“ต่อสู้กับมะเร็งร้ายด้วยวิถีแห่งกิจกรรมบำบัด”

“ต่อสู้กับมะเร็งร้ายด้วยวิถีแห่งกิจกรรมบำบัด

ปัจจุบันโรคมะเร็งถือเป็นโรคที่คนทั่วโลกเป็นกันมาก และมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง โดยโรคมะเร็งสามารถแบ่งพยาธิสภาพการดำเนินไปของโรคเป็นระยะ (Stage of Cancer) เพื่อบ่งบอกการลุกลาม ความรุนแรงของโรค ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษา พยากรณ์โรค และรักษาได้ดียิ่งขึ้น

ระยะของโรคมะเร็ง (Stage of Cancer) แบ่งเป็น 4 ระยะดังนี้

ระยะที่ 0 คือ มะเร็งระยะต้น อยู่บนชั้นของเซลล์ปกติยังไม่แทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติ ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง แต่เซลล์ผิดปกตินี้อาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งในเวลาถัดมา

ระยะที่ 1 คือ ขนาดของมะเร็งที่ตรวจพบ ตั้งแต่ 3 - 5 เซนติเมตร ระยะนี้จะยังคงอยู่ในอวัยวะที่เกิดมะเร็งเท่านั้น

ระยะที่ 2 คือ มะเร็งกระจายออกไปในบริเวณใกล้เคียงอวัยวะที่กำเนิดมะเร็ง แพร่ไปยังอวัยวะหรือต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ

ระยะที่ 3 คือ มะเร็งกระจายออกไปยังต่อมน้ำเหลือง ที่ขนาดต่าง ๆ กัน ของก้อนจากเล็กไปใหญ่ แพร่ไปยังอวัยวะหรือต่อมน้ำเหลืองไกล ๆ

ระยะที่ 4 คือ ระยะแพร่กระจายเซลล์มะเร็งกระจายออกไปยังอวัยวะอื่น เช่น ช่องท้อง ตับ ลำไส้ หรือปอด เป็นต้น เซลล์มะเร็งแบ่งตัว เติบโต นอกเหนือการควบคุมจากร่างกาย สามารถเติบโตลุกลามเข้าไปในอวัยวะใกล้เคียง เข้าสู่กระแสเลือด และต่อมน้ำเหลืองได้ เรียกว่า “ การลุกลามแพร่ (Metastasis) ”

วิธีการรักษาทางการแพทย์ ได้แก่ ผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัด ยาฮอร์โมน ยารักษาตรงเป้า รังสีร่วมรักษา และการรักษาประคับประคองตามอาการด้วยอายุรกรรมทั่วไป

แล้วนักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทอย่างไรในการรักษาโรคมะเร็ง?

จากการค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือวิชาการ และงานวิจัย พบว่า กระบวนการรักษาทางกิจกรรมบำบัดสามารถประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ทุกระยะ เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องการการเยี่ยวยาทั้งด้านร่างกาย และจิตใจอย่างต่อเนื่องทุกระยะการดำเนินไปของโรค

ดังนั้น หากเลือกการรักษามาเพียงหนึ่งระยะ ผมขอเลือกระยะทั้งหมดของโรค เพราะแม้ระยะของโรคมะเร็งระยะที่ 0-3 ผู้ป่วยสามารถมีโอกาสรอดชีวิตได้อยู่บ้าง ส่วนโรคมะเร็งระยะที่ 4 เนื่องจากเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว ผู้ป่วยแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตได้เลย ทำได้เพียงการรักษาเยียวยาจิตใจ และยืดอายุขัย เพื่อรอความตายเท่านั้น แต่นักกิจกรรมบำบัดสามารถมีบทบาทการรักษาผู้ป่วยในแต่ละระยะของโรคนี้ได้ทุกระยะ เพราะนักกิจกรรมบำบัดสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย และสภาพจิตใจของผู้ป่วยได้ ซึ่งแต่ละระยะอาจใช้แนวทางการรักษาร่วมกัน คล้ายกันหรือเหมือนกันกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะต่างๆ เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาวะที่ดีขึ้น หรือตายอย่างมีความสุข

แนวทางการรักษาทางกิจกรรมบำบัดที่พบ?

