ต้นส้มแสนรัก

วิเคราะห์บทภาพยนตร์กับนวนิยาย “ต้นส้มแสนรัก

โจเซ่ วาสคอนเซลอส เขียน

มัทนี เกษกมล แปล

ต้นส้มแสนรักเป็นวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เรื่องราวของเด็กชายวัยหกขวบที่ช่างคิด ช่างจินตนาการ เขาไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะรู้ว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด เขามองทุกอย่างรอบตัวเป็นสิ่งมีชีวิตไปเสียทุกหมด เขาชอบพูดกับตัวเองและสิ่งที่รักเสมอ ความสุขของเซเซ่ คือการได้อยู่ในโลกจินตนาการอันกว้างใหญ่ที่ผู้ใหญ่ไม่มีวันได้เข้าถึง

ตัวบทภาพยนตร์ต้นส้มแสนรัก หรือชื่อภาษาอังกฤษ “My sweet orange tree” มีความเหมือน คล้ายคลึงและแตกต่างจากตัวบทวรรณกรรมค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การดำเนินเรื่องที่มีความฉับไวทั้งตัวบทภาพยนตร์และตัวบทวรรณกรรมจึงทำให้ฉากมีความสั้นกระชับทั้งเรื่อง สิ่งที่กลมกลืนและคล้ายคลึงกันอีกอย่างหนึ่งคือ ฉากโรงเรียน โดยตัวละครเซเซ่จะพูดถึงครูเซซีเลีย เพม ให้ต้นส้มฟัง ซึ่งในตัวบทภาพยนตร์นั้นสามารถถ่ายทอดภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นความลงตัวของบทละครและภาพที่ดูสมจริง

การเปิดเรื่องที่แตกต่างกันของตัวบทภาพยนตร์และตัวบทวรรณกรรม บทภาพยนตร์เปิดเรื่องด้วยภาพปัจจุบันในช่วงที่ตัวละครเอกเซเซ่โตเป็นผู้ใหญ่และกลับมาที่สุสานของคนโปรตุเกส บุคคลที่เขารักมากที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง และดำเนินเรื่องโดยการเล่าเรื่องแบบกระแสสำนึกหวนนึกถึงชีวิตในวัยเด็กของตนเอง ซึ่งมีการเปิดเรื่องแตกต่างกันกับบทวรรณกรรมที่พี่น้องวาคอนเซลอสเดินจูงมือกันบนถนนริโอเซาเปาโล และเดินเรื่องไปตามปฏิทิน ในขณะที่บทภาพยนตร์มีการตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันบ้างครั้งคราว

ตัวละครเอกของเรื่องมีลักษณะแตกต่างกัน ตัวบทภาพยนตร์นั้นเป็นเด็กชายที่มีรูปร่างอุดมสมบูรณ์ต่างกับบทวรรณกรรมที่บรรยายถึงตัวละครเซเซ่มีรูปลักษณะผอมแห้ง มอมแมม ซึ่งตัวบทวรรณกรรมจะให้ความสำคัญกับตัวละครรองน้อยและเน้นไปที่บทบาทของตัวละครเอกอย่างเซเซ่เป็นตัวเล่าเรื่อง ต่างจากบทภาพยนตร์ที่ให้ความสำคัญกับตัวละครอื่นเท่าๆกัน ถึงแม้ในภาพยนตร์จะมีตัวละครน้อยกว่าในหนังสือ

เซเซ่ ตัวละครเอกที่เป็นเด็กช่างจินตนาการคือ ชอบพูดกับตัวเองและคุยกับต้นส้มจนคนอื่นมองเป็นเรื่องแปลกประหลาด แม้จินตนาการของเขาจะเกินจริงไปบ้างในบทภาพยนตร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชมขาดอรรถรสแต่อย่างใด กลับเพิ่มสีสันให้ดูสนุกขึ้นไปอีก ด้วยความไร้เดียงสาของเด็กทำให้เขาไม่หยุดฝันและจินตนาการจนทำให้ผู้ชม ผู้อ่านรู้สึกว่าโลกจิตนาการของเขานั้นช่างกว้างใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเพราะพวกเขาก็ได้ผ่านช่วงวัยตรงนั้นมาจนลืมไปเสียหมดแล้ว ผู้ใหญ่ใช้ความคิดของตนเองไปตัดสินเด็กที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่คิดเป็นเรื่องผิดเสมอไป และลงโทษเด็กอย่างไร้เหตุผลในบางครั้ง

