ผมเคยเล่าเรื่อง "วิญญาณหลุดออกจากร่าง" เมื่อนานมาแล้ว มันยังอยู่ใน gotoknow

นึกถึงทีไรก็ยังตื่นเต้นและยังขนลุกอยู่เสมอ

ไม่ใช่เรื่องวิญญาณของผมหลุดออกไปหรอกนะครับ แต่มันเป็นของคนไข้

ในชีวิตของการเป็นหมอ หากพูดถึงเรื่องผี และถามว่า "กลัวไหม" คำตอบคงมีอยู่ ๓ อย่างคือ กลัว ไม่กลัว และกลางๆ แต่สำหรับผมคือ "กลัวฉิบหายเลย" แต่ก็นั่นแหละ เพราะถึงจะกลัวแค่ไหน ด้วยภาระและหน้าที่ก็ทำให้เรื่องผีเป็นเรื่องรองเสมอ

เรื่องเล่ามีให้น่ากลัวมากมาย แต่จนถึงป่านนี้ ผมก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าเคยเจอผีหรือยัง ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ไม่เคยถูกหลอก และคิดว่า ขออย่าได้เคยเลยสักครั้งในชีวิตนี้ ขอเถอะครับ แต่เอ๊ะ...เว้นแต่เมื่อครั้งนั้น

.......

"ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ"

เสียงนี้มันปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ ไม่รู้ว่ากี่โมง แต่คงดึกมากแล้ว เพราะแม่และน้องสาวทั้ง ๒ ต่างก็หลับสนิท เราทั้ง ๔ ชีวิตนอนอยู่บนเตียงในมุ้งหลังเดียวกัน ผมยังเด็กมาก ช่วงนั้นพ่อทำงานอยู่ต่างจังหวัด

แสงไฟหัวเตียงนอกมุ้งส่องแสงสีเหลืองสลัวๆ แม่คงเปิดเอาไว้เผื่อว่าลูกคนใดคนหนึ่งนอนตกเตียง จะได้ลงไปเก็บขึ้นมาง่ายๆ หรือไม่ก็ต้องคอยไปอุ้มลูกคนใดคนหนึ่งที่เดินละเมอไปชนประตูอยู่บ่อยๆกลับมานอน

"ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ" เสียงหัวเราะของหญิงขราที่ยังดังอยู่นอกตัวบ้าน พร้อมกับเสียงกระทืบเท้าขึ้นบันได มันทำให้ผมตื่น เจ้าของเสียงนั้นกระทืบบันไดเสียจนพื้นบ้านสะเทือน

ผมหลับตาปี๋และขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางผืนนั้น ตัวสั่นเทา

แล้วเสียงก็เงียบไป

เพียงครู่หนึ่ง แต่นานปานชั่วกัลป์ ผมจึงค่อยๆเผยอตาขึ้นมองออกไปนอกมุ้งด้านปลายเท้า

เธอนั่งอยู่ตรงนั้น

คนแก่นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อคอกระเช้า นั่งบนเตียงนอนของเราอยู่ด้านนอกมุ้ง เธอหันหลังให้แล้วมองไปมาซ้ายขวา ผมเห็นหน้าด้านข้างของแกด้วย ใบหน้าที่เกี่ยวห่นจนไม่แน่ใจว่ามันเป็นรอยเหี่ยวหรือรอยเน่าเฟะ เธอไม่ใช่ยายของผม เธอเป็นคนอื่น เธอเป็นผีเหรอ

ทำไมไม่มีใครตื่นเลย ทำไมแม่ยังคงนอนกอดน้องสาวคนเล็กไม่ไหวติง ทำไม ทำไม ทำไม

ผมหลับตาลง แล้วค่อยๆเผยอตาดูไปที่ปลายเตียงอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า ยายแก่ผู้นั้นจะไม่เข้ามาอยู่ในมุ้งเดียวกับเรา

แต่แล้วแกก็หายไป

รุ่งเช้าผมเล่าเรื่องนี้ให้แม่กับยายฟัง ทั้ง ๒ คนดูเฉยๆกับเรื่องเล่าอันนี้ประหนึ่งว่า คงเป็นความฝันของเด็กชายตัวเล็กๆที่ไม่ใคร่จะน่าสนใจเท่าใดนัก

