​พุทธศาสนามหายาน ตอนที่ 3 : นิกายย่อยของมหายาน

9 เมษายน 2560

ต้องยอมรับว่า ศาสนาพุทธนิกายมหายาน (Mahayana Buddhism)[1] เมื่อแยกออกมาจากกระแสหลัก(หีนยาน Hinayana) จนกลายเป็นนิกายมหายานแล้วนั้น ก็ยังแบ่งออกเป็นนิกายย่อยอีกมากมาย

ความแตกต่างของชาวพุทธคือ ชาวพุทธมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ก็มีข้อสงสัยว่าทำไมชาวพุทธมหายานจึงไม่กินเนื้อสัตว์ ความจริงแล้วชาวพุทธมหายานบางกลุ่มก็กินเนื้อสัตว์ เช่นในทิเบต ลาดัก แต่มหายานที่ไม่นิยมกินเนื้อสัตว์ หรือไม่กินเลย เช่น มหายานในจีน เวียดนาม เป็นต้น การที่มหายานไม่กินเนื้อสัตว์น่าจะมาจากวิถีชีวิตของแต่ละประเทศส่วนหนึ่ง และอิทธิพลคำสอนในมหายานเองด้วยส่วนหนึ่ง ที่กล่าวถึงการไม่ทานเนื้อสัตว์ไว้อย่างชัดเจน โดยถือว่าสาวกในพระพุทธศาสนาจะเป็นบรรพชิต หรือฆราวาสก็ตาม จะไม่รับประทานเนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเลย สำหรับพิธีกรรมของมหายานโดยทั่วไปก็เหมือนกับนิกายเถรวาท แต่ที่ต่างกันคือ มีการถือพิธีตรุษจีน เทศกาลกินเจ และพิธีเทกระจาด

“... โอ, มหาบัณฑิต! พระชินวรได้ตรัสไว้แล้วว่า สุรา เนื้อ และหอมกระเทียม เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิก หรือมหาพุทธศาสนิกใดๆ ไม่ควรบริโภค

บรรพชิตควรเว้นเสมอ จากเนื้อสัตว์ หัวหอม และนานาประเภทแห่งเครื่องดื่มอันมึนเมา กระเทียม และหัวผักกาด

เขาผู้ฆ่าสัตว์ชนิดใดๆ ก็ตาม เพื่อเงิน และเขาผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อเนื้อนั้น ทั้งสองพวกชื่อว่าเป็น ผู้ประกอบอกุศลกรรม และจักจมลงในนรกโรรุวะ และนรก ฯลฯ

เราบัญญัติห้ามเนื้อสัตว์ไว้ในข้อความ แห่งคัมภีร์เหล่านี้ คือ 1. หัสติกักสยะ 2. มหาเมฆะ 3. นิรวาณางคลี มาลิกา และ 4. ลังกาวตารสูตร

อันเดียวกันกับที่ ความถูกผูกพันเป็นข้าศึกของความหลุดพ้นเป็นอิสรภาพ, เนื้อสัตว์ สุรา และ ฯลฯ ก็เป็นข้าศึกของนิรวาณ (คือนิพพาน) ฉะนั้น

ดังนั้น เนื้อสัตว์ซึ่งเป็นของดูน่ากลัวแก่สรรพสัตว์ และเป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติเพื่อวิมุติ จึงเป็นของไม่ควรกิน นี่คือธงชัยแห่งอารยชน” [2]

ผู้เขียนขอแยกแยะชื่อนิกายในศาสนา(Religiousdenomination) ของพุทธศาสนามหายานออกมาก่อนในรายละเอียดมีเยอะแยะมากมายไปในแต่ละประเทศ ดังนี้

ในอินเดีย มีนิกายย่อย 4 นิกาย คือ

(1) นิกายมัธยมกะ มาธยมิกะ (Madhyamika) ผู้ก่อตั้งนิกายมาธยมิกะ คือ นาคารชุน, นาคารชุนะ(Nagarjuna) [3]

(2) นิกายโยคาจาร (Yogacara) หรือ นิกายวิชญานวาท ผู้ก่อตั้ง คือ ท่านไมเตรยนาถะ เจริญที่สุดในสมัยของท่านอสังคะและท่านวสุพันธุ

