ประวัติพระธาตุพนม

“พระธาตุพนมเริ่มจากการก่ออิฐดิบ ก่อเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม ยอดเป็นรูปฝาชีสูง 1 วา ภายในขุดลึกลง 2 ศอก ใช้ไม้คันธรส ชมพู นิโครธ ไม้รัง เผาอยู่ 3 วัน 3 คืน แล้วจึงนำหินหมากคอม ก้อนกรวดในแม่น้ำมาถมหลุม อัญเชิญพระอุรังคธาตุประดิษฐาน เมื่อ พ.ศ. 8”ประวัติพระธาตุพนมจากตำนานพระอุรังคธาตุ กล่าวถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธองคืพร้อมด้วยพระอานนท์เสด็จมายังดินแดนสุวรรณภูมิ ภูมิภาคลุ่แม่น้ำโขง ในบริเวณเมืองดอยนันทกังรี (หลวงพระบาง) ค้นแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทร์) ท่าแขก เมืองรุกขนคร (บ้านหลักศิลา ต.พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม) หนองหานหลวง (สกลนคร) และอุดรธานีพระองค์ได้ทรงทำนายถึงการเกิดเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งจะเป็นชุมชนที่ค้ำชูพระพุทธศาสนา เป็นที่สักการะของปวงชนสืบไปในภายภาคหน้า พระพุทธอง๕ได้ทรงทำนายถึงการกลับชาติมาเกิดของพญาศรีโคตรบูร ซึ่งเป็นผู้อัญเชิญพระพุทธเจ้าไปรับบาตรในเมืองของตน เมื่อเสร็จแล้วก็ถือบาตรมาส่งพระพุทธเจ้าถึงดอย กัปปนคีรีหรือภูกำพร้า สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในขณะนั้น ด้วยอานิสงส์ผลบุญนี้เอง เมื่อพญาศรีโคตรบูร ได้กลับชาติมาเกิดในเมืองสาเกตนคร ที่อยู่ทางทิศใต้มีนามว่า “สุริยกุมาร” แล้วกลับชาติมาเกิดครั้งที่สองเป็นพญาสุมิตตธรรม เจ้าเมืองมรุกขนคร (นครที่อยู่ในป่าไม้รวก) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองที่ฝักใฝ่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก


ส่วนเมืองมรุกขนครนั้น พระพุทธองค์ทรงทำนายต่อไปว่าจักย้ายไปตั้งพระพุทธศาสนาใกล้ที่อยู่ของพญาปลา (ตรงที่พระพุทธองค์ประทับรอบพระบาทไว้เรียกว่า รอยพระบาทเวินปลาปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งตรงข้ามตัวเมืองนครพนม) แต่เมืองนั้นมิอาจตั้งเป็นเอกราชอยู่ได้ดังแต่ก่อน จักเป็นเมืองน้อยขึ้นต่อเมืองใหญ่ ที่เจ้าพญาผู้มีอาจบุญญาธิการเสวยราชสมบัติครอบครองนั้นแลพญาสมิตตธรรมเจ้าเมืองมรุกขนคร จะเป็นผู้มีโอกาสสถาปนาพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ณ ภูกำพร้าริมฝั่งแม่น้ำโขง อันจะเป็นผลบุญให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารไปได้


