พอเพียงตามรอยพ่อ กองทุนออมทรัพย์ “บ้านสันต้นแหน”

จากเงินออมคนละ 50 บาท ก่อเกิดเป็นกองทุนออมทรัพย์ขนาดใหญ่มีเงินมากถึง 1.5 ล้านบาท​ ที่สามารถเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับคนในหมู่บ้านไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบหรือสถาบันการเงินใดๆ นอกจากนี้ยังมีการปลูกผักปลอดสาร ลดรายจ่ายในครัวเรือน​ จากต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างกิน หันมาปลูกผักแบ่งปันวิธีปลูก พันธุ์ผัก จนถึงผลผลิต เมื่อเจอที่ว่างกลางหมู่บ้านก็รวมกันมาปลูกผัก ผลัดกันดูแล จนออกดอกผลงอกงาม ใครอยากกินอะไรก็มาเก็บไป ลดรายจ่ายในครัวเรือน พอเพียงกับสิ่งที่มีและที่เป็น



วิถีชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ในปี 2554 บ้านสันต้นแหน หมู่ 3 ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา และยังได้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอันดับ 4 ระดับจังหวัด ในการประกวดของกรมการพัฒนาชุมชนอีกด้วย

พร้อมด้วยองค์ประกอบของผู้นำที่ดี ความสามัคคีในหมู่บ้าน และแกนนำชุมชนที่มุ่งมั่นจะปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง รวมถึงความตั้งใจจะสร้างการเปี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชุมชน เมื่อผู้ใหญ่บ้านนำแนวคิดชุมชนน่าอยู่ ของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. มาใช้ มีกลไกสภาผู้นำขับเคลือนฟันเฟืองในชุมชน ให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต นำความเป็นชุมชนกลับสู่หมู่บ้าน ไม่ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างกิน แต่ช่วยเหลือและแบ่งปัน

จากเงินออมคนละ 50 บาท ก่อเกิดเป็นกองทุนออมทรัพย์ขนาดใหญ่มีเงินมากถึง 1.5 ล้านบาท ที่สามารถเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับคนในหมู่บ้านไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบหรือสถาบันการเงินใดๆ นอกจากนี้ยังมีการปลูกผักปลอดสาร ลดรายจ่ายในครัวเรือน จากต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างกิน หันมาปลูกผักแบ่งปันวิธีปลูก พันธุ์ผัก จนถึงผลผลิต เมื่อเจอที่ว่างกลางหมู่บ้านก็รวมกันมาปลูกผัก ผลัดกันดูแล จนออกดอกผลงอกงาม ใครอยากกินอะไรก็มาเก็บไป ลดรายจ่ายในครัวเรือน พอเพียงกับสิ่งที่มีและที่เป็น

กองทุนออมทรัพย์ขจัดหนี้นอกระบบ



สุภชัย ไชยเทพ ผู้ใหญ่บ้านสันต้นแหน และหัวหน้าโครงการร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่บ้านสันต้นแหน หมู่ 3 เล่าว่ากว่าจะเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนผ่านการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าจากสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ชาวบ้านและผู้นำต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาให้ถูกจุด จึงฝ่าฟันมาถึงวันนี้ได้

เช่น ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ชาวบ้านเคยกู้เงินมาใช้จนดอกทบต้น กลุ่มทวงหนี้สวมหมวกกันน็อคขับรถมอเตอร์ไซด์วิ่งเข้า-ออกในหมู่บ้านเป็นประจำ ลูกหนี้บางรายเกิดความเกรงกลัวและจนตรอกไม่สามารถใช้หนี้ได้ ก็มาขอให้ช่วยไกล่เกลี่ย ทำให้ทราบว่าจากหนี้แค่ 30,000 บาท พอทบต้นทบดอกไปมาก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 1 แสนบาท และเจ้าหนี้เห็นว่าติดตามยากก็ขายหนี้ให้คนทวงในราคาถูก ไกล่เกลี่ยแล้วคนทวงเห็นใจก็ลดให้เหลือ 35,000 บาท กระนั้นลูกหนี้ก็ยังไม่มีเงินจ่าย ต้องนำเงินจากกองทุนออมทรัพย์ของหมู่บ้านออกมาช่วย

“เป็นกองทุนที่ชาวบ้านร่วมกันออม ตั้งบแต่ปี 2545 เป็นต้นมา โดยออมอย่างต่ำคนละ 50 บาท/เดือน จนถึงขณะนี้มีเงินกว่า 1.5 ล้านบาท ทำให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ใช้ซื้อหนี้นอกระบบ เมื่อปลดภาระหนักให้ชาวบ้านได้แล้ว เขาก็ต้องทยอยชำระหนี้กองทุน ซึ่งคิดดอกเบี้ยร้อยละ 6 บาท/ปี หรือหากชาวบ้านรายใดต้องการกู้ซื้อรถจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการเดินทางไปทำงาน หรือให้ลูกหลานขับขี่ไปเรียนหนังสือ ทางคณะกรรมการกองทุนก็จะจ่ายเงินสดให้ร้านค้า ส่วนให้ชาวบ้านมาเป็นลูกหนี้กองทุนแทน ไม่ต้องแบกรักภาระดอกเบี้ยที่สูงมาก” ศุภชัย กล่าว