การฟื้นฟูด้านจิตใจ

1. ระยะก่อน และขณะที่ได้รับทราบการวินิจฉัยโรค : ผู้ป่วยอาจทำใจยอมรับกับโรคมะเร็งไม่ได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางอารมณ์ แล้วส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจ และสภาพร่างกาย เช่น ความรู้สึกเศร้า เสียใจ หมดหวัง กังวล และกระวนกระวาย มีอาการร่วม ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา ทำให้ขาดความสนใจในการทำงาน เก็บตัว ขาดสมาธิ เลื่อนลอย และคิดถึงแต่เรื่องความตาย

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : ทำความเข้าใจความรู้สึก และอารมณ์ของผู้ป่วย แล้วให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยในการดำเนินชีวิต อาจหาบุคคลตัวอย่างที่เป็นโรคมะเร็งแล้วต่อสู้กับโรคนี้จนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบันอย่างมีความสุข เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปรับทัศนคติในการต่อสู้กับโรคมะเร็งของผู้ป่วย รวมทั้งบำบัดความซึมเศร้าของผู้ป่วย อาจแนะนำกิจกรรมที่ผู้ป่วยทำแล้วรู้สึกผ่อนคลายความเครียดลงได้ เช่น ดูคลิปวีดีโอตลกๆ การใช้ดนตรีบำบัด การสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือฟังธรรมะ เพื่อส่งเสริมให้มีสภาพจิตใจที่ดี แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ควรแนะนำญาติผู้ป่วย และคนที่ผู้ป่วยรักให้หันมาให้กำลังใจ มีเวลาดูแลอยู่กับผู้ป่วยมากขึ้น

2. ระยะที่ให้การรักษา : ตั้งแต่การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉาย รังสี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยไม่ค่อยเข้าใจ และกลัวต่อภาวะแทรกซ้อนมาก

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : เนื่องจากระยะนี้อาจเป็นระยะที่ผู้ป่วยกลัวผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น กลัวความตาย กลัวเครื่องฉายรังสี กลัวผิวหนังไหม้เกรียม กลัวผลต่างๆ ที่จะเกิดจากรังสี เป็นต้น ดังนั้น นักกิจกรรมบำบัดจึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาต่างๆ ภาวะแทรกซ้อน และวิธีการดูแลตนเองในระหว่างการรักษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้น จนผ่อนคลายความกังวลลงได้ โดยนักกิจกรรมบำบัดอาจแนะนำให้ญาติผู้ป่วย คนที่ผู้ป่วยรัก หรือหาบุคคลตัวอย่างมาให้กำลังใจผู้ป่วยในวันที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา

3. ระยะติดตามการรักษา : ระยะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีความสบายใจ และมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากผลการรักษามักจะขจัดอาการต่างๆ ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับการกลับเป็นใหม่ หรือการกระจายของโรคซ้ำอีก

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : ระยะนี้ผู้ป่วยมีความกังวลใจเกี่ยวกับการกลับไปเป็นพยาธิสภาพเดิม หรือกลัวการกระจายของโรคซ้ำอีก ดังนั้น จึงมักจะแสวงหาสิ่งอื่น ๆ มาเสริมสร้างกำลังใจ เช่น การใช้ยาสมุนไพร ตลอดจนยาพระ ยาหม้อ เป็นต้น ซึ่งหากแพทย์ผู้ให้การรักษาไม่อนุญาต จะขัดต่อสภาพจิตใจผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ดังนั้น นักกิจกรรมบำบัดจึงควรแนะนำแนวทางการรักษาที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย ร่วมพูดคุยกับผู้ป่วยด้วยเหตุผลอย่างสุภาพอ่อนโยน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการรักษา และเห็นถึงผลดีของการรักษาที่ถูกต้อง รวมทั้งให้กำลังใจผู้ป่วยในการดำเนินชีวิตต่อ และผ่อนคลายความกังวลของการกลับมาเป็นใหม่ของโรคซ้ำอีกแก่ผู้ป่วย โดยอาจแนะนำการเสริมสร้างภูมิต้านทาน การดูแลตนเองอย่างถูกต้องร่วมด้วย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคซ้ำอีก

