“นภา นี่ลูกก็เรียนจบมาจะสองปีแล้ว พ่อว่าลูกหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่งได้แล้วนะ”
พ่อเริ่มบทสนทนาขึ้น กลางบรรยากาศเงียบๆ บนโต๊ะอาหาร
นภาหันไปมองหน้าพ่อแล้วถอนหายใจเบาๆ
“หนูก็ทำฟรีเลนซ์อยู่ไง พ่อจำไม่ได้หรอ”
“แต่…” พ่อพยามพูดต่อ
“ไม่ต้องห่วงหรอกพ่อ เงินเก็บหนูยังมี ถึงงานจะไม่มั่นคงแต่ก็พอได้ตังค์นะพ่อ” นภาถอนหายใจอีกครั้งหลังพูดจบ
ถึงแม้นภากำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน แต่ความคิดที่ว่า วัยรุ่นคือช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด และเธอจะใช้มันให้คุ้ม ยังคงเป็นคติประจำใจเธอเสมอมา นภาเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม และเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เธอมีกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่กว่าใครๆ บางคนรู้จักกันมาตั้งแต่เป็นน้องใหม่มหา’ลัย บางคนก็สมัย ม.ปลาย เวลาส่วนใหญ่ของเธอจึงใช้ไปกับเพื่อน ตระเวนหาร้านอาหารอร่อยๆ ทั่วทุกสารทิศ ขึ้นเหนือล่องใต้ ที่ไหนมีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ ธรรมชาติสวยๆ นภาไม่เคยพลาด บุกน้ำลุยไฟแค่ไหนเธอก็ไม่เคยย่อท้อ เรียกได้ว่าสมกับคติประจำใจที่เธอมีมาตลอด
จนทุกวันนี้ เธอเรียนจบมาเกือบสองปีแล้ว เธอยังคงเที่ยวเล่นสนุกกับเพื่อน การใช้เวลากับครอบครัวจึงไม่ค่อยมีมากนัก นานๆ ครั้งกว่าจะได้ร่วมโต๊ะอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา มีแต่พ่อแม่ที่ยังใช้ช่วงชีวิตหลังเกษียณอยู่ที่บ้าน ถึงแม้เข้าใจความสุขของลูกมากเพียงใด แต่ก็อดน้อยอกน้อยใจที่ลูกสาวคนเดียวไม่ค่อยมีเวลาให้ไม่ได้ อีกทั้งการงานของเธอที่ดูไม่มั่นคงเอาเสียเลย เพราะทั้งพ่อแม่ของนภาก็ประสบความสำเร็จด้านการงานและเป็นที่รู้จักในสังคมกันทั้งคู่ บ้านของเธอจึงค่อนข้างมีฐานะ ส่วนการที่เธอไม่ได้ทำงานที่เป็นหลักเป็นแหล่ง รับจ้าง ฟรีเลนซ์ทั่วไป ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อเธอมากนัก
แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังหาเอกสารบางอย่างอยู่ในห้องเก็บของนั้น เธอก็ได้บังเอิญพบหีบเหล็กเล็กๆ ใบหนึ่ง มีสนิมเกาะประปราย ไม่มีกุญแจล็อคอยู่ นภาหยิบหีบใบนั้นมาดูด้วยความสงสัย เธอลองแง้มดูเล็กน้อย ก่อนจะเปิดมัน ฝุ่นตลบอบอวนเมื่อเธอเปิดออก เธอหยิบสมุดเก่าๆ เล่มหนึ่งออกมา กระดาษเป็นสีน้ำตาลไปทั้งเล่ม เธอไม่แน่ใจว่ามันคือสมุดอะไรกันแน่ ตัวหนังสือส่วนใหญ่ก็จางไป และยังมีกระดาษลักษณะคล้ายใบไปรษณียบัตรสอดอยู่สองสามใบ
