ว่าด้วยเรื่องของมะเร็ง

ว่าด้วยเรื่องของมะเร็ง


มะเร็ง หนึ่งในโรคที่เกิดมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เรียกได้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกส่วนของร่างกายและเกิดได้กับทุกคน แม้ว่าวิทยาการการรักษาจะก้าวหน้าขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็ยังมีคนที่มีความเชื่อว่าเมื่อป่วยเป็นมะเร็งแล้วต้องตายเร็วแน่ นั่นเพราะคนเหล่านั้นอาจจะยังไม่รู้จักโรคมะเร็งมากพอ


ก่อนจะมาพูดเกี่ยวกับโรคมะเร็ง อยากให้ทุกคนลองตรวจสอบตัวเองดูว่าตัวเองหรือคนรอบข้างมีอาการอยู่ใน สัญญาณอันตราย 8 ประการ หรือไม่ ซึ่งหากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด

2.กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน

3.มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง

4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น

5.แผลซึ่งรักษาแล้วไม่ยอมหาย

6.มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย

7.มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย

8.หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหล


โรคมะเร็ง หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้เร็ว โอกาสหายก็จะมากขึ้น โดยมะเร็งสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะตามความรุนแรง ดังนี้

ระยะที่ 1 มะเร็งยังจำกัดอยู่ในเฉพาะบริเวณที่เป็น ยังไม่รบกวนเนื้อเยื่อข้างเคียง

ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามถึงเนื้อเยื่อข้างเคียง แต่ยังไม่ลามออกไปไกลเกินกว่าอวัยวะนั้นๆ

ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

ระยะที่ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย


คนที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งมักจะมีการตอบสนองต่ออาการป่วยต่างกัน โดยนายแพทย์เบอร์นี ซีเกล ได้ทำการศึกษารวบรวมจนสามารถสรุปออกมาได้ว่าผู้ป่วยมะเร็งจะมีอยู่ 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งจะมีอาการซึมเศร้า หดหู่

กลุ่มที่ 2 พร้อมจะทำทุกอย่างที่หมอบอก ทั้งการผ่าตัด ฉายแสง เพื่อให้หายแต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต

กลุ่มที่ 3 มีความหวังว่าจะหาย ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อนเสริมสร้างสุขภาพ

กลุ่มที่ 4 ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเพราะญาติไม่ยอมบอก

ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มที่ 3 จะทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปและมีอัตราการดีขึ้นเป็นลำดับ ต่างจากกลุ่มที่ 2 ซึ่งจะมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าเนื่องจากไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของตัวเอง


พูดถึงอาการเสี่ยงและความรุนแรงไปแล้ว สิ่งที่ควรรู้อีกเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งคือปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยมะเร็งที่เกิดในแต่ละอวัยวะก็มีสาเหตุแตกต่างกัน แต่ในที่นี้จะขอพูดถึงอย่างคร่าวๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 สาเหตุใหญ่ๆ ดังนี้

1.อาหารการกิน เช่น มีการศึกษาพบอัตราการเกิดมะเร็งหลอดอาหารและกระเพราะอาหารสูงมากในมณฑลเหอหนานประเทศจีน เนื่องจากคนในเมืองนิยมกินชาร้อนๆ และแตงดองเป็นอาหารหลัก หรือมะเร็งในช่องปากที่พบมากในคนญี่ปุ่นและฮ่องกงที่นิยมกินปลาเค็ม จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าการกินเค็มมากอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีอาหารไขมันสูงและแอลกอฮอล์ที่เป็นอีกปัจจัยเช่นกัน

2.การสัมผัสสารก่อมะเร็ง เช่น การโดนแดดมากเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง สูบบุหรี่จัดเสี่ยงมะเร็งปอด กินหมากเสี่ยงมะเร็งช่องปาก เป็นต้น

3.ภูมิต้านทานบกพร่องหรือล้มเหลว ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่สามารถกำจัดเซลล์แปลกปลอมทิ้งได้ก่อนที่มันจะเติบโตเป็นเนื้อร้าย

4.ความเครียด โดยความเครียดทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้นและทำให้ภูมิต้านทานลดลง


อาการของมะเร็งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละอวัยวะ ซึ่งล้วนส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดและอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งทั้ง 4 ระยะดังที่กล่าวมามีความคล้ายคลึงกัน

1.การรักษาทางการแพทย์ โดยการกินยา ฉายแสง ให้เคมีบำบัด โดยจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่เกิดและระยะการลุกลามของมะเร็ง

2.อาหารการกิน ผู้ป่วยมะเร็งต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทตามที่แพทย์แนะนำ

3.การออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างการสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้นและมีความแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์

4.ทำใจให้สบาย ลดความเครียดโดยวิธีต่างๆ เช่นการสวดมนต์ นั่งสมาธิ



บทบาทของนักกิจกรรมบำบัดต่อผู้ป่วยมะเร็ง

อาจพูดได้ว่านักกิจกรรมบำบัดต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งหลายคนและอาจต้องเข้าไปช่วยเหลือในทุกระยะ แต่หากจะให้พูดถึงระยะที่ตัวผู้เขียนเองเห็นสมควรว่าน่าจะมีนักกิจกรรมบำบัดอยู่ด้วยก็คือระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะร้ายแรง

นักกิจกรรมบำบัดจะเข้าไปมีบทบาทในทุกๆ อย่างของการดำเนินชีวิต ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายนี้อาจจะมีความลำบากในการเคลื่อนไหวหรือช่วยเหลือตัวเอง แต่ก็ยังอยากที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองได้ เป็นหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ คอยดูแลและสอนการช่วยเหลือตัวเองในด้านต่างๆ

นอกจากช่วยเหลือทางด้านร่างกายแล้ว นักกิจกรรมบำบัดจะมีบทบาทอย่างมากในเรื่องของจิตใจ เมื่อยามที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย ในบางรายอาจจะเหลือเวลาอีกไม่มากก็ย่อมมีความเครียดเกิดขึ้น นักกิจกรรมบำบัดจะเข้ามาช่วยในการผ่อนคลายความเครียด ทั้งตัวผู้ป่วยและญาติ โดยจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวเมื่อใกล้เวลา และหลังจากที่ผู้ป่วยได้จากไปแล้ว

ในโลกนี้ไม่มีใครอยากป่วย แต่บางครั้ง อาการป่วยก็มาหาเราได้โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เราทำได้คือการทำความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญ ใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่อย่างคุ้มค่าและมีความสุขกับสิ่งที่เป็น



เอกสารอ้างอิง

พญ.ลลิตา ธีระสิริ. มะเร็ง-รักษาด้วยตนเองตามแนวธรรมชาติบำบัด. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, 2539.

ISBN : 9747718901

พระเทวินทร์ เทวินฺโท. ชีวมะเร็งศาสตร์: สำหนักพิมพ์สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิสชิ่ง, 2549.

ISBN : 9747330296

ศุภลักษณ์ เข็มทอง. การจัดการตนเองเมื่อเป็นมะเร็ง. นนทบุรี : เทพประทานการพิมพ์, 2553.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ว่าด้วยเรื่องของมะเร็ง



ความเห็น (0)