เทคนิคการสร้างขวัญกำลังใจ


เทคนิคการสร้างขวัญกำลังใจ

ดร. ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4

ขวัญกำลังใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ดังจะเห็นได้จากที่เราจะทำอะไรมักจะ
มีการยกครู การไหว้ครูเพื่อสร้างความอุ่นใจ และเพื่อให้เกิดความเป็น
สิริมงคลแก่เราและเพื่อนร่วมงาน

ผู้บังคับบัญชา ก็สามารถการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
ได้หลายวิธี คงไม่ใช่ฉพาะการให้ความดีความชอบเท่านั้น
เพราะบางอย่างมีข้อจำกัดด้วยกฎระเบียบทางราชการ
แต่การสร้างขวัญกำลังใจที่สามารถทำได้ง่ายที่สุดก็คือ
“การแสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จของงานที่ทำ”
ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “การแสดงมุทิตาจิต” นั้นเอง

การแสดงมุทิตาจิต เป็นหลักธรรมสำคัญประการหนึ่งใน
คำสอนพระพุทธศาสนา หลักธรรมที่เรียกว่า พรหมวิหาร 4
สอนให้ผู้คนโดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บริหาร
ต้องมีการแสดงมุทิตาจิต รู้จักชื่นชม กล่าวชื่นชม
ให้ขวัญกำลังใจลูกน้องหรือผู้ผู้ใต้บังคับบัญชา
เพราะการแสดงมุทิตาจิตเป็นกุศโลบายใน
การเสริมสร้างขวัญกำลังใจเป็นอย่างดีอีก
ทั้งยังเป็นการสร้างกัลยาณมิตรด้วย

มุทิตา” หมายถึงมีใจชื่นชมยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี
หรือประสบกับความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นอาการที่เกิดขึ้นในใจตนเองโดยมิได้มีการบังคับ
แต่อย่างใด เกิดขึ้นเพราะจิตใจปราศจากความอิจฉาริษยา
ความปกติทางจิตใจ ยอมรับในผลสำเร็จหรือความดีของคนอื่น
เพราะฉะนั้นจึงเรียกเป็นคำเต็มได้ว่า
มุทิตาจิต คือจิตพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี
เป็นการชื่นชมในความสำเร็จหรือประสบผลสำเร็จ

มุทิตาจิต นี้มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หรือเกิดขึ้นแก่ทุกคนไม่
เพราะปกติธรรมดาคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยยอมรับในความดีของผู้อื่น
มักจะไม่ค่อยชื่นชอบนักหากผู้อื่นได้ดีเกินหน้า
โดยเฉพาะในคนที่ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว
มุทิตาจิตจะเกิดขึ้นได้ยากมาก หรือไม่ได้เลย ดังนั้น
คนที่ทำให้จิตเกิดมุทิตาได้นั้น จึงถือว่าเป็นบุคคลพิเศษ
เหนือคนธรรมดาที่ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าคนธรรมดาสามัญได้แล้ว
ยังเป็นคนเปิดใจกว้าง ยอมรับความดีของผู้อื่นและ
พร้อมที่จะแสดงความชื่นชมยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี
ผู้ทำได้ดังนี้ท่านว่าเป็นผู้ยกระดับจิตใจถึงขั้นระดับ
เป็นพระพรหมทีเดียว เพราะมุทิตาจิตนั้นเป็น
พรหมวิหารธรรม” ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมของ
ผู้เป็นพรหมของผู้ใหญ่ผู้ที่มีใจประเสริฐแล้ว
จึงกล่าวได้ว่ามุทิตานี้เกิดได้ยากนักยากหนา
ที่เกิดได้ง่าย ๆ นั้นเพราะเขาฝึกไว้ดีแล้วต่างหาก
การแสดงมุทิตาจิต มิใช่เพียงการนำสิ่งของหรือ
นำสักการะไปถวาย (พระสงฆ์) การนำกระเช้าดอกไม้ไปให้
การเลี้ยงสังสรรค์กันหรือการกล่าวอวยพรกันเท่านั้น
เพราะการแสดงเช่นนั้นเป็นเพียงจุดหมายที่ให้รู้ว่ามีมุทิตาจิตเท่านั้น
แท้ที่จริงมุทิตานั้นจะต้องเริ่มต้นเกิดที่จิตใจก่อน
เมื่อจิตใจเกิดมุทิตาแล้วก็เป็นอันใช้ได้ส่วนจะ
แสดงต่อด้วยการกระทำหรือด้วยคำพูดเช่นนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แม้หากว่าจะแสดงกันอย่างนั้น แต่ก็ทำไปด้วยความจำเป็น
ตามมารยาทสังคมหรือถูกบังคับให้ทำโดยที่ตนเองมิได้ยินดีด้วยเลย
การแสดงออกเช่นนั้นก็หาจัดว่าเป็นการแสดงมุทิตาจิตไม่
เพราะไม่ได้เกิดจาน้ำใสใจจริงของเรา