พระพุทธองค์ได้เรียกพระมหากัสสปะ มาจากนครราชคฤห์มาสั่งเสียว่า เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้วให้นำพระอุรังคธาตุของพระองค์มาไว้เหนือภูกำพร้า ในขณะเดียวกันที่พุทธองค์เสด็จไปในที่ต่าง ๆ ในดินแดนสุวรรณภูมิ พระองค์ก็ทรงประทับรอยพระพุทธบาท ไว้เป็นสัญลักษณ์ของการสถาปนาพระพุทธศาสนา ที่พระบาทโพนฉัน พระบาทเวินปลา พระธาตุเชิงชุม และดอยนันทกังรีด้วย (บริเวณหนองคาย นครพนม สกลนคร และหลวงพระบาง)เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว ล่วงเข้าในปี พ.ศ. 8 พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุจากแคว้นกุสินารายณ์แห่งชมพูทวีปมาที่ดอนแท่น (อ.พรรณานิคม สกลนคร) เพื่อจะเดินทางต่อไปยังภูกำพร้าตามที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ขณะเดินทางพญาสุวรรณภิงคารเจ้าเมืองหนองหานหลวงกับพญาคำแดงเจ้าเมืองหนองหานน้อย พระญาติออกมาต้อนรับพญาสุวรรณภิงคารเจ้าเมืองหนองหานหลวงใต้ ขอพระมหากัสสปะประดิษฐานพระอุรังคธาตุไว้ ณ องค์เจดีย์ที่ได้สร้างเตรียมไว้ล่วงหน้า คือพระธภูเพ็กและพระธาตุนารยณ์เจงเวง (พระนางนารายณ์เจงเวงพระมเหสีสร้างไว้) แต่เมื่อได้รับฟังเหตุผลด้วยเป็นการฝืนคำสั่งของพระพุทธเจ้าจากพระมหากัสสปะเถระเจ้าแล้วก็เชื่อฟังโดยดี และยังนำทางไปสู่ภูกำพร้าแคว้น ศรีโคตรบูรแต่อย่างไรก็ตามพระมหากัสสปะก็ได้ให้พระอังคารธาตุบรรจุไว้ ณ พระธาตุนาเวงหรือนารายณ์เจงเวงที่เมืองหนองหานหลวง ที่ในคราวพระพุทธเจ้ามาโปรด พญาสุวรรณภิงคารและพระมเหสีก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ให้รอยพระพุทธบาท มอบเพื่อมเหสีพระองค์ไว้ให้สักการบูชาพญาสุวรรณภิงคารได้สร้างพระเจดีย์สวมรอยพระพุทธบาททั้งสี่ไว้เป็นที่สักการบูชา คือ พระธาตุเชิงชุม วัดธาตุศาสดาราม อ.เมือง จ.สกลนคร ปัจจุบันและยังได้พระอังคารธาตุไว้สักการบูชาอีกเมื่อพระมหากัสสปะมาถึงบริเวณภูกำพร้าแล้วพญานันทเสนเจ้าเมืองศรีโคตรบูร (เป็นเจ้าเมืองสืบต่อจากพระเจ้าศรีโคตรบูรผู้เป็นพระเชษฐา) ได้ให้การต้อนับเป็นอย่างดี ก็มีท้าวพญาจากแว่นแคว้นสำคัญ 5 แคว้น ในภูมิภาคนั้นมาขอร่วมบุญสร้างอูบมุงประดิษฐานพระอุรังคธาตุด้วย โดยก่อกำแพงองค์ละด้านในทิศที่แคว้นของตนตั้งอยู่ ดังนี้


