บทความเรื่อง The Kindle Effect ในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ บอกว่าผู้เปิดฉาก การพิมพ์หนังสือขายเอง หรือ self publishing คือบริษัท Amazon ในปี ค.ศ. 2007 เปิดให้บริการ Kindle Direct Publishing ในปีเดียวกันกับการเปิดตัวเครื่องอ่านหนังสือ eReader ที่เรียกว่า Kindle
ปี ๒๕๕๙ Kindle ออกหนังสือ ๔ ล้านชื่อ ร้อยละ ๔๐ เป็นหนังสือที่ผู้เขียนพิมพ์ขายเอง และทำรายได้ให้ Kindle ร้อยละ ๒๕ ของรายได้จากอีบุ๊กทั้งหมด
ผมตีความว่า นี่คือความฉลาดของ Jeff Bezos จ้าวพ่ออะเมซอน ที่วางยุทธศาสตร์ให้ทั้งคนอ่านและคนเขียนย้ายจากการอ่านและเขียนลงบนกระดาษ ไปเป็นบนจอ ทำให้รายได้ของคนเขียนเพิ่มจากร้อยละ ๑๕ - ๒๕ ไปเป็น ๕๐ - ๗๕ ของยอดขาย และทำให้มีหนังสือขายเองมหายอดขายสูง (mega best-seller) ดังตัวอย่างหนังสือ Fifty Shades of Greyขายได้ ๑๒๕ ล้านเล่ม และรายได้จากภาพยนตร์เป็นเงิน ๑๖๖.๑ ล้านเหรียญ The Martian ขายได้ ๒๓ ล้านเล่ม และรายได้จากภาพยนตร์ ๒๒๘.๔ ล้านเหรียญการพิมพ์หนังสือขายเองกลายเป็นธุรกิจพันล้าน(เหรียญ)
เกิดธุรกิจในขั้นตอนต่างๆ ของวงจรการทำและการบริโภคหนังสือ อีบุ๊ก เช่น เว็บไซต์ Reedsy.com ให้บริการข้อมูลของบรรณาธิการอิสระ ๕๐๐ คน ที่ผู้เขียนค้นเพื่อเลือกใช้บริการ บริษัท Girl Friday Production ให้บริการครบวงจรในการจัดทำหนังสือ ในราคา ๑ - ๓ หมื่นเหรียญ เว็บไซต์โซเชี่ยลมีเดียชื่อ Wattpad ทำหน้าที่เชื่อมผู้เขียนกับผู้อ่าน เว็บไซต์อีกจำนวนมากรับนำเสนอหนังสือต่อนักอ่าน เช่น Smashwords, Rifle Books, Bookbub และคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซนต์ของยอดซื้อ
นอกจากนั้นยังมี hybrid publishers และ assisted self-publishing services ที่เป็นบริการคาบลูกคาบดอก คือให้ความช่วยเหลือแล้วรับค่าบริการพอสมควร แต่ก็มีที่รีดเอาอย่างแพง
อีกรูปแบบหนึ่งคือธุรกิจคล้ายสำนักพิมพ์ เช่น Unbound, Inkshares ที่รับเอาคำอธิบายและหน้าตัวอย่างของหนังสือเอาขึ้นเว็บให้ผู้อ่าน ๑ แสนคนอ่าน หากได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าถึง ๗๕๐ คน ก็รับพิมพ์ เป็นต้น
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ม.ค. ๖๐