ยายคงสังเกตเห็นแววตาของความหวาดกลัว จึงเข้ามาสอนบทสวดมนต์ให้ผมบทหนึ่ง ยายบอกว่าเป็นบทสวดของหลวงปู่ทวด ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ยายเล่าว่า สมัยสาวๆ มีโจรกลุ่มหนึ่งประกาศว่าจะมาฉุดเอายายไปเป็นเมีย ยายกลัวมาก และค่ำคืนนั้นพวกมันก็ใช้เรือเครื่องหางยาวบิดมาเสียงดัง มันดังไปทั้งคุ้งน้ำ "ในบาง" ยายจึงหลบอยู่ในบ้านแล้วสวดมนต์บทที่กำลังสอนผมอยู่นี้ พวกโจรมันหายายไม่เจอทั้งๆที่เดินเข้ามาใกล้ที่หลบซ้อนเพียงนิดเดียวแล้ว

บทสวดมนต์นี้นี่แหละ ที่ผมท่องมันจนติดปากติดใจมาจนถึงทุกวันนี้

และผมก็ไม่เคยเจอผีอีกเลย

...

เมื่อเดือนที่แล้วผมมีกิจได้เจอกับอาจารย์หมอรุ่นน้อง ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีร่วมรักษา หรือจะเรียกให้ฟังง่ายๆก็เป็นพวกที่ใช้ลวดใช้สายชนิดต่างๆ แยงเข้าไปในตัวคนโดยใช้รังสีถ่ายภาพนำทางไปก่อน จากนั้นก็ตัดเนื้อออกมาตรวจ หรือไม่ก็ฉีดยาหรือสารชนิดต่างๆเข้าไปในหลอดเลือดเพื่อรักษาโรค

เราคุยกันหลายเรื่องจนมาหยุดอยู่ที่ วันก่อนเขาได้สอดเข็มเข้าไปตัดเนื้อเยื่อไตของคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งการตัดชิ้นเนื้อไม่มีปัญหาแต่อย่างใด กระทั่งให้คนไข้นอนหงายแล้วต้องใช้ผ้าก๊อซผืนใหญ่กดไว้ที่ผิวหนังบริเวณที่แทงเข็มเข้าไป กดมันเพื่อเป็นการห้ามเลือด ทันใดนั้นเองที่การกดที่แผลก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่ลึกเข้าไปจนถึงอวัยวะในช่องท้อง มันเป็นความเจ็บปวดลึกๆที่ยากจะอธิบาย แต่มันก่อปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายอย่างรุนแรง "คนไข้หัวใจหยุดเต้น"

เร็วเท่าใจนึก ทีมแพทย์และพยาบาลต่างปฏิบัติการกู้ชีพอย่างทันท่วงที และพอดีกับในขณะนั้นมีอาจารย์แพทย์อายุรกรรมมาอยู่ใกล้ๆเพื่อดูฟิล์มเอ็กซเรย์ของคนไข้เขาอยู่พอดี จึงได้เข้ามาช่วยกัน

คนไข้ถูกปั๊มหน้าอกจำนวน ๓ ครั้ง

๑...

๒...

๓...

แล้วเธอก็ลืมตาขึ้น

"เธอรอดชีวิตอย่างรวดเร็ว" นั่นเพราะทีมเราเก่งมาก จัดการทุกอย่างได้อย่างทันท่วงที

ผมแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ประหนึ่งว่า เรื่องราวแบบนี้พบได้เป็นประจำ เรามีคนไข้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาให้เราได้ออกกำลังกายและออกกำลังสมองอยู่บ่อยๆจนชิน "หรือไร"

ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ

เราอาจจะลืมคนไข้ไปได้ แต่เรามักจะไม่ลืมประสบการณ์เช่นนี้ มันจึงทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ใดๆขึ้นมา ทุกอย่างจึงถูกปฏิบัติอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการฝึกซ้อมสถานการณ์ต่างๆเหล่านี้บ่อยๆ ก็เป็นส่วนเสริมความเก่งได้

และที่ผมไม่ลืมเรื่องเล่านี้ เพราะผมรู้จักกับคนไข้คนนี้ครับ

วันนี้ผมเสร็จจากการตรวจคนไข้ราวบ่ายโมงเศษๆ ก็เดินลงชั้นล่างเพื่อหาข้าวกิน จึงได้จ๊ะเอ๋กับเธอ

"สวัสดีครับพี่ เป็นไงบ้าง" ผมทักเธอออกไป และเธอก็ยิ้มตอบกลับมา

"ได้ข่าวว่าวิญญาณหลุดออกจากร่างไปเหรอครับ พี่ไปไหนมา" มันเป็นการเปิดบทสนทนาที่แสนจะห่วยแตก แต่กระชับและตรงประเด็นที่สุด

"อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ" นั่นแน่ เธอต่อติดเสียด้วย

