ผู้ป่วยมะเร็งจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี...ถ้ามีนักกิจกรรมบำบัด

มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในร่างกาย ซึ่งเซลล์มีการแพร่กระจายตัวอย่ารวดเร็วจนทำให้รบกวนการทำงานของเซลล์ปกติในร่างกายทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะเหล่านั้นล้มเหลวได้ และอาจส่งผลถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาหรือเข้ารับการรักษาในระยะที่มีการลุกลาม

“เมื่อพูดถึงคำนี้คงเป็นสิ่งที่ทำให้ใครๆหลายคนกลัว เพราะมะเร็งได้คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ การรักษาในปัจจุบันมีความทันสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายรังสี การให้เคมีบำบัด และฮอร์โมนบำบัด นอกจากการรักษาเหล่านี้จะช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว เราก็ไม่ควรที่จะมองข้าม การทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ดูแลตัวเอง การทำกิจกรรมยามว่าง การเข้าสังคม สิ่งเหล่านี้ก็มีผลต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น นักกิจกรรมบำบัด จึงเข้ามามีบทบาทที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการดำเนินชีวิต ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับความสามารถ และความต้องการของผู้ป่วย เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้คงไว้”

อย่างที่ทราบกันโรคมะเร็งมีหลายระยะ และอาการโดยส่วนใหญ่ที่พบในผู้ป่วยมะเร็งคือ ความเจ็บปวด แล้วความอ่อนเพลียจากกการบำบัดรักษา ดังนั้นบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดแต่ละระยะก็มีความแต่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น ความสามารถ และความต้องการของผู้ป่วย บทบาทในขั้นตอนแรกคือ การประเมิน (assessment) การเข้าไปแทรกแซง(intervention)ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งเข้าไปดูแลระหว่างและหลังจากการบำบัดรักษาโดยแพทย์ และทำงานร่วมกับสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต(care at end of life)

จากการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดจากแหล่งที่มาต่างๆ ก็สามารถสรุปบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดให้เห็นดังนี้


การประเมิน (Assessment)

  • Physical
  • Cognition

เป็นการประเมินร่างกายเบื้องต้นเพื่อที่จะวางแผนการบำบัดรักษาต่อไป และเพื่อจะดูผลกระทบที่ส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ และการทำกิจวัตรประจำวันหลังจากที่เป็นมะเร็ง หรือหลังจากที่ได้รับการผ่าตัด และให้เคมีบำบัดมาแล้ว


การวางแผนการดูแลรักษา (Care Planning)

  • วางเป้าประสงค์ในการทำกิจกรรมที่มีความหมาย ( meaningful goal ) ร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว
  • ให้โอกาสผู้ป่วยในการเลือก และตัดสินใจในการทำกิจกรรมตามความสนใจของผู้ป่วย
  • คำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วย วัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยในการทำกิจกรรมของผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยบางคนก็มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน
  • ให้ผู้ป่วยฝึกทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) ให้เป็นไปตามความเหมาะสมตามความสามรถ ไม่ควรให้ทำกิจกรรมที่หนักเกินไปเพราะผู้ป่วยมะเร็งมักมีอาการอ่อนเพลีย และมีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะที่เป็นและลำดับขั้นตอนในการรักษา นอกจากนี้ควรให้กิจกรรมที่ตรงกับวิถีชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เมื่อผู้ป่วยเห็นถึงความสำคัญก็จะมีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่างๆ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บป่วยอีกด้วย
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง เช่น
  • ฟื้นฟูเกี่ยวกับความคิดความทรงจำ และการบริหารจัดการ แต่จะต้องไม่หนักมาก เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การเข้าสังคมพูดคุยกับเพื่อนๆ


การเข้าไปมีบทบาท (Intervention)

  • ให้ผู้ป่วยฝึกทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) ให้เป็นไปตามความเหมาะสมตามความสามรถ ไม่ควรให้ทำกิจกรรมที่หนักเกินไปเพราะผู้ป่วยมะเร็งมักมีอาการอ่อนเพลีย และมีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะที่เป็นและลำดับขั้นตอนในการรักษา นอกจากนี้ควรให้กิจกรรมที่ตรงกับวิถีชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เมื่อผู้ป่วยเห็นถึงความสำคัญก็จะมีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่างๆ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บป่วยอีกด้วย
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง เช่น

> การจัดการกับความเจ็บปวด

> การทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย

> การจัดการกับระบบประสาทที่ถูกทำลาย เช่น กรณีได้รับการผ่าตัด

> การจักการกับอาการบวมและการดูแลแผลผ่าตัด

> การจัดการกับการรับความรู้สึกที่ไม่ปกติ

> การหาอุปกรณ์ทดแทนเมื่อสูญเสียการทำงานของรยางค์ส่วนบน

  • ฝึกการทำกิจวัตรประจำวันเช่น การรับประทานอาหาร อาบน้ำ แต่งตัว โดยใช้อุปกรณ์เสริม หรือมีการดัดแปลงปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
  • จัดการกับการนอนหลับและปัญหาความอ่อนเพลีย

> จัดตารางการทำกิจกรรมแบ่งเวลาพักเป็นช่วงๆ

> ทำกิจกรรมที่สงวนพลังงาน

> ให้เทคนิคการผ่อนคลาย

> ควรพักผ่อนเยอะๆในช่วงที่รู้สึกเพลีย พักจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

> ควรนอนก่อนที่จะรู้สึกเพลียเพื่อป้องกันการเพลียต่อเนื่อง

  • ฟื้นฟูเกี่ยวกับความคิดความทรงจำ และการบริหารจัดการ แต่จะต้องไม่หนักมาก เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การเข้าสังคมพูดคุยกับเพื่อนๆ

กรณีผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงาน หรือเรียนหนังสือได้

ควรมีการเตรียมความพร้อมโดยการประเมินซ้ำ เพื่อดูเกี่ยวกับความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

กรณีผู้ป่วยระยะสุดท้าย

  • ทำการประเมินความต้องการของผู้ป่วย ว่าต้องการอะไร อยากสื่อสารอะไรกับครอบครัว คนรัก
  • ประเมินความเข้าใจสภาพร่างกาย และจิตใจว่ามีความพร้อมและยอมรับกับสภาพของตัวเองได้หรือไม่
  • ประเมินการปรับความคิด และการวางแผนการทำกิจกรรมต่างๆในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างไร
  • ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและครอบครัวในรูปแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อจักกิจกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจ และเป็นไปตามความต้องการในช่วงสุดท้ายของชีวิต เช่น การพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่มีความสุข, การให้ญาติมาคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และการให้กำลังใจ การสร้างกำลังใจโดยการจัดหาของทำบุญถวายสังฆทาน นิมนต์พระมาให้ผู้ป่วยได้ทำบุญด้วยตัวเอง

หน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดไม่ได้เพียงแค่ดูแลให้หายจากความเจ็บป่วย แต่มองถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีใช่ช่วงที่เป็นมะเร็ง ช่วงหลังผ่าตัด และให้เคมีบำบัด โดยผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เห็นคุณค่าของตัวเอง และมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่


ข้อมูลอ้างอิง

The American Occupational Therapy Association. The role if Occupational Therapy in oncology. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560 จาก: https://www.aota.org/-/media/corporate/files/about...

Occupational Therapy Australia. (2015). Occupational Therapy in oncology. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560. จาก: http://www.otaus.com.au/sitebuilder/advocacy/knowl...

ศุภลักษณ์ เข็มทอง. 2553. การจัดการตนเองเมื่อเป็นมะเร็ง. เทพประทานการพิมพ์