นอกจากนี้เงินกองทุนยังถูกใช้เป็นสวัสดิการภายในหมู่บ้าน เช่น กรณีมีเด็กเกิดใหม่ จะได้รับบัญชีขวัญถุง 500 บาท สำหรับคนเจ็บป่วย เข้าโรงพยาบาล ก็จ่ายให้คืนละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 10 คืน/ปี และในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ผู้ใหญ่บ้านจะนำชาวบ้านแห่ฆ้องกลองนำสิ่งของไปรดน้ำดำหัว หรือถ้ามีการริเริ่มโครงการใหม่ๆ ขึ้น เช่น การปลูกผักปลอดสารเคมี ก็จะเจียดเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์พืชผักแจกจ่ายชาวบ้าน เป็นต้น

ปลูกผักปลอดสาร สร้างเสริมสุขภาพ ลดรายจ่ายในครัวเรือน


จันทร์เพ็ญ ไชยเทพ ผู้รับผิดชอบโครงการร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่บ้านสันต้นแหน หมู่ 3 เล่าว่า ในส่วนของการปลูกผักปลอดสารนั้น ก่อนหน้านี้ใครจะปลูกผักในบ้าน ก็คิดกันว่าซื้อกินแค่มัดละ 5 บาท ถึงขนาดพูดกันเล่นๆ ว่า ผัก 1 มัด ใช้ปาหัวคนก็แตก เอาเวลาไปนั่งเย็บผ้า หรือทำงานอย่างอื่นดีกว่า ทุกคนมัวแต่ไล่ล่าหาเงิน แล้วนำเงินมาซื้อของกิน กว่าจะรู้ตัวหลายคนก็เป็นมะเร็งลำไส้ เบาหวาน ความดัน มีสารพิษตกค้างในเลือด อันเป็นที่มาของความตื่นตระหนก และเกิดความต้องการผักปลอดสารเคมี จึงเข้าร่วมเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของพัฒนาชุมชน มีการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อหาทางลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ รวมถึงปรับพฤติกรรมในการกิน ชาวบ้านบางรายที่เริ่มหันมาปลูกผักไว้กินเอง

แต่ยังเป็นการปลูกแบบสะเปะสะปะ คิดอยากปลูกอะไรก็ปลูกทันที ไม่เตรียมการล่วงหน้า ผลผลิตที่ได้ก็ไม่ค่อยดี ซ้ำข้อจำกัดด้านงบประมาณ ยังทำให้การขยายผลช้า แกนนำหมู่บ้านจึงได้หารือกัน และสมัครเข้าโตรงการร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ ของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง ขยายผลให้ครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน


“จากช่วงแรกๆ ที่แกนนำ ร่วมกับครัวเรือนที่ชอบปลูกผักอีก 4-5 หลัง เพาะกล้าพันธุ์พืชแจกให้ชาวบ้าน โดยเน้นว่าแต่ละครัวเรือนไม่จำเป็นต้องปลูกทุกอย่าง ปลูกแค่ 1-2 อย่าง แต่ในภาพรวมของหมู่บ้านให้มีพืชผักที่หลากหลาย เมื่อผักโตก็แบ่งกันกิน ถ้าเหลือจากกินถึงจะขาย มาถึงตอนนี้ มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 ครัวเรือน และบางหลังคาเรือนปลีกเวลามาร่วมทำกิจกรรมในโครงการไม่ได้ ก็มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้พื้นที่ว่างภายในบ้านปลูกผักไว้กินเองเช่นกัน” ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าว

ล่าสุดจึงได้ขอใช้พื้นที่โรงเรียนร้าง 1 ไร่ครึ่ง ทำแหล่งเรียนรู้ชุมชน และตลาดสีเขียว ในชื่อ“ตลาดประชารัฐชุมชนบ้านสันต้นแหน” ไว้แลกเปลี่ยนสินค้า เพราะเชื่อว่าถ้ามีตลาดใกล้ชุมชน ชาวบ้านจะปลูกพืชผักปลอดสารเคมีมากขึ้น ช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี


ทำสวนครัวกลาง ทุกคนมีสิทธิเก็บกิน

นอกเหนือจากการปลูกผักในครัวเรือน ยังมีพื้นที่ส่วนกลางร่วม 200 ตารางวา ที่เจ้าของปล่อยรกร้างจนเกิดไฟไหม้ทุกปี ทางสภาผู้นำชุมชนจึงขอให้นายกเทศมนตรีตำบลแม่คือ ติดต่อขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าของ และนำมาทำสวนครัวชุมชน บางบ้านที่ไม่มีพื้นที่ปลูกผัก หรือบางคนไม่มีเวลา แต่มีเมล็ดพันธุ์ เช่น พริก ฟัก แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ ผักบุ้ง ขี้หูด คะน้า ผักกาด บวบ ผักไผ่ ผักชี โหระพา คื่นช่าย รวมถึงผลไม้ อย่างกล้วย มะละกอ แก้วมังกร ฯ ก็นำมาลงไว้ที่นี่ ชาวบ้านช่วยกันขึ้นแปลงปลูกถึง 50 แปลง และผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล เมื่อพืชผักงอกงาม ทุกคนในหมู่บ้านก็สามารถมาเก็บกินได้ หรือหากมีมากจนเหลือขาย ก็จะเก็บไว้เป็นเงินกองกลาง เพื่อนำมาซื้อน้ำมันให้คนตัดหญ้า