4. ระยะสุดท้าย : ระยะนี้ผู้ป่วยจะท้อแท้เป็นที่สุด บางครั้งมีความรู้สึกอยากตาย บางครั้งรู้สึกไม่อยากตาย เนื่องจากรู้สึกยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้จัดการอีกมาก

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : ทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด ควรประเมินว่า

  • ผู้ป่วยต้องการอะไร
  • ผู้ป่วยเข้าใจสภาพร่างกาย และจิตใจตนเองมากน้อยแค่ไหน
  • ผู้ป่วยอยากสื่อสาร และเชื่อมโยงความรัก ความเห็นอกเห็นใจจากคนที่รักอย่างไร
  • ผู้ป่วยปรับความคิด และวางแผนทำกิจกรรมที่มีคุณค่าแก่ชีวิตที่เหลืออยู่ไม่นานนักอย่างไร

จากนั้นให้คำแนะนำแก่คนที่ผู้ป่วยรักว่า จะจัดกิจกรรมใดให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายกาย สบายใจ และวางแผนความต้องการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในช่วงเวลาสุดท้าย

โปรแกรมการจัดการตนเอง

เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งส่วนมากจะปล่อยความคิดให้ว่าง และรู้สึกอ่อนล้าทางความคิด จิตใจ และร่างกายตามลำดับ จนไม่อยากทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายใดๆ มุ่งแต่รอคอยความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และญาติ จนเกิดความรู้สึกสับสน วิตกกังวล และคาดการณ์ผลกระทบของโรคมะเร็งมากเกินไป จึงทำให้ต้องมีโปรแกรมการจัดการตนเองให้ดีก่อน

โปรแกรมการจัดการตนเอง คือ การทบทวนความคิดตนเองให้เข้าใจผลกระทบของโรคต่อสุขภาวะ และประเมินสุขภาวะของตนเอง เพื่อวางแผนฝึกทักษะการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างมีระบบ

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด :

  • จัดการเวลา และพลังงานในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต
  • จัดการอุปสรรค และอารมณ์
  • จัดการสิ่งแวดล้อมภายในตนเองด้วยการสื่อสารให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างเหมาะสม
  • จัดการสิ่งแวดล้อมภายนอกตนเองด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

การจัดการพักผ่อน

เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งจะมีอาการอ่อนเพลียต่อการทำกิจกรรมที่หนักอย่างต่อเนื่องกัน หรือ การอ่อนเพลียจากการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งอาจส่งผลค้างเคียงให้ผู้ป่วย จนเกิดความอ่อนล้า หมดแรง จนไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ

การพักผ่อนจึงเป็นแนวทางการรักษาอย่างหนึ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกสดชื่น กระตือรือร้นสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น เกิดความสุขหลังจากการพักผ่อนที่เพียงพอ หรือความสุขจากการได้ทำกิจกรรมที่ชอบ

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : วางแผนการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยจดรายการ (List) สิ่งที่ตนอยากทำ หรือต้องทำในกระดาษ หรือสมุดบันทึกส่วนตัว แล้ววางแผนการพักผ่อน โดยแบ่งเวลาในตารางเป็นช่วงๆ เช่น เช้า บาย และเย็นของแต่ละวัน จากนั้นปฏิบัติตาม ซึ่งอาจมีการปรับการพักผ่อนให้เต็มที่ได้ ถ้าผู้ป่วยอยากพักผ่อนเพื่อเพิ่มความต้องการในการทำกิจกรรม ต่อมาให้กำหนดกิจกรรม และทำตารางที่จดรายการ (List) ไว้ มาให้คะแนนการใช้พลังงานในแต่ละวัน (โดยให้คะแนนทุกกิจกรรมที่กำหนดไว้โดยต้องทำจริง การให้คะแนนขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรรม) พลังงานน้อยที่สุด คือ 1 ไปจนถึงใช้พลังงานสูงสุด คือ 10