(3) นิกายจิตอมตวาท นิกายนี้ได้เจริญขึ้นในราชวงศ์คุปตะ ไม่พบผู้ก่อตั้งนิกาย [4]

(4) นิกายตันตระ (Tantric Buddhism) [5] คำว่า “ตันตระ” (Tantra) เป็นคำสันสกฤต มีความหมายโดยทั่วไปคือ “สิ่งที่เป็นเครื่องกระจายความรู้” และความหมายโดยเฉพาะคือ “วรรณคดีที่เป็นการเฉพาะภายใน” (an esoteric literature) ชาวจีนเรียกว่า “เชน-เหยน” (Chen-Yen) หรือ มี่-จุง (Mitsung) ซึ่งแปลว่านิกายอันเร้นลับ (secret doctrine) ผู้ก่อตั้งนิกาย คือ ท่านศุภกรสิงหะ (Subhakarasimha) หรือ ฉาน-วู-เว่ย (Shan-wu-wei) เป็นคนชาวภาคกลางของอินเดีย นิกายนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์คุปตะ ในช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ฮินดูได้รุกหนักเพื่อแย่งชิงพื้นที่ของขาวพุทธ ปรัชญาและการปฏิบัติที่ดีของชาวพุทธ ถูกชาวฮินดูนำไปใช้และอ้างว่าเป็นสิ่งที่ตนคิดค้นขึ้นมา ดังเช่นตันตระวิธี ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติจิตซึ่งเกิดขึ้นในชมพูทวีปมาช้านาน แต่นักปฏิบัติชาวพุทธตั้งแต่ยุคที่พระพุทธองค์ยังคงพระชนม์ชีพอยู่ได้นำมาพัฒนาและนำมาใช้อย่างได้ผล แม้จะไม่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีการใช้และพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเมื่อถึงช่วงปลายคุปตะ จึงได้ใช้ตันตระวิธีในหมู่ชาวพุทธอย่างกว้างขวาง เพื่อต่อต้านและทวงคืนสิ่งที่ชาวฮินดูยึดเอาไป และนี่เป็นบ่อเกิดของระบบ พุทธตันตรยาน, มนตรายาน รหัสยาน, คุยหยาน, สหัชยาน ซึ่งไม่ว่าจะเรียกชื่อต่างกันอย่างไร แต่ก็มีหลักการไม่ต่างกัน

ในจีน นิกายสำคัญของมหายานในจีน

(1) นิกายสัทธรรมปุณฑริก (เทียนไท่จง) (Tiāntái) (SaddharmaPuṇḍarīkaSūtra) Tiantai Saddharma Pundarikasutra หรือ สัทธรรมปุณฑรีกะ หรือเทียนไถ ผู้ก่อตั้งนิกาย คือ ท่านฮุย-เวน แต่เจริญรุ่งเรืองในยุคของท่านฉี-อี้

(2) นิกายเซ็นหรือธฺยาน (เสี่ยมจง) หรือฌาน (เสี่ยมจง) Ch’an หรือฉานจง หรือเซน คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่ามหายานคือเซน ที่จริงเซนเป็นนิกายย่อยอันหนึ่งของนิกายมหายานเท่านั้น คำว่า เซน (Zen) เป็นภาษาญี่ปุ่น มีรากศัพท์มาจากคำว่า ธยาน (ธฺยาน) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า การเพ่ง หรือการทำจิตให้เป็นสมาธิโดยการนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานในภาษาจีน คือ เสี่ยม-จง หมายถึง นิกายที่เน้นการปฏิบัติทางวิปัสสนา ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของนิกายเซน เชื่อกันว่า ท่านโพธิธรรมพระภิกษุชาวอินเดียเป็นผู้นำคำสอนเข้าไปเผยแพร่ในจีนประมาณปี ค.ศ. 520 นับเป็นพระสังฆปริณายกองค์แรกของพุทธศาสนานิกายเซ็นในประเทศจีน