1. พญาจุลณีพรหมทัติ ผู้ครองแคว้นบริเวณหลวงพระบางสิบสองจุไทย ก่อด้านทิศตะวันออก

2. พญาคำแดง ผู้ครองแคว้นหนองหานน้อย ก่อด้านทิศตะวันตก

3. พญานันทเสน ผู้ครองแคว้นโคตรบูร ก่อด้านทิศเหนือ

4. พญาอินทปัฐนคร ผู้ครองแคว้นเขมรโบราณ ก่อด้านทิศใต้

พระมหากัสสปะได้ผู้นำการก่อสร้าง โดยใช้อิฐดิบขนาดเท่าฝ่ามือของท่านเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ท้าวพญาทั้งหลายจึงให้ขุนนางที่ตามเสด็จ จัดการปั้นอิฐดิบขนาดมาตรฐานขึ้น ก่อเป็นรูปตาสี่เหลี่ยม ก่อกำแพงอูบมุงกว้างด้านละ 2 วา สูงขึ้นมาด้านละ 1 วา ส่วนพญาสุวรรณภิงคารเจ้าเมืองหนองหานหลวงได้เป็นผู้ก่อยอดรูปฝาชีสูงขึ้นอีก 1 วา ส่วนในอูบมุงนั้น ขุดลึกลงไปอีก 2 ศอก เช่นกันข้างในอูบมุงเป็นโพรง มีประตูเปิดปิดทั้ง 4 ด้าน ผนังของ อูบมุงเปิดประตูไว้ทุกด้าน เมื่อก่อเสร็จเป็นสถูปแล้วจึงสามารถเอาไม้ฟืนพวกไม้คันธรส ชมพู นิโครธและไม้รังมาใส่ทุกประตู แล้วเผาอยู่เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน อูบมุงจึงสุกดี จึงนำหินหมากคอม ก้อนกรวดในแม่น้ำมาถมหลุมหลังจากนั้นท้าวพญาทั้ง 5 จึงได้บริจาคสิ่งของข้าวของเงินทองของมีค่าจำนวนมากบรรจุไว้ภายในอูบมุงเพื่อเป็นพุทธบูชาต่อจากนั้นพระมหากัสสปะจึงอัญเชิญพระอังคธาตุประดิษฐานไว้ในอูบมุงปิดประตูไว้ทั้งสี่ด้าน ขณะนั้นเององค์พระธาตุก็คลี่ผ้ากัมพลที่ห่อหุ้มออก เสด็จมาประดิษฐานบนฝ่ามือของพระมหากัสสปะ เป็นนิมิตเตือนพระมหากัสสปะให้รู้ว่า พระพุทธองค์ตรัสสั่งให้นำพระอุรังคธาตุมาประดิษฐานหรือบรรจุไว้ ณ ภูกำพร้าเท่านั้น มิได้ตรัสสั่งให้สถาปนา เสด็จแล้วพระธาตุจึงกลับไปสู่ที่ประดิษฐานในอูบมุงตามเดิมเมื่อสร้างพระสถูปอูบมุงเสร็จแล้ว ท้าวพญาทั้ง 5 ได้ให้ข้าราชบริพารไปนำเอาหลักหินจากเมืองสำคัญ ๆ ที่เป็นเมืองพุทธประวัติจากอินเดียและลังกา (เมืองกุสินารายณ์ เมืองพาราณสี เมืองตักศิลา เมืองลังกา) นำมาปักไว้ที่มุมทั้งสี่ทิศ ทั้งยังสร้างรูปสัตว์อัจมูขี (สัตว์ประหลาด) ไว้ที่มุมทิศตะวันออก-ตกด้านเหนือ-ใต้ด้วยส่วนพญาสุวรรณภิงคาร ให้สร้างรูปม้าอาชาไนยโดยให้หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าพระธาตุเสด็จมาทางทิศเหนือ และพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองจากทิศเหนือลงไปทางทิศใต้ส่วนพระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่งตั้งคู่กันให้หันหน้าไปทางทิศเหนือเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า ต่อไปภายหน้าพญาศรีโคตรบูร (องค์ที่ถือบาตรให้พระพุทธเจ้าเมื่อกลับชาติมาเกิด) จะได้สถาปนาองค์พระธาตุ เพื่อสืบสานศาสนาต่อไปในอนาคตเมื่อพระมหากัสสปะ พระอรหันต์ และท้าวพญาทั้ง 5 เสด็จกลับไปแล้ว พระอินทร์และเหล่าเทพยดาทั้งปวง ก็เสด็จลงมาฉลองพระธาตุเป็นการใหญ่ พระอินทร์ได้มอบหมายให้พระวิสสุกรรมเทวบุตรและพระธรรมกถิกเทวบุตร ลงมาสลักลายผนังอูบมุงทั้งสี่ด้าน โดยใช้มีดควักสลักลาย ด้ามแก้วมรกตยาว 9 วา ส่วนพระธรรมกถิกเทวบุตร ถือขวดแก้วน้ำทิพย์ลงมาด้วยเทพทั้งสองสลักผนังอูบมุงภายนอกตั้งแต่เวลาค่ำถึงเที่ยงคืน โดยเริ่มสลักจากผนังด้านทิศตะวันออกก่อน ก่อนสลักลายได้ใช้น้ำมันร่างลวดลายก่อน แล้วจึงสลักเป็นรูปและความหมายดังต่อไปนี้