เธอเหลือบไปเห็นวัตถุกลมๆ ชั้นหนึ่ง ถึงจะมีสนิมบ้างแต่ก็มีลวดลายสวยงาม เธอหยิบมันออกมาจากหีบอย่างไม่ลังเล จึงได้รู้ว่ามันคือ ‘นาฬิกาล็อคเก็ต’ และได้ตัดสินใจเก็บมันไว้ เธอเอามันไปนอนดูนอนชื่นชมอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเห็นตัวอักษรข้างหลังที่เขียนอยู่
“เราไม่สามารถเปลี่ยนอดีตหรืออนาคตได้”
เธออ่านประโยคนั้นออกมาซ้ำๆ เพราะรู้สึกแปลกกับประโยคนี้เหลือเกิน ดูต่างจากนาฬิกาทั่วๆ ไป เธอจึงลองปรับนาฬิกาตามเวลาปกติ ขณะนั้นเวลา 21 นาฬิกา 5นาที เธอปรับเข็มสั้นไปที่เลข 9 และปรับเข็มยาวตามลำดับ
ทันใดนั้นเอง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับเธอ นภารู้สึกคล้ายกับทั้งโลกหมุนกลับตาลปัตรไปหมด แล้วเธอก็วูบหมดสติไป รู้สึกตัวอีกทีเธอก็นั่งอยู่ใต้เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์คันหนึ่ง ทั้งความสับสน สงสัย ในมือก็พลางกำนาฬิกาล็อคเก็ตไปด้วย
เธอเปิดประตูรถ เดินออกมา เหลือบไปเห็นป้าย “มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม” นภาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ได้ แต่เธอก็ตัดสินใจเดินเข้าไป เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรบางอย่าง
ขณะเธอกำลังจะถึงทางเข้า ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งแทรกมา
“สวัสดีค่ะพี่นภา วันนี้มาทำงานแต่เช้าเลยนะคะ”
เธอยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม แต่นภากลับทำหน้างงๆ ใส่เธอไป ประโยคที่ผู้หญิงคนนั้นพูดกับเธอ ทำให้นภาสงสัยเข้าไปใหญ่
“ฉันทำงานหรอ? อาสาสมัครเนี่ยนะ?”
เธอคิดในใจ พลางเดินตามหญิงสาวคนนั้นไป ระหว่างทางเธอเห็นบอร์ดและป้ายต่างๆทที่รวบรวมกิจกรรมอาสา มีทั้งช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กยากไร้เพื่อไปสร้างโรงเรียน ห้องสมุด ดูแลช่วยเหลือด้านอื่นๆ อีกมากมาย เธอเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงห้องทำงาน หลายๆคนในห้องยกมือไหว้เธอ เธอรับไหว้ แล้วพุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานที่มีป้ายชื่อเธอวางอยู่
เธอนั่งลงแล้วมองไปยังปฏิทินตรงหน้า ‘พ.ศ. 2560’ เธอเรียกชายหนุ่มที่อยู่ไม่ไกลจากเธอ
“วันนี้วันที่เท่าไหร่?” เธอถาม
“26 สิงหา ครับ”
“พ.ศ. หละ?” เธอถามซ้ำอีกครั้ง
“2560 ไงครับ พี่นภามีอะไรรึเปล่าครับ”
“ไม่มีอะไร ขอบใจมากนะ” เธอยิ้มๆ
นภาคิดแล้วคิดอีกถึงเรื่องราวที่กำลังเป็นไป
