วันนี้ได้รับคำเชิญไปบรรยายเรื่องสันติวิธีอีกครั้ง เป็นครั้งที่สองในปีนี้ ส่วนครั้งที่สามก็จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ประเด็นที่ผมคุยส่วนใหญ่คือการนำเสนอกระบวนการสันติวิธีในมุมมองของอิสลาม ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนไม่ค่อยได้สัมผัสและเข้าใจมันมากนัก เรามักที่จะได้รับข้อมูลในเรื่องการใช้ความรุนแรงมากกว่าเรื่องอื่นผ่านทางสื่อต่างๆ

ผมเลยตั้งใจจะนำหลักคำสอนของอิสลามมานำเสนอ เพื่อให้ทั้งมุสลิมและที่ไม่ใช่มุสลิมที่ฟังอยู่ได้รับทราบร่วมกันว่าหลักการของอิสลามที่มุ่งให้เกิดความสันติสุขนั้นไม่ใช่ด้วยการใช้ความรุนแรง แต่มีความชัดเจนว่ากระบวนการในการสร้างสันตินั้นก็ด้วยสันติวิธีเช่นกัน

เมื่อปีที่แล้วหลังบรรยายเสร็จ มีผู้ฟังท่านหนึ่งเป็นผู้หญิงซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ลุกขึ้นพูดว่า ดีใจที่ได้ยินหลักการอิสลามที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และทำให้เธอกล้าที่่จะพูดในวันนี้ ที่ผ่านมาเพราะไม่แน่ใจว่าอิสลามคิดอย่างไร ดังนั้นแค่จะชวนคนมุสลิมพูดคุยก็ไม่กล้าแล้ว

มาวันนี้หลังบรรยาย มีผู้ฟังท่านหนึ่งมานั่งคุยด้วย บอกว่า เมื่อหลักการอิสลามชัดเจนขนาดนี้ ทำอย่างไรให้มุสลิมในพื้นที่เข้าใจและน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ ผมก็ตอบว่า จุดสำคัญคือ ทำให้คนศรัทธา ถ้าเขาศรัทธาที่มั่นคงแล้วเขาจะพร้อมนำหลักคำสอนของศาสนาไปสู่การปฏิบัติ เพียงแต่ ณ วันนี้ศาสนาเป็นเพียงเสื้อผ้าภายนอกที่ห่อหุ้มไว้ยามหนาวและพร้อมเปลืี้องออกเมื่ออากาศร้อนเท่านั้นเอง

ส่วนปิดท้ายชื่อบันทึก แค่อยากจะบอกข้อคิดครับว่า ต่อให้มีลูกน้องเก่งๆ นับร้อย ก็ไม่พอให้ทำงานที่เราต้องการครับ หากเราไม่เปิดใจรับฟังความเห็นลูกน้อง ให้โอกาสลูกน้องในการทำสิ่งใหม่ๆ ที่ต่างออกไปจากที่เราคิด การที่เราพยายามให้คนอื่นทำตามคำสั่งเรา ต่อให้เขาเก่งยังไง เราก็มองเขาว่าไม่เก่งครับ เพราะกลายเป็นว่า เราเก่งอยู่คนเดียว ดังนั้นคนอื่นทำตามคำสั่งอย่างเดียว ดังนั้นต่อให้มีคนเก่งเป็นร้อยคอยทำตามเรา ก็ไม่มีทางพอครับ ไม่มีทางช่วยงานที่เราอยากทำได้เหมือนเดิม