(3) นิกายอวตํสกะ (ฮั่วเงี่ยมจง) นิกายอวตังสกะ (ฮั่วเงี่ยมจง) ฮัว-เหยน (Hua Yen) นิกายอวตังสกะ หรือ หัวเหยียน

คำว่า อวตังสกะ แปลว่า พวงดอกไม้ พวงมาลัย เป็นชื่อของพระสูตรหลักที่นิกายนี้ยอมรับ คือ อวตังสกสูตร มีชื่อในภาษาจีนว่า ฮัว-เหยน (Hua Yen) คณาจารย์ของนิกายนี้คือ ท่านฟา-ชุน ท่านชิ-เยน ท่านฟา-ฉ่าง ท่านเชง-กวน ท่านซุง-มี่

(4) นิกายสุขาวดี (เจ่งโท้วจง) หรือจิ้งถู่ (Jìngtǔzōng) Jingtuzong ผู้ก่อตั้งนิกาย ท่านฮุย-หยวน หรือฮุ่ยเอี้ยง ท่านถัน-หลวน ท่านเตาโจ และท่านชานเต้า

(5) นิกายตรีศาสตร์ (ซาหลุ่งจง) หรือซานหลุ่นจง นิกายสังปริคระศาสตร์ หรือเซ่อหลุ่นจง

(6) นิกายธรรมลักษณะ (ฮวบเซี่ยงจง) หรือ นิกายฝ่าเซียง ปรมาจารย์คือ พระเสวียนจั้ง หรือ พระถังซำจั๋ง (Xuánzàng, Xuan Zang or Hieun Tsang) ผู้ดั้นด้นไปถึงอินเดียและนำพระไตรปิฎกกลับมาแปลเป็นภาษาจีน

(7) นิกายวินัย (หลุกจง) หรือลวื้อจง

(8) นิกายมนตรยาน (มิกจง) หรือวัชรยาน หรือ นิกายเจิ้นเหยียน

นิกายอื่นในจีน

(9) นิกายโกศะหรือจวี้เส่อจง

(10) นิกายสัตยสิทธิ หรือเฉิงซื่อจง

(11) นิกายทศภูมิกะ หรือตี้หลุ่นจง

(12) นิกายนิพพาน หรือเนี่ยผ่านจง

(13) นิกายซันเฉีย หรือซันเจียเจี้ยว

ในเกาหลี

(1) นิกายซัมนอน หรือนิกายตรีศาสตร์

(2) นิกายเกยูล หรือนิกายวินัย

(3) นิกายยอนพัล หรือนิกายนิพพาน

(4) นิกายฮวาออม หรือนิกายอวตังสกะ

(5) นิกายชอนแท หรือนิกายสัทธรรมปุณฑรีกะ

(6) นิกายซอน (Son) หรือนิกายเซน

(7) นิกายแทโก

(8) นิกายโชเก

มหายานที่ปรากฏชัดเป็นรูปธรรม มี 2 ช่วง โดยช่วงแรกนั้นไม่ทราบว่าเป็นมหายานนิกายใด สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นมหายานอย่างที่นับถือกันในจีน และต่อมานั้น เป็นแบบเซ็นที่เข้ามาโดยการนำของพระอุยซอน ทำให้มหายานหยั่งรากลึกลงในเกาหลีอย่างแน่นแฟ้น นอกจากสองช่วงนี้แล้ว มหายานในเกาหลีสมัยหลัง ๆ จนถึงปัจจุบัน มีแต่ทรงกับทรุด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ทำให้นิกายที่ยังคงเหลืออยู่เพียงเซ็นแบบนิกายสุขาวดี(4) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานกัน ด้วยเหตุผลที่จะนำเสนอข้างหน้านี้

สารัตถะของเซ็นแนวใหม่ (ผสมสุขาวดี) เซ็น เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ฌาน ในภาษาบาลี ที่ฌานกลายเป็นเซนไป เพราะญี่ปุ่นออกเสียงได้เพียงแค่นั้น (5) เกาหลีออกเสียงเป็น ซ็อน (Son) วิธีการปฏิบัติของซ็อนหรือเซ็นนั้น มุ่งให้มองเห็นศักยภาพแห่งพุทธะที่แต่ละคนมี เรียกว่า จิตเดิมแท้ หรือ พุทธภาวะ (Buddhahood) บนรากฐานความเชื่อที่ว่า ทุกคนมีพุทธภาวะเหมือนกันหมด และสิ่งนี้เองที่ทำให้คน

