เจ้านกกาเหว่าเอย

กา กาเหว่า

กากับกาเหว่า

ชื่อขึ้นต้นว่ากาเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน

กา ร้อง กา กา

กาเหว่า ร้อง ก่าเว่า ก่าเว่า บางคนบอกว่ามันร้อง ตู่วู่ ตู่วู่ พวกฝรั่งคงฟังออกไปอีกแบบ ได้ยินเสียงมันร้องว่า โข่เอ้ว โข่เอ้ว มันจึงมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "koel"

กาเหว่าตัวผู้มีสีดำเหมือนกา แต่กาเหว่าตัวเมียมีสีน้ำตาลจุดขาว ทั้งผู้และเมียมีดวงตาแดงกล่ำ

พวกเราถูกสอนมาว่า นกกาเหว่าเป็นนกกาฝาก ฝากลูกให้นกชนิดอื่นๆเลี้ยงลูกแทนมัน มันอยู่ในบทเรียนหนึ่งตอนชั้นประถมเมื่อผมเป็นเด็ก

ผมชอบนกกาเหว่า

ได้ยินเสียงมันตั้งแต่เป็นเด็ก จำไม่ได้เหมือนกัน ว่าความทรงจำเกี่ยวกับกาเหว่ามันเกิดขึ้นมาหลังเรียนเรื่องมันตอนนั้นหรือไม่ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงมัน เป็นต้องร้อง "ตู่วู่" แข่งกับมันเสมอ ครูบอกว่า ยิ่งเราส่งเสียงดังแข่งกับมัน มันก็จะยิ่งร้องดังแข่งกับเรา และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ มันร้องแข่งกับผม (เอ๊ะ หรือว่าผมร้องแข่งกับมัน) บางทีผมก็แกล้งมันจนเจ้าของเสียงตัวจริงเสียงแหบไปเลย

ชีวิตในช่วงวัยรุ่น กาเหว่าได้หายไปจากความทรงจำ เพราะช่วงนั้น ชีวิตผูกพันอยู่กับการเรียน สอบ และเพื่อนมากกว่าเสียงนกที่ได้ยิน จนกระทั่งได้มาฟังบรรยายเรื่อง "ดูนก" และไปดูนกกับวิทยากรท่านหนึ่งตอนเรียนหมออยู่ชั้นปี ๕ โลกของผมจึงได้มีสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพิ่มเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ขอบคุณท่านผู้มาเล่าให้ฟัง "อาจารย์รังสฤษฎ์" (ตอนนั้นอาจารย์เป็นแพทย์ประจำบ้านอยู่ที่รามาธิบดี) อันที่จริง ที่มาเข้าฟังก็เพราะสนใจนามสกุลอาจารย์ที่ไปเหมือนกับชื่อถนนหน้ามหาวิทยาลัยมากกว่ามาฟังเนื้อหาที่ท่านเตรียมมาหรอกนะ

ผมยังรู้สึกขอบคุณอาจารย์ธราธร ที่เป็นผู้จัดให้มีการบรรยาย และอาจารย์สุรินทร์ผู้ล่วงลับ ที่ร่วมไปออกเดินดูนกในครั้งแรกของชีวิตในป่าโตนงาช้าง ได้เดินป่าดูทุกสิ่งรอบตัวกับคนเก่งนี่ ถือเป็นกุศลในชีวิตที่ติดตัวมาถึงบัดนี้

กาเหว่าเข้ามาในชีวิตจริงๆจังๆอีกครั้งตอนที่ไปเรียนผ่าตัดวิชาฉี่เล็ดอยู่ที่สิงคโปร์

ทุกๆวันที่ต้องเดินไปทำงาน ผมต้องเดินผ่านกลุ่มต้นจามจุรีใหญ่เรียงราย หนึ่งในความทรงจำตอนนั้นคือความเหงา คิดถึงลูก และคิดถึงเมีย แต่ความเหงานั้นถูกเจือจางลงบ้างเมื่อได้ยินเสียงร้องคุ้นหู นั่นคือ "ตู่วู่ ตู่วู่" มันร้องให้ผมฟังทุกเช้าเหมือนกับจะยั่วยวนให้ผมร้องแข่งกับมัน ผมนึกสงสัย ทำไมนกกาเหว่าสิงคโปร์จึงมีเสียงร้องที่ไพเราะเสนาะทำนองเหมือนกาเหว่าที่เมืองไทยจัง

ถึงวันนี้ กาเหว่ายังคงเป็นนกตัวโปรดของผม

เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จะว่ารูปร่างของมันก็คงไม่ใช่ เพราะนกยูง นกขุนแผน นกเงือก ต่างก็มีรูปร่างสวยกว่ามันเยอะ

จะว่าเสียงร้องที่แหลม ไพเราะเสียบแทงใจก็อาจจะเป็นไปได้ แต่นั่นก็คงจะเป็นคู่แข่งที่เทียบกันได้กับนกกางเขนบ้าน หรือบินหลา

แต่ผมว่า ผมน่าจะรักมันเพราะความทรงจำและเรื่องที่มีผูกติดกับมันมากกว่าสิ่งอื่นใด

วันนี้ช่วงเย็นได้มีโอกาสนั่งพักผ่อนก่อนออกไปทำงานที่ร้าน ผมได้ยินเสียงของนกตัวใหญ่ เสียงแหลมกัอง "แกร๊กๆ" ได้ยินมาหลายวันแต่ก็หาตัวมันไม่เจอ คราวนี้ได้ยินในระยะใกล้

