ปรเมศวร์ กุมารบุญ
ทุกวันนี้สกุลเงินดิจิทัลในโลกออนไลน์แบบ Crypto Currency มีมากมายนับร้อยสกุล อาทิเช่น Bitcoin, Ethereum, Ripple, Hyperledger, Dash, Litecoin, Peercoin, Dogecoin และ Monero เป็นต้น แต่ Bitcoin เป็นสกุลเงินในโลกออนไลน์ที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมเทคโนโลยี Block Chain แรกและเป็นต้นแบบสกุลเงินอื่นๆ
Bitcoin ถูกสร้างขึ้นด้วยบุคคลที่ใช้นามว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ (Satoshi Nakamoto) คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยที่ทุกคนในโลกนี้ยังไม่ทราบว่าแท้จริงเขาเป็นใคร เมื่อ Bitcoin เกิดการยอมรับในสังคมจนเชื่อมั่นในระบบแล้วเขาก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บ้างก็ว่า ซาโตชิ ตัวจริงมี Bitcoin เก็บไว้ 1,000,000 Bitcoin (หน่วยเป็น BTC) ซึ่ง ณ วันที่ 5 มีนา 60 เขาจะมีเงินประมาณ 44,368 ล้านบาท
ปัจจุบัน 1 Bitcoin = 44,368.98 บาท ดังนั้นการซื้อขายสินค้าจึงได้แบ่งหน่วยย่อยเล็กลงมาอีกเป็นหน่วยย่อย โดย 1 Bitcoin สามารถแตกเป็น 100,000,000 หน่วยที่เรียกว่า Satoshi เรียกตามนามของผู้คิดค้นระบบขึ้นมา โดย 1 Satoshi = 0.00000001 Bitcoin
แนะนำ Bitcoin และ Block chain
สมัยก่อนนั้นระบบธนาคาร จะมีศูนย์ข้อมูลกลางที่เก็บรายการบัญชีเงินฝากและรายการธุรกรรมของทุกคนไว้ เมื่อหน่วยใดต้องการใช้ข้อมูลก็เรียกเข้ามายังศูนย์กลาง เรียกระบบแบบนี้ว่า Centralized ledger
ระบบแบบ Centralized ledger จะเห็นได้ว่าความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลอยู่ที่ศูนย์กลาง (Data center) ของธนาคารเท่านั้น หากถูกทำลายลงไปข้อมูลก็อาจจะหายไปหมดได้
แต่แนวคิด Block chain นั้นคือ Security และ Trust โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า Trust protocol นี้เปลี่ยนแปลงแนวคิดของโลกเลยทีเดียว ระบบจะไม่มีศูนย์ข้อมูลที่อยู่ตรงกลางอีกแล้ว คอมพิวเตอร์ทุกตัวในโลกจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกันโดยตรงเรียกว่า Peer-to-Peer (P2P) คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในระบบ Bitcoin แต่ละตัวจะเรียกว่า Node ทุกคนจะเห็นข้อมูลบัญชีของทุกคนบนเครือข่าย การชำระเงิน ยอดเงิน เพียงแต่ไม่ปรากฏชื่อว่าบัญชีของใคร จะแสดงในรูปแบบที่อยู่ (Address) ที่ทำการเข้ารหัสแล้ว เช่น 1N2VwcfGTXA1J9FGNG3uit3VYA4D6zMoP2 (ที่อยู่บัญชีผู้เขียน บริจาค Bitcoin เข้ามาได้เลยครับ)
ข้อมูลธุรกรรมการเงินจะถูกสร้างเป็น Block เรียงกันเป็นห่วงโซ่แล้วส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ในเครือข่าย ทุกคนแต่ละ Node จะช่วยยืนยันความถูกต้องด้วยโปรแกรมการคำนวณทางคณิตศาสตร์อัตโนมัติของ Bitcoin ที่ลงไว้ และช่วยแย้งหากมีการผิดพลาดของข้อมูลเกิดขึ้น Node ต่างๆจะมีหน้าที่ดูแลข้อมูลแทนระบบศูนย์กลางแบบเดิม เรียกวิธีการบริหารระบบบัญชีนี้ว่า Distributed Ledger