ในญี่ปุ่น

(1) นิกายนิชิเรน (Nichiren) เรียกตามชื่อของผู้ก่อตั้งนิกายคือ นิชิเรน

(2) นิกายซานรอน

(3) นิกายฮอสโส

(4) นิกายเคงอน

(5) นิกายริตสุ

(6) นิกายกุชา

(7) นิกายโจจิตสึ

นิกายอื่นมี

(8) นิกายเทนได (Tendai) มาจากพุทธศาสนานิกายเทียน-ไท้ (T’ien-T’ai) ของจีน “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” (Lotus Sutra)

(9) นิกายชินกอน หรือชินงอน (Shingon) ซึ่งแปลว่า “คำพูดอันบริสุทธิ์”(Pure Word) Shingon มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า สูตรเวทมนตร์ (A Magic Formula)

(10) นิกายโจโด ชินชู นิกายโจโด (Jōdokyō, JōdoShū Buddhism, Jodo) มาจากพุทธศาสนานิกายสุขาวดี (Pure Land) หรือ ชิง-ถู่ (ChingT’u) ของจีน

(11) นิกายเซน (Zen) มาจากพุทธศาสนานิกายฌาน (Ch’an) ของจีน รากศัพท์ของคำว่า “เซน”หรือฌาน มาจากคำว่า “ธยานะ”ในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า “สมาธิภาวนา” (Meditation)

ปัจจุบันมี พุทธศาสนาแบบชินโต และพุทธศาสนานิกายเซน โดยเฉพาะนิกายเซนกำลังแพร่หลาย มีพุทธมามกะรวมประมาณ 10 ล้านคน และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น พุทธศาสนานิกายเซนจากประเทศจีนเข้าสู่ญี่ปุ่นโดยการปะปนมากับนิกายเทนได และต่อมาก่อตั้งเป็นนิกายอิสระโดยแยกออกเป็นสองสาขา คือ “รินไซเซน” (Rinzai Zen) กับ “โซโตะเซน” (Soto Zen)

คำว่า เซน (Zen) เป็นภาษาญี่ปุ่น มีรากศัพท์มาจากคำว่า ธยาน (ธฺยาน) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า การเพ่ง หรือการทำจิตให้เป็นสมาธิโดยการนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในภาษาจีน คือ เสี่ยม-จงหมายถึง นิกายที่เน้นการปฏิบัติทางวิปัสสนา

พระพุทธเจ้า “ศากยมุนี” (Sakyamuni) “อมิดา” (Amida) (ในภาษาญี่ปุ่น) ศาสนาชินโตดูเหมือนจะนับสถิติจากคนทุกคนในชุมชนที่ได้บริจาคเงินในเทศกาลทางศาสนาของตน ซึ่งกล่าวว่ามีจำนวนมากถึง 60,000,000 คน อย่างไรก็ตาม วัดในศาสนาชินโตมีประมาณ 80,000 แห่ง และมีพระชินโตอยู่เพียง 22,000 คนเท่านั้น ชาวพุทธในญี่ปุ่นมีรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 37,000,000 คน ในจำนวนนี้นิกายโจโด ชินชู และนิกายนิชิเรน ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุด

ในเวียดนาม

(1) นิกายจุ๊กลัม

(2) นิกายเธียน (Thien เธียน เป็นคำเวียดนาม ได้แก่ ธยานะ หรือ ฉาน หรือ เซน)

ในทิเบต

ปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) ท่านเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทิเบต จนสามารถปราบฤทธิ์พวกพ่อมดที่นับถือลัทธิโปนดั้งเดิมได้สำเร็จ ท่านเป็นต้นกำเนิดนิกายลามะ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 12-20 มีนิกายใหญ่ๆ 4 นิกาย ที่แพร่หลายในชุมชนชาวธิเบต ที่เรียกว่า (นิกายนิงมะ, นิกายสักยะ, นิกายกาจู, นิกายเกลุก)