ทลายหมากจากต้นปาล์มน้ำพุต้นโปรดสั่นไหว เมล็ดหมากสีแดงเข้มร่วงหล่นจากโคนกาบใบลงสู่พื้น เสียงดังแกรกกรากจนผมต้องมองขึ้นไปดู เจ้าของเสียงนั้นคือนกคู่หนึ่งที่ตัวใหญ่กว่านกเอี้ยงราวเท่าตัว ตัวหนึ่งสีดำขลับ อีกตัวหนึ่งสีน้ำตาลแต้มลายสีขาว ใช่แล้ว มันคือคู่นกกาเหว่านั่นเอง มันทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมา ว่านอกจากเสียง "ตู่วู่" ที่ผมรู้จักมาตลอดนั้น เสียง "แกร๊กๆๆๆ" ที่ได้ยินมาหลายวัน ก็เป็นเสียงของมันเช่นกัน

มันมาเป็นคู่ครับ

นกตัวผู้ไต่ตุ๊บๆลงมาที่ปลายทลายหมาก คาบผลหมากขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยแล้วกระโดดตุ็บๆไปป้อนใส่ปากให้ตัวเมีย ซึ่งเมื่อเธอรับเข้าปาก กระดกแหงนคอ เพียงเท่านั้นลูกหมากก็หายเข้าไปในทางเดินอาหารมันเรียบร้อย

ไม่เคี้ยว

ในใจคนเฝ้าดูตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและตื้นตัน

ตื่นเต้นที่ได้เห็นนกเกี้ยวกัน เห็นนกป้อนอาหารกัน ไม่รู้ว่านี่คือการจีบ หรือการสู่ขอ หรืออาจจะเป็นกระบวนการเตรียมการได้เสียกันอย่างเป็นทางการ (หรือว่า ขันหมากเพื่อการสู่ขอ มาจากการส่งหมากของนกนั่นเอง ฮาอีกรอบ)

กินกันไป ๓-๔ ลูก จนบริเวณหน้าอกเจ้าตัวเมียเริ่มป่อง ผมเข้าใจว่าบริเวณนั้นน่าจะเป็นกึ๋นนก (มันน่าจะคล้ายๆกับไก่สิน่า) เจ้าตัวผู้ก็ดูร่าเริง ไต่ไปไต่มาอยู่ข้างๆ แล้วมันก็เปล่งเสียงตะโกนออกมา "ตู่วู่ ตู่วู่"

นั่นมันเสียงนกที่ผมหลงใหล

และทันเท่าที่ใจนึก

"ตู่วู่"

เสียงที่ทุ้ม แหบแปร่งก็ดังขึ้นมา

เจ้าตัวทำท่าชะงัก มองไปซ้ายขวา คงหาต้นเสียง ส่วนเจ้าตัวเมียที่เพิ่งกระดกเมล็ดหมากเข้าไปเมื่อครู่ก็คงหยุดฟัง

แน่แล้ว มีคู่แข่งแน่ๆ

ผม ผู้เฝ้าดูก็นึกลุ้นอยู่ห่างๆ ว่าเจ้าสีดำตัวนั้นจะแข่งกับเสียงที่เป็นคู่แข่งเมื่อกี้หรือไม่

ถ้าย้อนเวลาไปเมื่อครั้งผมเป็นเด็กๆ ผมก็คงเห็นการแข่งขันตะเบ็งเสียงเพื่อแย่งตัวเมียกันอย่างดุเดือด

แล้วจู่ๆ เจ้าตัวผู้ตัวนั้นก็บินหนีไป ปล่อยให้เจ้าสีน้ำตาลเกาะทะลายหมากมองตามไปอย่างงงงง

"อ้าวเฮ้ย หนีไปทำไมวะ" ผมนึกในใจ

ถ้าไอ้นางนกที่ยังคงเกาะอยู่พูดได้ มันก็คงแว้ดใส่ผมมา

"คุณพี่ขา คนก็อยู่ส่วนคนสิคะ ปล่อยให้นกอยู่ส่วนนกเถอะค่ะ คือว่า ผัวหนูแกคงตกใจเสียงพี่จนหัวซุกหัวซุนบินหายไปแล้ว ผัวขา กลับมาก่อน น้องยังไม่อิ่ม"

เออว่ะ ขอโทษที นึกว่านกจะไม่รู้

เสียงตู่วู่เมื่อตอนผมเป็นเด็กมันคงแหลมใสไร้จริต นกจึงยอมร้องตะโกนแข่ง แต่บัดนี้ ความแหลมใสนั้นได้กลายเป็นทุ้มแหบตามช่วงวัย และท้ายที่สุดก็คงฟังดูน่ากลัวเสียมากกว่า มันจึงได้ตกใจทิ้งหญิงคนรักไปเสียก่อน

โทษที โทษที

ว่าแต่ เอ็งนี่แม่งโคตรแมนเลยว่ะ

ธนพันธ์ ชูบุญตู่วู่ตู่วู่

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ฃอบนกฃนิดนี้..มาก...หวังว่า..จะไม่สูญ พันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว..เฉกเฃ่นนกบางประเภท..

กู้เว้าๆๆๆๆๆๆ..