การจัดการโภชนาการ

องค์กรการวิจัยโรคมะเร็ง และ American Cancer Society ได้แนะนำการโภชนาการ ที่ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ดังนี้

  • กินอาหารที่เป็นผักผลไม้อย่างน้อย 5 จานต่อวัน เพิ่มอาหารจำพวกถั่ว และธัญพืชในอาหารแต่ละมื้อ
  • กินอาหารที่มีไขมัน และเกลือต่ำ
  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • จำกัดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ไม่ใช้ยาสูบในทุกรูปแบบ

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : นักกิจกรรมบำบัดควรให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย และญาติผู้ป่วยถึงประเภทของอาหารที่ควรเลือกรับประทาน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารของผู้ป่วยให้ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละวัน ซึ่งการแนะนำญาติผู้ป่วย อาจจะให้ญาติผู้ป่วยคอยจัดการเรื่องโภชนาการอาหาร คอยเตือน และกระตุ้นให้ผู้ป่วยเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับโรค เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง และบรรเทาอาการของโรคลงได้

การเสริมสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย

เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานโรคสูงขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวต่อสู้กับโรคนี้ได้ดี

บทบาทนักกิจกรรมบำบัด : นักกิจกรรมบำบัดแนะนำ และส่งเสริมให้ผู้ป่วย

  • ออกกำลังกาย ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 20 – 30 นาทีอย่างสม่ำเสมอ โดยออกแรงพอสมควรไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 – 70 ของความสามารถสูงสุดของผู้ป่วย จึงจะเพียงพอที่จะเพิ่มภูมิต้านทานร่างกายให้สูงขึ้นได้
  • ใช้ธรรมะบำบัด การใช้ธรรมะบำบัด เช่น การสวดมนต์ ฟังธรรม อ่านหนังสือธรรมะ ไหว้พระ หรือนั่งสมาธิ เป็นต้น ธรรมะบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยมีจิตใจสงบ ลดความเครียด ปล่อยวางต่อสภาพของโรคที่เป็น ปรับทัศนคติในการใช้ชีวิตทางด้านบวก เสริมสร้างพลังกาย และพลังใจ หากสภาพจิตใจของผู้ป่วยดีก็จะส่งผลต่อสภาพร่างกายที่ดี แข็งแรงขึ้นตามไปด้วย

จัดทำโดย

นาย รุจิกร วัฒนนิเวศ เลขที่ 15 5823015 PTOT


เอกสารอ้างอิง

จักรพงษ์ จักกาบาตร์. รู้จัก รู้เรื่อง รู้รักษา โรคมะเร็ง. กรุงเทพมหานคร : สาขารังสีรักษา, 2559.

( ISBN : 9786167829623 )

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ทันโรคมะเร็ง. กรุงเทพมหานคร : มติชน, 2552.

( ISBN : 9789740203674 )

ยุพาพิน ประเสริฐกุล. ความจริงของ "มะเร็ง" สาเหตุ ทางป้องกัน และการรักษา. กรุงเทพมหานคร : Feel good Publishing, 2553.

( ISBN : 9786167098807 )

วัชราภรณ์ สกุลพงษ์. มะเร็งเพื่อนฉัน. กรุงเทพมหานคร : พีเพิลมีเดียกรุ๊ป, 2555.

( ISBN : 9786167318356 )

ศุภลักษณ์ เข็มทอง. การจัดการตนเองเมื่อเป็นมะเร็ง. นนทบุรี : เทพประทานการพิมพ์, 2553.

อารีย์ วชิรมโน. ยิ้มสู้มะเร็ง. กรุงเทพมหานคร : สารคดี, 2547.

( ISBN : 9744841516 )



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน งานของรุจิกร



ความเห็น (0)