ในปีที่ผ่านมาเกิดภัยแล้งอย่างหนัก พืชผักของชาวบ้านและสวนครัวกลางได้รับผลกระทบ ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง บ่อน้ำธรรมชาติแห้งขอด ชาวบ้านต้องสำรองน้ำในถัง และทำบ่อขนาดเล็กไว้ที่สวนครัวกลาง โดยใช้พลาสติกปูรองทั้งบ่อ ป้องกันน้ำไหลซึมออก ขณะเดียวกันก็ใช้นวัตกรรมจักรยานวิดน้ำ มาช่วยในการดึงน้ำในบ่อไปรดพืชผัก แล้วเติมน้ำใหม่เข้าไปแทน ป้องกันการเกิดน้ำเน่าเสีย และเมื่อผักสวนครัวรุ่นแรกหมด ก็เปลี่ยนจากการปลูกในดินขึ้นมาใส่ในกระถาง หรือภาชนะ เพื่อประหยัดน้ำ หนีการระบาดของหอย และสะดวกในการดูแล

“นอกจากนี้ ชาวบ้านยังนำ“แฮ้ว” หรือ “แร้ว” อันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านในการล่ามวัว-ควาย ไม่ให้เชือกพันหลัก มาประยุกต์ใช้กับการดึงน้ำในบ่อมารดน้ำผักได้อีกด้วย และไม่เพียงแค่ปลูกผักสวนครัว ในโครงการยังมีการทำปุ๋ยหมักจากซากฟาง ใบไม้ ขี้วัว ที่ชาวบ้านนำมากองรวมกันไว้ พอยุ่ยสลายก็ใส่ตะกร้าปลูก หรือนำไปบำรุงผักสวนครัว ซึ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านบริโภคพืชผักที่ปลูกเอง ก็พบว่าอาการป่วยไข้ เช่น ปวดท้อง เป็นไข้ ภูมิคุ้มกันต่ำ ที่ต้องไปรักษาในโรงพยาบาลลดลง เช่นเดียวกันคนรุ่นใหม่ที่เป็นความดัน เบาหวาน น้อยลง” จันทร์เพ็ญ กล่าว


ปลูกผักกินเอง เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกาย-ใจ

“ป้าหลง” ลินดา สรรพสิทธิ์ เจ้าของครัวเรือนต้นแบบ 1 ใน 10 หลังคาเรือนของบ้านสันต้นแหน บอกว่า เมื่อก่อนเคยทำงานนวดแผนโบราณ และนวดประคบ แต่ระยะหลังสุขภาพไม่เอื้ออำนวย รู้สึกปวดเข่า และมีไขมันในเลือดสูง ประกอบกับภาระในการหาเงินส่งลูกเรียนหนังสือหมดแล้ว จึงหยุดมาปลูกผักอยู่กับบ้าน โดยพยายามปลูกทุกอย่างที่หาเมล็ดพันธุ์ได้ ทำปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง ก็พบว่าสุขภาพที่ทรุดโทรมเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ

“วันไหนรู้สึกจะเป็นไข้ พอขุดดินทำสวน อาการจะหายไป หรือเจ็บคอก็กินสมุนไพรฟ้าทลายโจร และรางจืดที่ปลูกไว้เอง ไม่ต้องไปหาหมอ สุขภาพจิตก็ดีขึ้นจากการเฝ้าประคบประหงมพืชผัก เมื่อออกดอกออกผล จะรู้สึกดีใจมาก นำไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้านได้ ชีวิตไม่เงียบเหงา ทั้งยังได้ความรู้ใหม่ในการขยายพันธุ์ผักไผ่ ที่ปกติมักถูกปล่อยให้ขึ้นสูงจนออกดอกแล้วตาย ในการทดลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีตัดมากปักชำในขวดแก้ว 4-5 วันก็มีรากใหม่งอกขึ้นมา สามารถนำไปปลูกในดินได้” ป้าหลง อธิบาย

นับเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชมาใช้ เพราะชาวบ้านสันต้นแหนตระหนักดีว่าการตั้งหน้าตั้งตาหาเงินอย่างเดียว ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เมื่อไม่สบายไปหาหมอที่โรงพยาบาล จะเสียทั้งเงินและเวลา ตรงกันข้ามหากปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง แล้วเจียดแบ่ง 5-10 นาทีต่อวัน ในการรดน้ำ พรวนดิน ก็จะเป็นการออกกำลังกาย ได้ทั้งสุขภาพที่ดี และช่วยประหยัดรายจ่ายในครัวเรือน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)