การบริหารการศึกษาในส่วนภูมิภาค
ดร. ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4
การบริหารราชการแผ่นดินของไทยเรา แยกเป็นการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นส่วนกลาง
คือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ รวมทั้งส่วนราชการที่เทียบเท่ากระทรวง กรมการบริหารราชการส่วนภูมิภาค (Provincial Administration) เป็นการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการแบ่งอำนาจ (Deconcentration)นั้นคือ ราชการบริหารส่วนกลางจะมอบอำนาจหน้าที่ในกิจการบางอย่างไปให้แก่ราชการบริหารส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติ มีอำนาจตัดสินใจในขอบเขตที่จำกัดบางอย่างตามที่ราชการบริหารส่วนกลางจะได้มอบไว้ให้หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เป็นกลไกสำคัญทางการเมืองในการแปลงนโยบายการเมืองสู่การปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 51 ได้บัญญัติให้การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคมีสองรูปแบบคือ จังหวัด และอำเภอ
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลและการบริหารราชการแบบพิเศษ เช่น เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานครในด้านการบริหารจัดการศึกษาของไทย ปี พ.ศ. 2523-2546 การบริหารการศึกษาของไทยเรา กำหนดให้มีสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ/กิ่งอำเภอสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ/กิ่งอำเภอ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด/สำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวมทั้งสามัญศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือ จังหวัด อำเภอ
ส่วนราชการกระทรวงอื่นๆ ก็เช่นกัน มีส่วนราชการระดับจังหวัดและระดับอำเภอพอมีพระราชบัญญัติระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 34 กำหนดให้มีการบริหารราชการในเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งต่อมามีเขตพื้นที่ประถมศึกษา 183 เขต เขตมัธยม 42 เขต รวม 225 เขตซึ่งเป็นไปตามแนวทางของทิศทางการปฏิรูปการศึกษารอบหนึ่งรอบสองปัญหาที่ตามมาพบว่า การบริหารราชการในระบบเขตพื้นที่การศึกษา ใหญ่ เทอะทะ ขาดประสิทธิภาพในการสั่งการ เพราะแต่ละเขตก็มีองค์กรการบริหารงานบุคคลเบ็ดเสร็จ มีอำนาจเต็มที่การที่จะใช้ระบบบังคับบัญชาสั่งการจึงทำได้ไม่สะดวก อีกทั้งยังมีข้อครหาการทุจริตการสอบบ้าง การย้ายผู้บริหารและครูบ้าง ในบอร์ดของ อ.ก.ค.ศ.เขตฯในหลาย ๆ เขต ทำให้มีแนวคิดในการยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตฯ ซึ่งก็มีข่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว และในที่สุดมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ก็บังเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 21 มีนาคม 2559 คสช. ได้ชี้แจงว่า โดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงถึงสภาพปัญหาในการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคของประเทศ เกิดจากปัญหาการสั่งการและการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพ เป็นปัญหาสำคัญ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูประบบการศึกษาให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ทำหน้าที่วางแผนการบริหารงานบุคคลและจัดสรรงบประมาณของ ศธ.ในระดับภูมิภาค แต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ หรือผู้ปฏิบัติงานในตําแหน่งต่างๆ ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด นอกจากนี้ จัดตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยให้ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และยุบเลิก คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และให้โอนอํานาจหน้าที่ไปเป็นอํานาจหน้าที่ของ กศจ. และ อกศจ. ของจังหวัดนั้นๆ ทำหน้าที่แทน
ข้อเสนอแนะ
โครงสร้างการบริหารการศึกษาตามแนวทางขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปการศึกษาตามคำสั่งของคสช. ได้กำหนดให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการภาค เป็นหน่วยงานทางการศึกษาด้วย ซึ่งจะมีการจัดคนเข้าสู่หน่วยงานในเร็วไวนี้ ส่วนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็เหมือนเดิมเป็นเพียงคงปรับบทบาทการบริหารงานบ้างด้าน เช่น กลุ่มงานบุคคล (บาทบาทของอ.ก.ค.ศ.เขตฯ) กลุ่มอำนวย(บทบาทคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา) ไปเป็นของคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด แต่ส่วนราชการชื่ออาจจะไม่เชื่อมโยงร้อยรัดกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพราะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพียงแต่งาน อ.ก.ค.ศ.เขต ฯ และงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ขึ้นกับ กศจ. เดิมสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ยุค สปช. ซึ่งกำหนดให้มี สปช. สปจ. สปอ./ก ศธจ. ศธอ./ก คือในระดับอำเภอ ก็จะมี สปอ./ก ศธอ. กลั่นกรองข้อมูลไปให้ สปจ. ศธจ. (คล้ายกับ ศธจ.ในปัจจุบัน) ซึ่ง สปจ.ก็เหมือนกับ กศจ.ในปัจจุบันเขตพื้นที่ปัจจุบันทำงานดูเหมือน สปอ./ก เดิมกลั่นกรองข้อมูลไปให้ กศจ. เพราะฉะนั้น เมื่อมีสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงาศึกษาธิการจังหวัด ก็น่าจะมีสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ/กิ่งอำเภอ เพราะเป็นหลักการบริหารราชการในส่วนภูมิภาค เช่นเดียวกับกระทรวงกรมอื่น ๆ ซึ่งจะแบ่งเป็นจังหวัด 76 จังหวัด และอำเภออีก 878 อำเภอ เพราะจะเป็นการกระจายงานให้ปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ จิ๋วแต่แจ๋ว เต็มทั่วทุกพื้นที่ ทำงานได้คล่องตัว ไม่เทอะทะอุ้ยอ้าย เพราะถ้ากำหนดให้มีเพียง กศจ. ไม่มีองค์กรกลั่นกรองข้อมูลเหมือน สปอ./ก เดิม จะทำให้การปฏิบัติงานมีความยุ่งยากมาก และคงไม่ใช่เป็นการเพิ่มหน่วยงานแต่อย่างใด เพราะความจริงเขายุบหน่วยงานทางการศึกษา ยุบสปอ./ก สปจ. สปกทม.ศธจ. ศธอ. สามัญศึกษาจังหวัดมาแล้ว เท่ากับว่าได้ประหยัดงบประมาณในการยุบหน่วยงานทางการศึกษาไปมากแล้ว จากบทเรียนที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นสัจธรรมเชิงประจักษ์แล้วว่าการทำองค์กรให้เล็ก จิ๋วแต่แจ๋ว ย่อมจะดีกว่าการทำองค์กรให้ใหญ่ เทอะทะ อุ้ยอ้าย ไม่คล่องตัว และยากต่อการปฏิบัติเพราะราชการในกระทรวงต่าง ๆ เขาก็แยกราชการส่วนย่อยเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติและเป็นการบริการให้ถึงพื้นที่โดยตรง บางกระทรวงลงไปถึงตำบล และหมู่บ้าน เพราะจะทำให้การทำงานใกล้ชิดประชาชน เช่น กระทรวงมหาดไทย มีจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และยังมี อบต. เทศบาลและ อบจ. ด้วย ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชน บริการสาธารณะได้สะดวกรวดเร็ว และปัจจุบันมีศูนย์ดำรงธรรมในระดับอำเภอด้วย ซึ่งแต่ก่อนมีเฉพาะในระดับจังหวัด
