บันทึกของมนุษย์นศ.OT ตอน เมื่อฉันทำ " จิตอาสา "

ถ้าพูดถึงการทำ "จิตอาสา" หลายคนอาจจะนึกถึงการทำอะไรที่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวม การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน... ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นิยามเช่นนั้น แต่ก็แอบสงสัยอยู่ลึกๆว่าเราจะมีความสุขจริงหรือ ลองย้อนมองกลับไปหลายปีที่ผ่านมา ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำกิจกรรมที่ทำให้ตนเองมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยว กินอาหารที่ดีหรือแม้แต่การไปเจอเพื่อนเก่าสมัยมัธยม แต่ที่น่าแปลกคือฉันกลับไม่ได้สังเกตเลยว่าคนรอบตัวฉัน พวกเขารู้สึกอย่างไรกันบ้าง??

จนกระทั้งปีนี้ฉันเลยอยากลองปรับเปลี่ยนความสุขของตนเองใหม่ จากที่มีความสุขอยู่คนเดียวกลายเป็นการมีความสุขร่วมกับผู้อื่นบ้าง ฟังดูแล้วอาจจะดูนางเอ๊กนางเอก..แต่นั่นคือความตั้งใจหลักของฉันในปีนี้แหละค่ะ :)

ผ่านปีใหม่มาไม่นาน ภารกิจแบ่งปันความสุขของฉันจึงเกิดขึ้น เมื่ออาจารย์ป๊อปและอาจารย์เดียร์ได้ให้เรานักศึกษากิจกรรมบำบัดไปทำ "จิตอาสา" ฉันเลยถือโอกาสนี้ทำภารกิจแบ่งปันความสุขให้คนอื่นเลยแล้วกัน ฉันและเพื่อนกลุ่มหนึ่งเริ่มวางแผนหาสถานที่เพื่อไปทำจิตอาสา หาไปหามาเลยได้เจอกับ "มูลนิธิเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย" และที่นี่นั่นเองคือสถานที่ในการทำภารกิจของฉัน โจทย์ต่อไปคือเราจะไปทำอะไรให้กับน้องหล่ะ? คิดไปคิดมา จึงคิดได้ว่า ตัวพวกเราเองก็เป็นนักเรียน สิ่งที่มีติดตัวและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้คือ "ความรู้" นั่นเอง

ฉันจึงอยากให้บทความนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ใครหลายๆคนที่คิดว่าการทำจิตอาสาเป็นเรื่องยาก ทำไม่ได้เพราะไม่มีเวลา หรือคิดไม่ออกว่าต้องทำอะไรบ้าง ได้เข้าใจและเรียนรู้ไปพร้อมกันว่า ..จิตอาสา จริงๆใครก็ทำได้..

วันที่ 6 มกราคม 2559 ฉันและพองเพื่อนได้เดินทางไปมูลนิธิเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย ตอนแรกที่เข้าไปก็ยอมรับตามตรงเลยค่ะว่ายังงงๆ เอ๋อๆบ้าง เลยเดินเข้าไปถามลุงยามว่า มาทำกิจกรรมให้น้องๆต้องทำอย่างไรบ้าง ลุงยามเลยบอกว่าต้องแลกบัตรเข้าไป(เป็นบัตรของราชการ เช่นบัตรประชาชน) ฉันจึงแลกบัตรแล้วเดินเข้ามาในมูลนิธิ อย่างแรกที่เห็นเลย ความว่างเปล่า เพราะพวกเรามาเร็วเกินไป น้องๆยังไม่เลิกเรียน เราจึงไปหาคุณครูที่ดูแลเรื่องการทำจิตอาสาที่นี่ คุณครูให้พวกเรากรอกประวัติส่วนตัวเล็กน้อย ระหว่างที่กรอกอยู่นั้น มีชาวต่างชาติกำลังกรอกเช่นกัน แต่เขายังไม่ค่อยคุ้นชินกับภาษาไทย ฉันเลยช่วยเขาแปลคำศัพท์ที่ต้องกรอกให้ นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำไปเพราะคิดว่าทำไปโดยธรรมชาติ แต่เชื่อหรือไม่ เขาคนนั้นกลับขอบคุณฉันที่ช่วยเขากรอกข้อมูลเพราะตัวของเขาเองเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกเพราะเพื่อนแนะนำ อยากมาสอนภาษาอังกฤษให้น้องๆ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยเท่าไหร่นัก ความรู้สึกของฉันตอนนั้นคือดีใจและปริ่มมาก อย่างที่บอกไปข้างต้นแหละค่ะ ทำไปโดยธรรมชาติ ไม่ได้หวังว่าจะมีคนมาขอบคุณ และคนที่เราช่วยเขาแปลก็เป็นคนที่มีความรู้ที่จะสอนน้องๆอีกด้วย...ความประทับใจแรกจึงเกิดขึ้น...