กล่าวเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ก็คือ จะเห็นได้ว่าการที่ข้อมูลการทำธุรกรรมการเงินของใครหรือบัญชีของใคร (Ledger) ที่เกิดขึ้น คอมพิวเตอร์ทุกตัวบนโลกที่มีโปรแกรม Bitcoin จะช่วยกันยืนยันความถูกต้องและตรวจสอบหากมีข้อผิดพลาดของบัญชี
หาก Hacker ต้องการเจาะระบบจึงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจะต้องมีคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพเท่าคอมพิวเตอร์ทุกตัวในโลกที่รัน Bitcoin อยู่เอามารวมกันหรือระหว่างทำธุรกรรมไฟฟ้าดับก็ยังมีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในโลกทำงานอยู่ การบริหารข้อมูลแบบไร้แหล่งข้อมูลศูนย์กลางแบบนี้จึงถือว่ามีความมั่นคงมาก
Block Chain นั้นเป็น Technical Term แต่ผู้เขียนใช้ภาษาชาวบ้านให้เข้าใจได้ง่ายดังที่กล่าวมา ข้อมูลใน Block Chain ที่ถูกสร้างมาจัดเก็บในแต่ละ Block ที่ส่งต่อๆ กันไปนั้น จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรียกกลับมาแก้ไขได้ หรือแม้จะทำลายข้อมูลนั้นก็ไม่ได้
การทำเหมือง Bitcoin
แล้วทำไมจู่ๆ คนอื่นจะเอาคอมพิวเตอร์ของตนมาเชื่อมต่อเครือข่าย Bitcoin เพื่อช่วยตรวจสอบ Transaction (ธุรกรรมการเงิน) ด้วยล่ะ? เพราะการใช้คอมพิวเตอร์แต่ละคนที่เป็น Node มาช่วยคำนวณต้องใช้ทรัพยากรและพลังงานที่สิ้นเปลืองสูงมาก
ซาโตชิ จึงได้ออกแบบระบบไว้ว่า หากใครนำคอมพิวเตอร์ของตนมาเชื่อมต่อเพื่อช่วยในการคำนวณตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินจะได้รับผลตอบแทนกลับมาจากการคำนวณ 1 Block จะได้รับค่าตอบแทนเท่ากับ 25 Bitcoin
แต่ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนได้ลดลงเหลือ 12.5 Bitcoin เพราะมีคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาร่วมเครือข่ายมากขึ้น และจะลดลงเรื่อยๆ เป็นอัตราส่วนที่ถูกออกแบบไว้โดยสมการทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ
Bitcoin ถูกออกแบบทางคณิตศาสตร์ไว้ว่า ตั้งแต่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 เมื่อมีคนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบก็ผลิตเหรียญออกมาเรื่อยๆ และจะมีจำนวนสิ้นสุดที่ 21 ล้านเหรียญ Bitcoin ซึ่งคาดว่าจะครบใน ประมาณปี 2024 หรือประมาณปี พ.ศ. 2567
สมการทางคณิตศาสตร์กำหนดจำนวน Bitcoin ที่จะมีในโลก
ดังนั้นจึงเกิดแรงจูงใจให้ทุกคนเอาคอมพิวเตอร์ของตนมาเชื่อมต่อเพื่อได้รับผลตอบแทนทีละนิดทีละหน่อย ส่วนบางรายก็ลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อหรือใช้ ฮาร์ดแวร์ประเภทอื่นที่ลดต้นทุนลงเช่น เครื่อง Asic หรือเฉพาะส่วน การ์ดจอ เป็นต้น เพื่อหวังได้รับผลตอบแทนเป็น Bitcoin เรียกว่าเป็นการทำเหมืองหรือ “ขุดเหมือง” กันเลยทีเดียว ที่นิยมเรียกกันว่า “Mining” ส่วนนักขุดเรียกกันว่า Miner ซึ่ง Miner จะเป็นคนคอยติดตาม Transaction ต่างๆ