(1) นิกายนยิงมะปะ (Nyingmapa School) ในธิเบต

(2) นิกายศากยะ (Sakya School) สืบต้นตอมาจากพระอติศะ

(3) นิกายกาคะยุปะ (Kagyupa School) มีพระนโรปะชาวอินเดียเป็นผู้เริ่มตั้งนิกาย

(4) นิกายเกลุกะปะ (Gelukpa School) ตั้งขึ้นโดยพระธิเบตชื่อว่า สองขะปะ

ในเนปาล

(1) นิกายไอศวาริก

(2) นิกายสวาภาวิก

(3) นิกายการมิก

(4) นิกายยาตริก

ส่วนมหายานในประเทศไทย

มีอยู่สองนิกายย่อย นั่นคือ

(1) อานัม นิกาย(ญวน) และ

(2) จีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายานโดยเฉพาะสงฆ์จีนถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง(นิกายวินัย) นิกายเซียมจง (นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น) ควบกับนิกายเหี่ยนจง (นิกายเปิด) ซึ่งปฏิบัติทั่ว ไปในวัดจีนมหายาน นิกายและมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่มปฏิบัติในหลักนิกาย มิกจง (นิกายรหัสยานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต) เป็นพิเศษคือวัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี ในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายาน นิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสัตว์สิกขา ของพระสงฆ์มหายานจีนนิกาย

ว่ากันว่า มหายานในประเทศไทยได้ยึดแนววิปัสสนาเซ็น นิกายวินัย และนิกาย มนตรยานเป็นหลัก



[1]Buddhism, From Wikipedia, the free encyclopedia, https://en.wikipedia.org/wiki/Buddhism

& ศาสนาพุทธ, จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/ศาสนาพุทธ

& mahayana, Wikipedia, http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana.htm

& พระอมิตาภพุทธะ, จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/พระอมิตาภพุทธะ

& ผศ.ดร.พุทธรักษ์ ปราบนอก, นิกายสำคัญของพุทธศาสนามหายาน, สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, http://202.28.117.35/UserFiles/chaptet6.pdf

& มหายาน การแยกนิกายครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา, ศาสนวิทยาม, dr.SinchaiChaojaroenrat, 24 กันยายน 2556, https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/photos/a.494296587282529.117037.494206543958200/609006552478198/

& นานาสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนา, ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมหายาน, พระพุทธศาสนามหายานในประเทศต่างๆ, มหาวิทยาลัยมหิดล, http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana41.htm

& วารสาร มจร. สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2559, บทวิจารณ์หนังสือพระพุทธศาสนาในจีน ทิเบต เวียดนาม ญี่ปุ่น : มองผ่านงานพระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ), คณาจารย์หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ : พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย, พระมหากำพล คุณงฺกโร, พระมหาสุนันท์ สุนนฺโท, พระปลัดระพิน พุทธิสาโร, พระมหากฤษฎา กิตติโสภโณ, ดร.อนุวัต กระสังข์, ดร.ประเสริฐ ธิลาว, http://www.journal-social.mcu.ac.th/wp-content/uploads/2016/08/21-คณาจารย์หลักสูตรบัณฑิตศึกษา-สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ.pdf

& http://www.fgs-th.com/mahayana/sect1.html

& http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1061831

[2] นานาสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนา, ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมหายาน, ทำไมชาวพุทธมหายานจึงไม่กินเนื้อสัตว์, http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana32.htm

[3] นาคารชุนะ, วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/นาคารชุนะ

[4] พุทธศาสนามหายาน, นิกายจิตอมตวาท, นิกายตันตระ, 10 พฤศจิกายน 2555, http://www.gonghoog.com/main/index.php/2012-11-10-06-21-35?showall=&start=2

[5] พุทธศาสนามหายาน, นิกายจิตอมตวาท, นิกายตันตระ, 10 พฤศจิกายน 2555, http://www.gonghoog.com/main/index.php/2012-11-10-06-21-35?showall=&start=2