ตัวละครที่รับบทพ่อของเซเซ่ในภาพยนตร์ค่อนข้างที่จะแสดงออกทางอารมณ์รุนแรงกว่าตัวบทวรรณกรรมอยู่มาก ลุงเอ็ดมันโดเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่บทภาพยนตร์ตัดความสำคัญออกไปจึงทำให้ไม่มีบทสนทนาที่เซเซ่กับลุงเอ็ดมันโดแสดงความรักต่อกันอย่างตัวบทวรรณกรรม ต้นส้มเป็นเหมือนอีกตัวละครหนึ่งที่มีบทบาทคล้ายมนุษย์ คือ พูดได้ รู้สึกได้ จึงทำให้เซเซ่รู้สึกว่ามีเพื่อนเป็นต้นส้มยังดีกว่ามีเพื่อนเป็นตัวเป็นตนเสียอีก ต้นส้มจึงเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่มีชีวิตคอยจุดประกายความฝันและจิตนาการให้กับเซเซ่

การตัดฉากบางฉากในบทภาพยนตร์อาจทำให้ขาดอรรถรสทางอารมณ์ไปบ้าง แต่ยังคงฉากที่สำคัญไว้เป็นส่วนใหญ่ ฉากสำคัญบางฉากยังดำเนินไปไม่สุดเหมือนกับบทวรรณกรรมจึงทำให้อารมณ์ของผู้อ่านขาดห้วงไป เช่น ฉากที่เซเซ่เหยียบเศษแก้วจากการแอบขโมยผลไม้ในสวนของคนข้างบ้าน แต่บทภาพยนตร์ตัดความสำคัญในส่วนของกลอเดียกับเซเซ่ไปจึงทำให้ไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องอย่างต่อเนื่องของอารมณ์แบบบทวรรณกรรมได้ และยังมีอีกหลายฉากที่เป็นเช่นนี้สำหรับตัวบทภาพยนตร์

ฉากสวนสัตว์เป็นเพียงฉากในจินตนาการของเซเซ่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจไปว่ามีสวนสัตว์อยู่จริง ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการของเด็กช่างฝันเท่านั้นและฉากนั่งเครื่องบินที่ทำจากของเหลือใช้ในบทภาพยนตร์เป็นฉากที่บ่งบอกจินตนาการของเซเซ่ได้อย่างชัดเจนและน่าอัศจรรย์ สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งคือตำแหน่งการขึ้นอยู่ของต้นส้ม ซึ่งในบทภาพยนตร์นั้นต้นส้มขึ้นอยู่ริมรั้วหน้าบ้านจึงต่างจากบทวรรณกรรมที่ต้นส้มขึ้นอยู่ใกล้คูน้ำหลังบ้าน

ถ้าเด็กได้รับชมภาพยนตร์ต้นส้มแสนรักแล้วก็คงตอบได้ว่าชอบตัวบทภาพยนตร์มากกว่าอย่างแน่นอนเพราะได้เห็นทั้งภาพ เห็นจินตนาการที่ตัวละครแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน เพราะตัวบทวรรณกรรมนั้นอาจทำให้เด็กบางคนสับสนในขณะที่อ่าน ตัวบทวรรณกรรมจะต้องใช้จินตนาการในการอ่าน หากเด็กคนใดไม่มีจินตนาการแล้วก็ยากที่จะทำความเข้าใจในตัวบทได้ ทั้งยังอาจทำให้ขาดการรับรสของวรรณกรรมเรื่องนี้ที่มีความลึกซึ้งและคลาสสิกอยู่ในตัว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิเคราะห์บทภาพยนตร์กับนวนิยาย “ต้นส้มแสนรัก”



ความเห็น (0)