ด้านทิศตะวันออก สลักรูปพญา จุลณีพรหมทัติทรงช้างรูปราชบุตรทรงม้า

ด้านทิศตะวันตก สลักรูปพญาคำแดงทรงช้าง รูปเสมาอำมาตย์ขี่ม้า รูปบริวารในหมู่ลายดอกมันทวลี

ด้านทิศเหนือ สลักรูปพญานันทเสนทรงช้างพระอนุชาทรงม้า รูปบริวารในหมู่ลายดอกไม้ด้านทิศใต้ สลักรูปพญาสุวรรณภิงคารไว้ในผนังทุกด้าน ที่ผนังส่วนบน สลักรูปสีสุนันทเทวบุตร สีมหามายาเทวบุตรและวิสาขาเทวบุตร ผู้ซึ่งลงมาทำความสะอาดอูบมุงครั้งแรกก่อนการสลักมีส่วนร่วมในกระบวนการสลักเรียงรายไว้ทุกด้านมีการสลักรูปของพญาสุวรรณภิงคารไว้ในผนังทุกด้าน ที่ผนังส่วนบน สลักรูปสีสุนันทเทวบุตร สีมหามายาเทวบุตรและวิสาขาเทวบุตร ผู้ซึ่งลงมาทำความสะอาดอูบมุงครั้งแรกก่อนการสลักมีส่วนร่วมในกระบวนการสลักเรียงรายไว้ทุกด้านหลังจากนั้นได้สั่งให้พระวิสสุกรรมเทวบุตร สลักประวัติพระธาตุพนมไว้ในผนังห้องอูบมุงทั้งหมด และผนังด้านทิศตะวันออก ก็สลักรูปพระอินทร์ นางสุชาดา นางสุจิตรา นางสุนันทา นางสุธรรมา นางโรหิณี นางสาววัตติเกสี นางปติบุปผา นางคันธาลวดี เทพเหล่านั้นอยู่ในท่วงท่านำดอกไม้เสด็จมาบูชาองค์พระธาตุพนม

ผนังภายในด้านเหนือ จะเป็นรูปบุคคลทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการบรรจุพระอังคธาตุในครั้งนั้น คือ พญาทั้งหกเริ่มจากพญาศรีโคตรบรูมาจนถึงพญาทั้งห้ารวมทั้งรูปของนางศรีรัตนเทวีมเหสี ของพญาศรีโคตรบูรด้วย ข้างบนสลักเป็นรูปพระมหากัสสปะและรูปพระอรหันต์ทั้งห้า (แทพระอรหันต์ 500 องค์ สะพายบาตรพนมมือ)ผนังด้านใต้ จะเป็นรูปพระวิสสุกรรมเทวบุตร รูปพระธรรมกถิก เทวรูป รูปพระสีสุนันทเทวบุตรและรูปสีมหามายาเทวบุตรเทพผู้ร่วมสลักลายทั้งหมด ซึ่งอยู่ในท่วงท่าประนมหัตถ์สักการะองค์พระธาตุเช่นเดียวกัน

