เทคนิคการติชม

ถวิล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เทคนิคการติชม

รอง ผอ.สพท.ชำนาญการพิเศษ
สพป.นครราชสีมา เขต 4

หลายท่านคงจะเคยเห็นหรือได้ยินคำว่า “ นิคฺคณฺเห นิคฺคารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคารหํ” ซึ่งเป็น

พุทธภาษิตในภาษาบาลี แปลเป็นไทยได้ใจความว่า “พึงตำหนิคนที่ควรตำหนิ และ พึงยกย่องคนที่ควร

ยกย่อง

นั้นก็หมายความว่า พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้เราพึงเป็นคนรู้จักพูด เวลาจะตำหนิใครซึ่งจะทำให้เขายอมรับคำตำหนิเราไปปฏิบัติ จำต้องอาศัยเทคนิควิธีการ โดยการพูดบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น และต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่เห็นอะไรก็จะ ตำหนิไปหมดทุกอย่าง เพราะอาจทำให้เราต้องเดือดร้อนหรือประสบทุกข์ได้ดังนิทานปรัมปรา ที่ได้มาจากเว็บธรรมะไทยดังต่อไปนี้

มีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่ง ชาวบ้านต่างพากันเรียกเขาว่า "นายช่าง" การเป็นช่าง ของนายคนนี้ มิใช่ช่างไม้ ช่างปูน หรือว่าช่างเครื่องยนต์ แต่เป็น "ช่างติ" คือเขาเป็นคนมี พรสวรรค์ในการติ เรียกว่าเป็นเอตทัคคะในทางติเลยทีเดียว เขาเห็นอะไรก็สามารถติได้ทั้งนั้น เหมือนกับที่โบราณกล่าวไว้ว่า

ช่างกลึง พึ่งช่างชัก

ช่างสลัก พึ่งช่างเขียน

ช่างรู้ พึ่งช่างเรียน

แต่ช่างติเตียน ไม่ต้องพึ่งใคร

ต่อมา ชาวบ้านพากันคิดว่า น่าจะจัดให้มีการประลองความสามารถในการติของนายคนนี้ ลองดูสิว่าเขาจะติได้ทุกอย่างหรือเปล่า

มีผู้เสนอว่า ให้เชิญช่างปั้นพระที่ชาวบ้านนิยมยกย่อง ว่าฝีมือเยี่ยมมาปั้นพระ แล้วให้นายช่างคนนี้

มาติดูซิว่า เขาจะหาที่ติได้หรือเปล่า

เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านก็ได้ไปเชิญช่างปั้นพระมาแล้วบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบ ช่างปั้นพระออกแบบพระและปั้นพระอย่างประณีตบรรจงเรียกว่า ปั้นอย่างสุดความสามารถเลยทีเดียว

เมื่อการปั้นพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านต่างก็ชมเป็นเสียงเดียวกันว่า พระองค์นี้งามหาที่ติไม่ได้ แล้วให้ไปเชิญนายช่างติมาติพระองค์ที่ปั้นนี้

เมื่อนายช่างติมาเห็นพระถึงกับตะลึง เพราะพระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ เขาพิจารณาพระพุทธรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็หาที่ติไม่พบ เขาเกือบจะยอมแพ้ สุดท้ายนายช่างติก็เอ่ยขึ้นมาจนได้ว่า

"พระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ พุทธลักษณะถูกต้องทุกประการแต่............ "แต่...อะไร" เสียงชาวบ้านถามออกมาพร้อมๆ กัน

"มีข้อเสียอยู่นิดหนึ่ง" ช่างติพูดเบาๆ

"เสียตรงไหน" ชาวบ้านถาม

"พระพุทธรูปองค์นี้สวยงามทุกอย่าง เสียอย่างเดียว คือพูดไม่ได้" นายช่างติตอบ หน้าตาเฉย

ชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็พากันนิ่งเงียบหมด ไม่คิดว่าจะแพ้ช่างติแบบง่ายๆ อย่างนี้ ต่างก็นึกชมว่า

นายช่างติคนนี้เก่งจริงๆ นะที่สามารถหาที่ติพระพุทธรูปองค์นี้จนได้

อยู่มาวันหนึ่ง นายช่างติไปนอนเล่นอยู่ใต้ต้นมะม่วง เขามองขึ้นไปบนต้นมะม่วงเห็นลูกมะม่วงเต็มต้นไปหมด พลางเขาก็นึกตำหนิพระเจ้าผู้สร้างต้นมะม่วงขึ้นมาว่า

"แหม! พระเจ้านี้ช่างโง่เสียจริงๆ สร้างอะไรขึ้นมาไม่เห็นจะสมดุลกันเลย ดูสิ! มะม่วงต้นออกใหญ่โต กลับสร้างลูกเล็กนิดเดียว ส่วนแตงโมต้นเล็กนิดเดียว กลับสร้างให้ลูกใหญ่อย่างกับบาตรพระ

พระเจ้านี่ช่างโง่เสียจริงๆ นี่ถ้าเราเป็นพระเจ้านะ จะสร้างให้ต้นมะม่วงมีลูกโตๆ ส่วนแตงโมจะให้มีผลเล็กๆ จะได้สมดุลกัน"

ขณะที่ช่างติกำลังวาดวิมานในอากาศอยากจะเป็นพระเจ้าอยู่เพลินๆ นั้น ลมหน้าร้อนก็พัดมาวูบหนึ่ง ทันใดนั้น มะม่วงลูกหนึ่งก็หล่นลงบนหน้าถูกผากนายช่างติพอดีพอดี

นายช่างติถึงกับตาลาย มองเห็นดาวระยิบระยับไปหมด และหน้าผากของเขาก็บวมปูดออกมาขนาด เท่ากับผลมะนาว เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ นายช่างติก็คิดได้ว่า

"โอ้ ...พระเจ้าสร้างถูกแล้ว" "นี่ถ้าพระเจ้าฉลาดอย่างที่เราคิด สร้างให้มะม่วงลูกใหญ่เท่าบาตรพระ ป่านนี้หัวเราคงไม่แหลกไปแล้วหรือนี่ ดีนะที่พระเจ้าไม่ฉลากอย่างที่เราคิด...หัวเราก็เลยบวมนิดหน่อย"

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ผู้ที่เก่งแต่คอยจับผิดผู้อื่น โดยไม่ดูตัวเองนั้น วันหนึ่งเขาจะประสบสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียใจอย่างที่สุด ต่อไปเราจะจำไว้ขึ้นใจ ว่า “ตำหนิให้ถูกที่ เยินยอให้ถูกทาง”

…………………..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความทางวิชาการถวิล อรัญเวศ



ความเห็น (0)