แต่น้องๆก็ยังไม่มาเสียที พวกเราจึงไม่ได้ปล่อยเวลาว่างให้เสียประโยชน์ไปค่ะ(occupying time) พวกเราเลยไปถามพี่ๆและเพื่อนๆจิตอาสาว่ามีงานอะไรให้เราช่วยไหม ...และแล้ว เราก็มีงานทำระหว่างนั่งรอน้องๆเลิกเรียน นั่นก็คือ การติดพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชการที่๙ในปฏิทิน เพื่อไปแจกให้กับประชาชนทั่วไป ถึงแม้ว่าอาจจะดูเป็นสิ่งเล็กๆแต่คุณค่านั่นยิ่งใหญ่สำหรับคนที่ได้รับเสมอ...ความภาคภูมิใจในตนเองก็มา...

และแล้ว เวลาที่พวกเรารอคอยก็มาถึง น้องๆเลิกเรียนแล้ว น้องๆก็เริ่มมาหาทีมงานจิตอาสาของเราให้สอนการบ้านวิชาเลขบ้าง ไทยบ้าง สังคมบ้าง มีน้องคนหนึ่งเดินเข้ามา(แทนชื่อว่าน้องก.ละกันนะคะ)ถามว่า"มีพี่คนไหนพอที่จะสอนการบ้านภาษาอังกฤษหนูได้บ้าง" ฉันจึงบอกน้องก.ว่า "พี่สอนให้นะ" น้องตอบตกลงพวกเราจึงไปหาที่สงบๆทำกัน การบ้านของน้องคือแปลคำศัพท์ที่คุณครูให้ 10 คำ จนเสร็จ "ขอบคุณพี่ที่สอนหนูนะคะ" ตอนนั้นเองฉันรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์เหมือนกันนะเนี่ย รู้สึกดีมีความสุขมากๆเลยค่ะ

คุณผู้อ่านยังจำคุณครูจิตอาสาต่างชาติคนนั้นได้ไหมคะ เขาเรียกพวกเราไปช่วยเขาสอนน้องข.(นามสมมุติ)เพราะน้องข.กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยากได้คะแนนภาษาอังกฤษเยอะๆ คุณครูจิตอาสาต่างชาติไม่รู้ว่านักเรียนไทยต้องสอบอะไรบ้าง เลยให้พวกเราช่วยหาข้อสอบเก่าให้น้องข.ทำค่ะ จนกระทั้งน้องข.สามารถทำข้อสอบได้10ข้อ ฉันและเพื่อนๆจึงถามน้องข.ว่าน้องอยากเข้าคณะอะไร น้องตอบว่า น้องอยากเข้า"คณะนิติศาสตร์" เพราะมันเป็นความฝันของน้อง ฉันรู้สึกชื่นชมน้องจากใจและขอเป็นกำลังใจให้น้องในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น.. มันคือการทำให้คนอื่นมีความสุข(ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆก็ตาม) แต่น่าแปลกคือ ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความสุขเช่นกัน นิยามจิตอาสาแบบเดิมๆสำหรับฉันตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว ความสงสัยที่เคยสงสัยลึกๆตอนนี้ได้คลี่คลายแล้ว "ความสุข"เกิดขึ้นโดยที่เราเองก็ไม่ได้คาดหวังมาก่อน มันคือความรู้สึกภูมิใจ มีคุณค่า และอยากทำสิ่งเหล่านี้อีกหลายๆครั้งเลยค่ะ

หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังสงสัยว่า "ทำให้คนอื่นมีความสุขแล้วเราจะสุขได้อย่างไร" เชิญชวนมาหาคำตอบจากทำ"การทำจิตอาสา" นะคะ

และนี่คือภาพประมวลกระบวนการทำจิตอาสากิจกรรมบำบัดของฉัน "นักศึกษากิจกรรมบำบัด"

การวิเคราะห์กิจกรรมของฉันคือ

"S.P.I.R.I.T"+การให้เหตุผลทางคลินิค (condition clinical reasoning)+หัวใจนักปราชญ์

สามารถสรุปง่ายๆตามความเข้าใจของฉัน คือ การที่เราไปทำจิตอาสา อย่างแรกคือ เราต้องคิดน้อยๆ เพราะถ้าเราคิดมากไปก็จะทำให้เรามีเงื่อนไขกับตนเองเยอะ และทำด้วยหัวใจ(ความตั้งใจดีของเรา) ทุกอย่างถ้าเราใช้หัวใจทำ ย่อมมีเหตุผลเสมอ

จากการไปทำจิตอาสาครั้งนี้ ฉันให้คะแนนความสุขของฉันคือ 60%และจะเพิ่มขึ้นแน่นอนในอนาคต :)

การทำจิตอาสาในครั้งนี้ ต้องขอบคุณอาจารย์ป๊อปและอาจารย์เดียร์ที่ให้guideline ในการทำกิจกรรมอาสาในครั้งนี้และขอขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆจิตอาสาที่มูลนิธิเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทยที่คอยช่วยเหลือฉันนะคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน OT&ME.



ความเห็น (0)