การเรียนรู้ด้วยมายด์แมป (Mind Map) ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการถอดบทเรียนของตนเองเเละผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ
- การสรุปเป็นแมป ช่วยกระตุ้นความคิดเเละการจดจำในการเรียนรู้ ให้เป็นความรู้ที่คงทนมากยิ่งขึ้น
- การเขียนแมปช่วยพัฒนาสมองส่วนตรรกะเเละส่วนจินตนาการ(สมองทั้ง ๒ ซีก)ไปพร้อมๆกัน
- การเขียนแมปช่วยให้สมองเกิดกระบวนการ Reflection สะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเองด้วยตนเอง (R and R)
- การเขียนแมปช่วยฝึกทักษะทางการคิด ได้แก่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ได้ดีเยี่ยม
- การเขียนแมปช่วยฝึกสมาธิ การจดจ่อ ความจำ เเละการจับประเด็น
- การเขียนแมปช่วยฝึกตรรกวิทยาในการมองหลายอย่างให้เชื่อมโยงหรือเเยกส่วนหรือเส้นขนานหรือผสมผสานกัน
หลักในการเขียนมายด์แมป มีหลายรูปแบบเเละหลายอย่างมาก ในที่นี้ขอเล่าเรื่องการเขียนแมปในเเบบผมเอง โดยต้องเข้าใจรูปแบบพื้นฐาน ดังนี้
๑) ตัวอักษรเเละข้อความในแมป
- สรุปประเด็นให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องไร เเละเป็นอย่างไร
- ใช้คำสั้นๆเข้าใจง่าย ไม่ควรใช้คำยาวเเละเข้าใจยาก
- ขนาดตัวอักษรขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญ หากหัวข้อก็ตัวใหญ่เเละรายละเอียดก็ตัวเล็กลง เเต่รายละเอียดก็ตัวใหญ่กว่าหัวข้อได้ เเล้วเเต่เหตุผล
- ตัวอักษรน่าจะเป็นศิลปะ เพื่อความสวยงามเเละน่าสนใจ
๒) ตรรกวิทยาเเละความคิดสร้างสรรค์
- ลำดับความสำคัญ ได้แก่ Topic(หัวข้อหลัก) Main idea(ประเด็น) Supporting(เหตุผลมาสนับสนุน) เเละ Evident(หลักฐาน)
- ใช้ความเชื่อมโยงไปสู่กันเเละกัน ในภาพเป็นแมปแบบรากไม้
- หากไม่เชื่อมโยงกันให้เเยกส่วนกัน เพราะอยู่คนละประเด็น
- คำนึงถึงความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันเเละกัน ประเด็นใดที่ไม่เป็นเหตุเเละผลก็เเยกออกไปต่างหาก
- หลายเรื่อง ไม่เป็นเหตุเเละผล เป็นสภาวะ ไม่สามารถเชื่อมโยงอย่างไรได้ เเต่สภาวะมันจะเชื่อมโยงตัวของมันเอง
- รากไม้มีไม่จำกัด จะลากเท่าไหร่ก็ได้เเล้วเเต่เหตุผล
๓) ใช้ศิลปะในแมป
- ใช้อักษรศิลป์ ตามแบบฉบับของตนเองเพื่อความสวยงาม
- วาดภาพประกอบเรื่อง อาจอย่างน้อยๆ ตรง Topic เเละ Main idea ต้องมีภาพ เพื่อการจดจำ
- ใช้สีสันเพื่อความเข้าใจเเละการจดจำ หรือ หากบันทึกอย่างรีบเร่งอาจใช้ปากกาเล่มเดียวก็เพียงพอ เช่น การบันทึกระหว่างการเรียน
- ใช้องค์ประกอบศิลป์เพื่อความสวยงาม เเละการจัดวางที่น่าอ่านทบทวน เพราะเราจะจดจำว่า เนื้อหานี้มันอยู่ภาพไหน ตำแหน่งใด เเละเส้นที่เท่าไหร่
๔) รูปแบบที่หลากหลาย
- แบบรากไม้ จะเหมือนในภาพ คือ เน้นการเชื่อมโยงเป็นสำคัญ
- แบบ Concept map คือ การใช้รูปทรงเป็นทางการ วิชาการ เช่น ตาราง สี่เหลี่ยม เป็นต้น
- แบบ Flow chart คือ เขียนรูปทรงเเล้ว ใช้ลูกศร เน้นแผนผังกระบวนทัศน์
- แบบ Timeline คือ เน้นมิติเวลาเเละเหตุการณ์
- เราควรดูว่าเนื้อหาที่จะบันทึกนั้น สอดคล้องกับแบบไหนก็ให้เขียนตามแบบนั้น ไม่จำเป็นต้นรากไม้ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้อง Flow chart ทั้งหมด เเต่บางหัวข้อ อาจต้องใช้ทุกรูปแบบ หรืออาจเรียกว่า "ไม่มีรูปแบบ" ก็ได้
๕) นอกกรอบที่ควรรู้
- ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้ด้วยเหตุผล เเละเชื่อมโยงกันไม่ได้ด้วยเหตุผล
- ทุกรูปแบบการเขียนควรผสมผสาน เพราะรูปแบบเดียวอาจไม่สามารถเขียนสรุปเพื่อความเข้าใจได้
- ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นเสมอไป เพราะหลายอย่างไม่เป็นเหตุผล เเละจินตนาการสำคัญกว่าตรรกะ
- การเขียนแมปนั้น ไม่มีกรอบ "เเล้วเเต่เราจะเขียน"
- จงเขียนแมปในแบบของตนเอง
บันทึกนี้พยายามจะบอกว่า "เราต้องเขียนแมปตามแบบของตนเอง" เเละการสรุปเป็นแมปนั้น ไม่ยาก เพราะทุกๆวันเราจดบันทึกอยู่เเล้ว การสรุปเป็นแมป เป็นเพียงรูปแบบนึงที่น่าสนใจอย่างยิ่งครับ

-สวัสดีครับ
-สำหรับตัวผมแล้วทำ Mind Map ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่..55
-แต่ได้สาระค่อนข้างครบขอรับ อิๆ
-คงต้องฝึกบ่อยๆ
-ขอบคุณคร้าบ...
อาจารย์เพชรน้ำหนึ่ง ผมก็ทำไม่สวยเหมือนกันครับ ฮ่าๆๆ เเต่เป็นเครื่องมือที่มองว่าดีมากๆสำหรับการสรุปประเด็น ฝึกไปด้วยกันครับ