Algorithm ในโปรแกรม Mining ที่ถูกตั้งไว้อัตโนมัติด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ จะเป็นการจำกัด Supply ของจำนวน Bitcoin และเพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อในระบบ ซึ่งยิ่งทำให้มูลค่าของ Bitcoin ถีบตัวสูงขึ้นทุกๆวัน คนไทยไม่น้อยต่างทยอยเดินหน้าทำเหมือง Bitcoin กันในปัจจุบันนั่นเอง
การใช้ Bitcoin ซื้อสินค้าครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เมื่อนาย Laszlo Hanyecz สั่งซื้อพิซซ่าจำนวน 2 ชิ้น จากร้าน Papa John’s pizzas ในราคา 10,000 Bitcoin ซึงหากนับมูลค่าในปัจจุบันนี้ ปี พ.ศ. 2560 ราคา 1 bitcoin ในประเทศไทยประมาณ 44,368.98 บาท หากร้าน Papa John’s pizzas ยังเก็บ Bitcoin จากการขายพิซซ่า 2 ชิ้นนั้นไว้อยู่ จะมีมูลค่าถึง 443,689,800 บาทในปัจจุบัน
Bitcoin and Crime
เมื่อ Bitcoin เป็น Crypto Currency ซึ่งกลายเป็นเงินออนไลน์ที่มีการเข้ารหัสไร้ชื่อผู้ส่งผู้รับไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงกลายเป็นมิตรแท้ของเหล่าอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมต่างๆ
ว่ากันว่าสมัยก่อนที่ต้องมีผู้ก่อการร้ายก็ด้วยเรื่องธุรกิจ เงินทองเป็นตัวบอกเส้นทางอาชญากรรม ผู้ก่อการร้ายนั้นมีกองกำลังและมีระบบการเงินจึงมีอิทธิพล ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ นั้นไม่มีกองกำลังและไม่มีระบบการเงิน จึงต้องพึ่งพาผู้ก่อการร้าย ไม่ว่าเป็น น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด สินค้าสัตว์ป่า เป็นต้น เพราะผู้ก่อการร้ายเขามีทั้งระบบ Logistic และ Financial
แต่ Bitcoin ทำให้รูปแบบเส้นทางการเงินของอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจผิดกฎหมายทุกประเภทสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและเติบโตอย่างแข็งแกร่งแน่นอน
แม้ว่าในราวปี ค.ศ. 2013 เป็นข่าวใหญ่โตที่ FBI สามารถจับกุมตัว Ross William Ulbricht ผู้ดูแลเว็บไซต์ให้บริการค้าขายยาเสพติดรายใหญ่ในโลกออนไลน์ที่ใช้ Bitcoin ในการซื้อขายทำให้จับกุมตัวไม่ได้มายาวนาน
นาย Ross William Ulbricht
แม้สื่อต่างๆ พยายามโปรโมตการจับกุมนาย Ross William Ulbrichtหรือในตลาดมืด (Dark Market) รู้จักกันในนาม Dread Pirate Robertsผู้ดูแลเว็บไซต์บริการค้ายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายอย่าง silk road ว่า Bitcoin นั้นก็ไม่อาจทำให้รอดพ้นเงื้อมมือเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนจนจับกุม
เว็บไซต์ silk road ซื้อขายยาเสพติดใน สหรัฐ อเมริกา
แต่จากการค้นคว้าของผู้เขียนกลับพบว่า FBI ไม่ได้สืบสวนหาตัวนาย Ross Ulbricht เจอจากการใช้ Bitcoin แต่อย่างใด ผู้เขียนเข้าใจว่าเกิดจากการตามสืบของเจ้าหน้าที่ไปเจอการโพสต์สั่งซื้อยาเสพติด แล้วเขาโพสต์ E-mail ของเขาไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่แค่ลองเสิร์ชใน Google ก็ทำให้ตามตัวเขาเจอแล้ว ดังในข่าว https://motherboard.vice.com/en_us/article/the-google-search-that-took-down-ross-ulbricht