"พี่ก็ไม่รู้ว่าไปไหนมา แต่ทันทีที่พี่ถูกจับพลิกตัวมาจากการเจาะแล้ว พี่รู้สึกว่าเวียนหัวมาก พี่บอกทุกคนในห้องว่าพี่กำลังจะเป็นลม แล้วพี่ก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย" นี่เป็นการเริ่มต้นที่จะบอกว่า อีกเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น หัวใจเธอก็หยุดเต้นไป

"พี่เห็นแสงสว่างสีฟ้าทั่วไปหมด มีผู้คนมากมาย หนุ่มสาว ชายหญิง ต่างเดินกันไปในทางเดียวกัน ไม่มีใครเศร้า แต่ก็ไม่มีใครคุยกับใคร" เธอเล่าด้วยสีหน้าที่ผมแทบจะเดาไม่ออก ว่าเธอตื่นเต้น หรือตกใจ หรืองงงวย แต่ผมนี่นึกถึงฉากหนังฝรั่งขึ้นมาทันที แปลกดีนะครับ ทำไมพวกฝรั่งก็เล่าเรื่องการเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งนั้นในโลกหลังความตาย หนังจีนก็เดินกันแบบนี้ หรือว่าประสบการณ์จากการดูหนังของเธอเป็นผู้กำหนดจิตให้เธอเห็นเหมือนในหนังเช่นนี้กันแน่

"ตอนนั้นพี่ก็งงว่า พี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จะให้เดินไปทางไหนก็ไปไม่ถูก" เธอบอกต่อ

"พี่เห็นร่างตัวเองนอนอยู่แล้วมีหมอกำลังรุมช่วยชีวิตอยู่มั้ย แล้วพี่กลับมาได้ยังไง" ผมชักตื่นเต้น

"ไม่เห็นหรอกค่ะ เห็นแต่คนเดินกลุ่มนั้นนั่นแหละ และจู่ๆพี่ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อของพี่ เป็นเสียงที่ดังชัดมากว่าเป็นชื่อพี่ แต่หมอเชื่อไหม ว่าการพยายามหันกลับมาตามเสียงเรียกนั้นมันยากมาก การพยายามทำให้ตัวเองตื่นขึ้นมามันไม่ง่ายเลย พี่ต้องใช้พลังอย่างมากในการกลับมา และทันทีที่พี่ลืมตาขึ้นก็เห็นคนหลายคนรุมล้อมพี่อยู่ ตอนนั้นงง สับสนไปหมด"

ผมเชื่อว่า วินาทีแรกที่เธอได้ยินเสียงเรียกนั้น คงเป็นช่วงเวลาที่การกดนวดหัวใจผ่านผนังหน้าอกคงสัมฤทธิ์ผล หัวใจของเธอกลับมาเต้นได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่การทำให้ตัวเองตื่นนั้นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เธอกลับมาได้สำเร็จ

นั่นเป็นความสำเร็จจากความพยายามของเธอเอง หรือเป็นเพราะความเก่งของทีมเรากันแน่นะ

"พี่ว่านะหมอ เวลาที่เราจะตายไปน่ะ ใครมาจับตัว มาเขย่าตัว มาฉีดยา มาทำนู่นทำนี่ เราไม่รู้สึกเลยนะ แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังรับรู้ได้คือ การได้ยิน มันคือสิ่งเดียวที่พาพี่กลับมา พี่กลับมาเพราะเสียงเรียกชื่อพี่นี่แหละ"

"ยินดีต้อนรับกลับมานะครับพี่ ถามอีกอย่าง ชีวิตพี่เปลี่ยนไปมั้ย" ผมหยอดต่อ

"ไม่นะหมอ พี่อาจจะฉลาดขึ้นมั้ง...ล้อเล่นนะ" แหม่ ยังมีอารมณ์ขัน

"สัปดาห์แรกที่ตื่นขึ้นมา เรี่ยวแรงมันหดหายไปมากเลยค่ะ แต่มันก็ค่อยๆฟื้นตัวจนมาทำงานต่อได้ตามปกติ"

"ครับ ยังไงผมก็ดีใจนะครับ ที่เราได้เจอกันอีก" ผมทิ้งท้าย

ประสบการณ์ "near death experience" ชนิดที่คนใกล้ตัวมาเล่าให้ฟังนี้ น่าสนุก แต่หัวเราะไม่ออก

ผมยังไม่อยากเจอนะครับ ไม่ต้องมาชวนผมไปดู

ธนพันธ์ ชูบุญกูกลัวผี

๖ มีนาคม ๒๕๖๐