ผนังด้านทิศตะวันตก สลักเป็นรูปหมู่เทพและเทพธิดาที่เสด็จลงมาบูชาพระธาตุ รูปสุริยะ และจันทเทวบุตร รูปท้าวจตุโลกบาล รูปพระวิสสุกรรมเทวบุตรที่ลงมาที่ภูกำพร้างานสลักภายในอูบมุงทั้งหมดสลักตั้งแต่ยามค่ำจนถึงเที่ยงคืนจึงเสร็จสมบูรณ์


วัดโอกาส มีพื้นที่ 3ไร่ 2งาน 28 ตารางวา โดยมีประวัติที่เล่าขานกันสืบมาถึงการสร้างวัดว่า “จมื่นรักษาราษฎร์” ซึ่งเป็นแม่ทัพนายกองของพระเจ้าศรีโคตรบูร ได้นำกำลังทหารมาตั้งค่ายระวังข้าศึกที่บ้านโพธิ์ค้ำ และได้สร้างวัดขึ้นเพื่อบำรุงขวัญทหารที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณบ้านโพธิ์ค้ำต่อมาเมื่อจุลศักราชราชาได้ 1,100 ตัวปี ตรงกับ พ.ศ.2281 ราชบุตรพรหมา (พรหมมาบุตรเจ้ากู่แก้ว)เป็นผู้ครองนครศรีโคตรบูร ปรากฏนามว่า พระบรมราชาพรหมา ได้มีศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์วัดศรีบัวบาน โดยได้สร้างอุโบสถและสร้างพระประธานแล้วประดิษฐานไว้ในอุโบสถซึ่งมีขนาดหน้าตักกว้าง46ซ.ม สูง220ซ.ม พุทธลักษณะปางวิชัยแล้วลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์และได้ทำการฉลองสมโภชและถวายสมัญญานามว่า “หลวงพ่อพระบรมราชาพรหมา” นอกจากนี้ยังยังได้อัญเชิญไว้ที่วัดศรีบัวบาน และได้เปลี่ยนชื่อจากวัดศรีบัวบาน เป็นวัดโอกาสแล้วมีสร้อยท้ายตามหลังว่า ศรีบัวบานนอกจากนี้ที่บริเวณกลางวัดจะมีหอประดิษฐาน "พระติ้ว พระเทียม"พระคู่แฝดแห่งเมืองนครพนมอยู่คู่กัน โดยพระติ้วจะประทับอยู่ด้านขวาของพระเทียม สำหรับประวัติของ พระติ้ว พระเทียม นั้นเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครพนมมาแต่โบราณกาล

ในตำนานการสร้างพระติ้ว พระเทียม ในตอนแรก จะมีเพียงองค์พระติ้ว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซ.ม. สูง 60 ซ.ม.สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระเจ้าศรีโคตรบูร ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครอาณาจักรศรีโคตรบูรประมาณปีพ.ศ.1238 โดยพระองค์ได้โปรดให้นายช่างสร้างจากไม้หมอนรองท้องเรือท่อนที่ทำจากไม้ติ้วซึ่งกระเด็น ออกในขณะที่ทำการชักลากเรือลงสู่แม่น้ำโขง

ครั้นได้ทำการสมโภชเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแล้วเมื่อเกิดเหตุร้ายภัยร้าย ณ บ้านเมืองใด จึงได้อัญเชิญองค์พระติ้วไปประดิษฐาน ณ บ้านเมืองนั้น ครั้นพอเหตุร้ายภัยร้ายระงับดับหายไปก็อัญเชิญประดิษฐานภายในเมืองตามปกติ

ครั้งหนึ่งเกิดเพลิงไหม้หอพระวัดธาตุ บ้านสำราญ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์พระติ้ว พระเจ้าขัตติยะวงศาฯ จึงมีบัญชาให้ชาวบ้านหาไม้มาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปเหมือนองค์พระติ้วทุกประการ แล้วจัดให้มีการสมโภชเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแทนองค์พระติ้วที่เข้าใจว่าถูกไฟไหม้แล้ว