จิตใจที่จะเปี่ยมด้วยมุทิตานั้นจะต้องกำจัดอารมณ์ในใจอันหนึ่ง
คือ “อรติ” ให้ได้เด็ดขาดด้วย อรตินั้นคือความไม่พอใจ
เพราะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความไม่ยินดี อรตินี้
เป็นศัตรูต่อมุทิตาโดยตรงจึงต้องกำจัดให้ได้เด็ดขาด
จึงจะเป็นมุทิตาจิตที่บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงกล่าวว่า
มุทิตาจิตเป็นจิตระดับสูงถึงขั้นเป็นจิตของพระพรหมดังกล่าวข้างต้น
แท้จริง อรติ ความไม่พอใจ ความอิจฉาริษยานี้มันเป็นกิเลส
บังคับใจบังปัญญาและบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
บังความควรไม่ควรไว้หมด ทำให้คนมองไม่เห็นความดีของใคร
ทำให้ชมใครไม่เป็นสรรเสริญใครไม่ได้ ทำให้คนมองกันในแง่ดีไม่ได้
ซ้ำยังกระตุ้นให้คนคิดทำลายลางความดีของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
เห็นใครดีเกินหน้าไม่ได้จะต้องคิดทำลายล้าง ลบหลู่ความดี
ของผู้อื่นให้หมดเสียร่ำไป ดังพระท่านว่า อรติ โลกนาสิกา
ความอิจฉา ริษยาเป็นตัวทำลายโลก หรือความอิจฉาริษยา
เป็นการทำลายโลกให้ฉิบหาย

บางท่านกล่าวว่า คนที่มีใจอิจฉาริษยา
จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน
เพราะเป็นอาการที่ไม่ปกติทางจิตใจ
เมื่อจิตใจไม่ปกติ ก็จะส่งผลต่อร่างกายด้วย

คนที่มีจิตอิจฉา ริษยา มักจะมีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจอะไรง่าย ๆ
สังเกตหรือรู้ได้จากอากับกิริยาท่าทาง คือถ้าเห็นคนอื่นได้ดีไม่ว่า
คนนั้นจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน หรือเป็นผู้ร่วมงานก็
ตามก็จะเกิดความหงุดหงิดใจ เกิดความงุ่นง่าน
ไม่สบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เกิดความหมั่นไส้
ถ้าอยู่คนเดียวก็จะพลุ่งพล่านนั่งนอนไม่ติดที่
หากมีโอกาสก็จะระบายอารมณ์เสียนั้นในทาง
ทำลายคุณความดีของผู้ได้ดีคนนั้น เช่น
พูดจาถากถางบ้าง พูดจาประชดประชันบ้าง
เยาะเย้ยบ้าง กระแนะกระแหนบ้าง
ทำท่าค้อนควักบ้าง แล้วแต่โอกาสและฅ
สถานที่จะอำนวย นี้แหละคืออำนาจของความริษยา
ซึ่งเป็นตัวทำลายโลกดังที่กล่าวแล้ว
วิธีกำจัดความอิจฉาริษยา ก็คือ ต้องสร้างมุทิตาจิต
ให้เกิดขึ้นแทนที่โดยการค่อย ๆ มองหาความดีของคนอื่น
แม้จะมีเพียงน้อยนิดก็ยังดีที่มองเห็นความดีของเขา
หาให้พบกลบความไม่ดีของเขาเสียอย่าไปพูดถึง
แล้วหัดชมคนอื่นเป็นเสียบ้าง ก็เอาส่วนดีแม้น้อยนิด
ที่พบนั่นแหละมาชื่นชมกัน แม้ตอนแรก ๆ
จะดูเหมือนจะฝืนใจ ก็พยายามทำ นาน ๆ
เข้าก็จะเกิดความเคยชินและชมได้มาก ๆ
เมื่อชมเป็นแล้วก็แสดงความยินดีในความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ
ของผู้อื่น เริ่มต้นจากคนในครอบครัวก่อนก็ได้ยินดีต่อน้อง ๆ
ที่สอบได้ ยินดีต่อพี่ ๆ ที่ได้งานทำ ขยายวงกว้างออกไปจน
ถึงเพื่อน ๆ ต่อไปถึงผู้ร่วมงาน อย่างนี้แหละไม่นานมุทิตา
ก็จะเกิดเต็มจิต ความหงุดหงิดงุ่นง่าน
เพราะเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาก็จะหมดไป




สรุป

เทคนิคการสร้างขวัญกำลังใจที่สามารถทำได้ไม่ยากนัก
คือ คือการแสดง มุทิตาจิต การยกย่องชมเชยเพราะ
จะเป็นยาวิเศษที่ทำให้คนเรายิ้มแย้มเข้าหากัน คบกัน
โดยสนิทใจ มีความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นโซ่ทองที่
สามารถคล้องใจกันไว้ได้นานเท่านาน ตรงกันข้าม
กับความริษยาซึ่งเป็นอาวุธหรือศาสตราที่คอยประหัตประหาร
หรือบั่นทอนมิตรภาพให้หมดสิ้นไป เป็นตัวทำลายทุกอย่างในโลก
และก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายกันในสังคม หรือ
ประเทศชาติในที่สุด และก่อให้เกิดโรคมะเร็งทางจิตได้
ถ้าจิตมีแต่ความอิจฉาริษยา ดังนั้น การแสดงมุทิตาจิต
ต่อกันในโอกาสสำคัญต่างๆ ของเพื่อนตามโอกาสอันสมควร
ไม่ว่าจะเป็นวันคล้ายวันเกิด การได้
รับความก้าวหน้าเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง
การได้รับรางวัล โล่เกียรติยศ เลื่อนวิทยฐานะ
เป็นต้น เราก็สามารถร่วมแสดงความยินดี
ชื่นชม นับว่าเป็นการให้กำลังใจกันได้ดีประการหนึ่ง
ควรที่เราจะได้แสดงออกต่อกัน แล้วเราจะมีความสุข
ร่วมกันนั้นเอง




แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.345420205547859.78629.332586453497901&type=3

http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=8172.0;wap2

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakE1TURjMU5RPT0=§ionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBeE1pMHdOeTB3T1E9PQ==

http://www.thaiendocrine.org/]http://www.news.rmutt.ac.th/

.http://www.thaiendocrie.org/[/url]


















หมายเลขบันทึก: 627825เขียนเมื่อ 23 เมษายน 2017 17:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 เมษายน 2017 17:51 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี