สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ดิฉันจะมาขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับ การโต้วาที ในหัวข้อ
1. Hospital-based rehabilitation VS Community-based rehabilitation และ
2. Blended learning VS Traditional classroom
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นในคาบเรียนสุดท้ายวิชาสัมมนาของนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 4 เพื่อให้ทุกท่านลองพิจารณา
หัวข้อที่ 1 : Hospital-based rehabilitation VS Community-based rehabilitation
คำจำกัดความ
Hospital-based rehabilitation คือ การฟื้นฟูอยู่ในโรงพยาบาล ข้อดีคือซึ่งจะได้รับการดูแลจากทีมสหวิชาชีพหลากหลาย อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
Community-based rehabilitation คือ การฟื้นฟูอยู่ที่บ้าน ข้อดีคือการบำบัดฟื้นฟูจะถูกปรับให้เหมาะสมกับบริบทจริงๆของแต่ละคน
จากการโต้วาททำให้ทราบว่าการบำบัดฟื้นฟูทั้งสองวิธีมีประโยชน์ ข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป Hospital-based rehabilitation มีวิธีการดูแลแบบเชิงรับเหมาะสำหรับการรักษาแบบระยะเฉียบพลัน มีขั้นตอนการวางแผนการรักษาที่ครอบคลุม มีอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถรักษาโรคที่มีความรุนแรงได้ดี ในทางกลับกัน Community-based rehabilitation มีวิธีการดูแลแบบเชิงรุกเหมาะสำหรับการรักษาแบบระยะยาว เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนตามบริบทของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
การฟื้นฟูทั้งสองแบบมีส่วนที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ จากบทความ Occupational identity, occupational competence and occupational settings (environment): influences on return to work in men living with HIV/AIDS ซึ่งสรุปไว้ได้น่าสนใจว่า สำหรับผู้รับบริการ HIV/AIDs กิจกรรมบำบัดสามารถช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจในบทบาทตนเองทั้งอดีตและปัจจุบัน ร่วมกับการฟื้นฟูและส่งเสริมทักษะความสามารถของผู้รับบริการในด้านต่างๆ เช่น การทำงานที่ใช้ทักษะใหม่ๆ หรือทำงานเดิมได้อย่างเต็มที่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังช่วยจัดสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมชุมชนในการกลับไปใช้ชีวิตของผู้รับบริการ
หัวข้อที่ 2 : Blended learning VS Traditional classroom
คำกำจัดความ
Blended learning คือ การเรียนแบบผสมผสาน โดยเปลี่ยนจากการเรียนการสอนในห้องเรียนไปการเรียนในรูปแบบออนไลน์ ยกเว้นคาบที่เป็นปฏิบัติจะมีการเรียนในห้องเรียน ซึ่งเน้นให้นักศึกษามีการแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้อดีคือ สามารถเรียนตอนเวลาไหนก็ได้ตามที่สะดวก และสามารถดูซ้ำๆให้ส่วนที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ
Traditional classroom คือ เป็นการเรียนที่มีทั้งส่วนบรรยายและปฏิบัติ โดยจะเน้นให้นักศึกษาพบอาจารย์ทุกคาบ ข้อดีคือ สามารถสอบถามอาจารย์ในส่วนที่ไม่เข้าใจได้ทันที ทำให้ได้รายละเอียดที่มากกว่าในห้องเรียน
จากการโต้วาทีทำให้เห็นรูปแบบของการเรียนนั้น จะได้ผลหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับ สไตล์การเรียนของแต่ละบุคคล ดังนั้นควรเลือกและปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล จากบทความ Occupational transformation: Parental influence and social cognition of young adults with autism ที่ยกตัวอย่างการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ได้น่าสนใจว่าไว้ได้น่าสนใจว่า หลักสูตรห้องเรียนสำหรับเด็กออทิสติกที่ส่งเสริมให้ครอบครัวเป็นมีส่วนสำคัญในการฝึกปฏิบัติ เน้นการมีปฏิสัมพันธ์และการรับรู้ทางสังคม ซึ่งให้ผลลัพธ์ในทางบวก
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นทำให้ทราบได้ว่า กิจกรรมบำบัดจะขับเคลื่อนสุขภาวะคนไทยทั้งในและนอกโรงพยาบาลได้ เพียงแค่เราใส่ใจยึดที่ความต้องการของผู้รับบริการเป็นหลัก เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ก็สามารถส่งเสริมสุขภาวะที่ดีได้