ต่อมาได้มีชาวบ้านสำราญไปหาปลากลางแม่น้ำโขง ในขณะนั้นเองได้เกิดลมบ้าหมู(พายุหมุน)ขึ้นและชาวบ้านได้เห็นองค์พระติ้วลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง จึงได้นำไปถวายคืนพระเจ้าขัตติยะวงศาฯ พระองค์ศรัทธาเป็นอย่างยิ่งจึงได้สละทองคำหนัก30 บาท ให้ช่างบุทั่งทั้งองค์พระและจารึกอักษรที่แท่นฐานลานเงิน เพื่อบอกวันเดือนปีและนามผู้สร้าง พร้อมทั้งได้ถวายสมัญญานามพระพุทธรูปองค์เดิมว่า "พระติ้ว" และพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้แทนพระติ้วนั้นว่า "พระเทียม"

ซึ่งในกาลต่อมาราชบุตรพรหมา (พรหมาบุตรเจ้ากู่แก้ว)เจ้าครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูรได้อัญเชิญ พระติ้ว พระเทียม มาประดิษฐานที่วัดศรีบัวบานในปีพ.ศ.2281 ชาวนครพนมจะจัดงานสรงน้ำ พระติ้ว พระเทียม ในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน6 เป็นประเพณีสืบมาทุกๆปี

การสังเกตความแตกต่างของพระติ้วพระเทียม นั้นนอกจากจะทราบว่าพระติ้วจะอยู่ด้านขวาของพระเทียมแล้วยังสามารถสังเกตได้จากองค์พระติ้วทำด้วยไม้ติ้วบุทองคำ ส่วนพระเทียมนั้นไม่ได้บุทองคำแต่ลงรักปิดทองคำเปลวแทน..

บ้านพักลุงโฮจิมิน นายกรัฐมนตรีแห่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม


บ้านหลังน้อยของลูงโฮในจังหวัดนครพนม ซุกตัวอยู่เงียบๆท่ามกลางแมกไม้ร่มครึ้ม ดูดดึงให้เราจินตนาการไปต่างๆนาๆเมื่อครั้งที่ลุงโฮเข้ามาเคลื่อนไหวทำการปฏิวัติสู้กับมหาอำนาจฝรั่งเศษราวปี1928-1929 สิ่งของทุกอย่างแม้ไม่ใช่ของเดิมที่ลุงโฮเคยใช้(ส่งมอบคืนให้เวียดนาม) แต่สิ่งของที่จำลองไว้ก็ถูกจัดวางไว้ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง ชึ่งเราสามารถสัมผัสได้ถึงความรมรื่นของบรรยากาศที่เติมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ โดยเฉพาะปัจจุบันมีการปลูกใบชาและมีน้ำชาให้จิบด้วย


ท่านโฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2433 ที่หมู่บ้านฮองตรู จังหวัดเงอัน ตอนบนของประเทศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2454 โฮได้ยายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศล ประเทศซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น ต่อมาโฮก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นโฮได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเช็ค เริ่มการปราบปรามคอมมิวนิสต์นั้น ลุงโฮก็ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนม ประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ชาวไทย

โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ด้วยการที่รวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม

โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าวได๋ จักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 (ค.ศ. 1945) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู

ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติสหพันธมิตรอื่นๆก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512 ที่บ้านพักในกรุงฮานอย

โฮจิมินห์ซิตี้ หรือ ชื่อเดิม ไซ่ง่อน เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่บริเวณสามเหลียมปากแม่น้ำโขงไซ่ง่อน ในอดีตเคยเป็นเมืองในการปกครองของเขมรมาก่อน ต่อมาเมื่อแยกเป็นประเทศเวียดนาม ไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เมื่อเวียดนามเหนือยึดได้จึงเปลี่ยนชื่อเป็น โฮจิมินห์ซิตี ตามชื่อผู้นำเวียดมินห์ คือ โฮจิมินห์