ดังนั้นผู้เขียนยังเข้าใจว่า Bitcoin เป็นขุมพลังใหญ่ของอาชญากร และองค์กรอาชญากรรมทั้งหลายในการผ่องถ่ายเงินดังเส้นเลือดหล่อเลี้ยงพวกเขา และยากในการสืบสวนจับกุม

บริการของ silk road เพียงเป็นคนกลางแลกเปลี่ยนเงินตรากับ Bitcoin แล้วหักค่าบริการ
โดยมีมูลค่าการซื้อขายผ่านเว็บไซต์นี้อยู่ที่การประมาณ 30-45 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ปัจจุบันอาจมีเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการซื้อขายสิ่งผิดกฎหมายออนไลน์มากมายและใช้ Bitcoin ในการซื้อขาย เจ้าของเว็บไซต์จะให้บริการเหมือน Ebay หรือ Amazon และเก็บค่าบริการ Silk road นั้น FBI เคยให้ฉายาว่า Amazon of drugs หากรัฐไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอ อาชญากรรมจะเติบโตอย่างกว้างขวางด้วยเส้นทางการเงินดิจิทัล
Bitcoin กับ Economic crime
Economic crime หรืออาชญากรรมเศรษฐกิจนั้นหมายถึงการทำให้คนจำนวนมากได้รับความเสียหายรวมถึงธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ เหยื่ออาชญากรรมเศรษฐกิจจาก Bitcoin มี 2 ประเภทคือ ประชาชนทั่วไปเป็นเหยื่อ และ รัฐก็ตกเป็นเหยื่อเช่นกัน ดังที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้
ประชาชนเป็นเหยื่ออาชญากรรมเศรษฐกิจ
แน่นอนว่าต้องมีเรื่องราวทำนอง “ขายตรง” แบบ Ponzi’s Model ที่บ้านเรานิยมกัน เขาจะมีการจัดแผนการตลาดรูปแบบใหม่มาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมกลุ่มจะเสียค่าสมาชิกครั้งแรก การขายตรงทุกชนิดแบบ Ponzi Pyramid สุดท้ายก็มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อก็คือดาวน์ไลน์คนท้ายๆ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเขียนเรื่อง Cybercrime กับ Ponzi Scheme อีกเรื่องละกันวันนี้คุยเรื่องกรณี Bitcoin ก่อน
คนจำนวนไม่น้อยใช้เงินตัวเองซื้อ Bitcoin เพื่อเก็งกำไร หลังจาก Bitcoin ถูกปล่อยสู่ตลาดในปีแรก ถึงปี พ.ศ. 2553 ตลาดซื้อขายแรกๆ คือ บริษัท Mt.Gox บริษัทญี่ปุ่นที่มาเปิดให้บริการใน สหรัฐ อเมริกา ซึ่งได้รับความนิยมสูงมากใน สหรัฐ และนับว่าใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น แต่สุดท้ายทางการ สหรัฐ ยึดบัญชี บริษัท Mt.Gox ฐานให้บริการโอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ทาง บริษัท Mt.Gox จึงขอใบอนุญาตและให้บริการต่อมา แต่พอถึง ปี พ.ศ. 2554 บริษัท Mt.Gox ประกาศว่า Bitcoin หายไปจากบัญชีจำนวนมากหลายร้อยล้าน ดอลลาร์ สหรัฐ จนแทบไม่เหลือ บริษัท Mt.Gox ต้องปิดกิจการลงและยื่นขอล้มละลายในที่สุด มีผู้เสียหายราว 127,000 คน ปัญหาการถูกโจรกรรม Bitcoin จำนวนมหาศาลนี้นับเป็น Cybercrime ที่เกิดกับสกุลเงินดิจิทัล ครั้งใหญ่และส่งผลกระทบต่อเหยื่อจำนวนมากได้รับความเสียหาย และทำให้ Bitcoin ยังคงเป็นที่สงสัยถึงความมั่นคงปลอดภัยหรือครั้งนั้นเกิดจากการฉ้อโกงกันแน่

