปักกิ่ง โดยเฉพาะในห้องทำงานชั้นที่ 25 ของอาคารว่านต๋าพลาซ่าในย่านกั๋วเม่า (Guomao) ในด้านธุรกิจ เขาเป็นที่รู้จักในนามผู้ก่อตั้งและประธานของกลุ่มว่านต๋า ซึ่งเป็นกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบันเทิงเชิงพาณิชย์ที่เติบโตและทะเยอทะยานรวดเร็วมากที่สุดของจีน
เขาเชื่อว่า "บริษัทที่ยิ่งใหญ่อุบัติขึ้น มิใช่เกิดจากการพัฒนา เพราะทุกบริษัทต้องมีลักษณะเฉพาะของตนเอง" โดยกลุ่มว่านต๋ามีคติพจน์ว่า "International Wanda, Century Enterprise" ซึ่งมีความหมายว่า "ว่านต๋าในระดับสากล บริษัทแห่งศตวรรษ" และมีคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการได้แก่ ความฝัน วัฒนธรรม จริยธรรม และความมีวินัย โดยอยู่บนพื้นฐานของค่านิยม ที่มุ่งเน้นเรื่องความซื่อสัตย์ และคุณค่าทางสังคม แทนที่จะเห็นคุณค่าขององค์กรหรือส่วนตัว กล่าวคือ ควรเห็นคุณค่าของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ซึ่งเป็นหลักข้อคิดของ "ขงจื๊อ"
แหล่งที่มา
http://money.sanook.com/160403/