กรณีศึกษาของ Trendon Shavers เจ้าของเว็บไซต์ pirateat40 ซึ่งได้มีการโพสต์โฆษณาใน Social network ต่าง ๆ เพื่อให้มาลงทุนในธุรกิจ Bitcoin Savings and Trust ในเว็บไซต์ของเขา โดยสัญญาว่าจะมีผลตอบแทนสูงถึง 7% ต่อสัปดาห์ และเขาสามารถระดมทุนได้สูงถึง 700,000 Bitcoin ในช่วงเดือน กันยายน 2554 ถึง กันยายน 2555 จากนั้นมีผู้เสียหายราว ๆ 48-100 คนจากรัฐแมนฮัตตั้นได้ยื่นเข้าฟ้องร้องหลังจาก Bitcoin ของพวกเขาหายไปบางส่วนหรือหายไปทั้งหมด
นาย Trendon Shavers ถูกจับกุมในข้อหาก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจและมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายผิดกฎหมายขแงประเทศ และศาลพิพากษาให้ นาย Trendon Shavers ถูกจำคุก 20 ปี และเขาถูกจำคุกนานถึง 5ปี
แต่ก่อนหน้านี้นาย Trendon Shavers เคยโดนคดีทำนองนี้มาแล้วในรัฐเท็กซัส แต่ทนายเขาแก้ต่างว่า Bitcoin ไม่นับเป็นทรัพย์สินตามกฏหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือแชร์ลูกโซ่ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้กฎหมายมีการพัฒนาขึ้นเพื่อปกป้องนักลงทุน ซึ่งทำให้มีการระบุเกี่ยวกับหน่วยสกุลเงินดิจิทัลและ Bitcoin เข้าไป หลังจากที่มีการฟ้องร้องและข่าวเกี่ยวกับการเสียหายจาก Bitcoin เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หลายหน่วยงานภาครัฐในต่างประเทศได้เริ่มตื่นตัวสร้างมาตรการรับมือกับ Bitcoin อาทิเช่น The United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ได้จัดอบรม การสืบสวน Bitcoins เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559 ณ กรุงเวียนนา โดยความร่วมมือของ GPML (Global Programmed Against Money Laundering, Proceeds of Crime and the Financing of Terrorism) และ Global Programmed on Cyber Crime ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชาวฮังการีและออสเตรียกว่า 20 รายมาจาก หน่วยสืบสวนอาชญากรรมการเงิน อาชญากรรมเศรษฐกิจ ตำรวจ หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย และสรรพากร ซึ่งการอบรมได้ชี้ให้ตระหนักถึงภัยของ Bitcoin ต่อกฎหมายปราบปรามการฟอกเงิน (Anti-money laundering) และ อาชญากรรมไซเบอร์ (cybercrime)
อ้างอิง
- Block Chain Revolution, Don Tapscott and Alex Tapscott, Pnquin random house UK.
- Terrorism and Communication, Jonathan Matusitz
- http://cyberlawcybercrime.com/cybercrime/bitcoin-c...
- https://www.bloomberg.com/view/articles/2013-11-18/are-bitcoins-the-criminal-s-best-friend-
- https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/DocLib_/article2_05_14.pdf
- http://www.sciencemag.org/news/2016/03/why-crimina...
- https://www.cryptocoinsnews.com/venezuelas-hyperin...
- https://www.bot.or.th/Thai/PressAndSpeeches/Press/...
- https://coinmarketcap.com/
- https://en.wikipedia.org/wiki/Silk_Road_(marketplace)
- https://motherboard.vice.com/en_us/article/the-goo...