“เป็นไปได้อย่างไรกัน นี่มันผ่านมาตั้ง 9 ปีกว่าเลยนะ” นภายกนาฬิกาล็อคเก็ตเรือนนั้นขึ้นมาดู เข็มสั้นและเข็มยาวยังคงเดิมตามที่เธอได้ตั้งไว้
เธอจ้องมองหน้าปัดนาฬิกาโดยไม่ละสายตา คิดแล้วคิดอีก
เข็มสั้นบอกถึงชั่วโมงที่ 9 เข็มยาวชี้ให้เห็นนาทีที่ 5
“เลข 9 กับเลข 5. . . เอ๊ะ! นี่มันตรงกับช่วงเวลาที่ห่างจากกันเลยนี่ นี่ฉันข้ามเวลามา. . . 9 ปีกับอีก 5 เดือนเลยหรอ”
นภารู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ตนค้นพบ และเป็นไป ณ ขณะนี้ คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของเธอ นาฬิกาเรือนนั้นพาเธอมาที่นี่เพื่ออะไรกัน ทำไมเธอถึงกลายมาเป็นผู้ใหญ่ใจดี มีจิตอาสาเพื่อสังคม ทำงานในมูลนิธิแบบนี้ เพราะตามที่คิดไว้ เธอควรจะเป็นนักเดินทาง ออกสำรวจอารยธรรมทั่วทุกมุมโลกไปแล้ว นี่เป็นอนาคตของเธอจริงหรือเปล่า สิ่งที่เห็นมันไม่ใช่ ‘นภา’ เลย
นภาเดินออกจากสถานสงเคราะห์อย่างลุกลี้ลุกลน ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความสงสัยของทุกคน เธอพุ่งตรงไปยังรถยนต์ มุ่งหน้ากลับบ้านของเธอ
“ทำไมทุกอย่างเปลี่ยนไปรวดเร็วขนาดนี้”
นภากล่าวประโยคนี้ออกมาหลังจากที่เธอขับรถวกไปวนมาจนเกือบหลงบนเส้นทางที่เธอเคยจะชิน และได้เห็นบ้านหลังเดิมที่เธอไม่คุ้นเลยสักนิด รู้เพียงแต่ต้นลีลาวดีต้นใหญ่ถึงแม้จะดูห่อเหี่ยวแต่ก็ยังยืนต้นอยู่หน้าบ้าน นภาจอดรถแล้ววิ่งเข้าบ้านอย่างไม่ลังเล
“พ่อจ๋า แม่จ๋า” เธอตะโกนลั่นบ้าน
“มีอะไรรึเปล่านภา ลืมของหรอลูก”
เธอไม่แน่ใจว่าเสียงที่ไม่คุ้นนี้เป็นของใคร แต่คิดว่าน่าจะเป็นพ่อของเธอ เธอเดินตามเสียงไป เจอพ่อของเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ ‘ทำไมพ่อแก่ขนาดนี้?’ นั่นคือสิ่งที่เธอรู้สึก ผมขาวเป็นดอกเลา ใส่แว่นตา ในมือถือหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง
“ไม่มีอะไรค่ะพ่อ หนูแค่อยากกลับบ้านเฉยๆ” เธอเดินไปนั่งใกล้ๆ พ่อ
แล้วชวนคุย เธออยากรู้ว่าพ่อเป็นอย่างไรบ้าง เธอถามคำถามสารพัด ราวกับว่าเธอพลาดข่าวสารไป 9 ปี ถึงพ่อจะรู้สึกแปลกใจไปบ้างกับคำพูดและคำถามหลายๆ อย่างของนภา แต่ก็ตอบเธออย่างเต็มใจ พ่อกับนภาคุยกันได้สักพัก จู่ๆเธอก็ทำท่าทีหันซ้ายหันขวามองหาอะไรบางอย่าง
“มีอะไรรึป่าวนภา” พ่อถาม
“แม่ไปไหนหรอพ่อ” เธอตอบไปด้วยความอยากรู้ แต่พ่อกลับขมวดคิ้ว และทำหน้าแปลกๆ ใส่เธอ
“นั่นไงแม่” พ่อพูดพลางหันหน้าไปที่หิ้งตรงกลางบ้าน
นภาไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อพูดสักเท่าไหร่ แต่ก็เดินตรงไปยังหิ้งที่ว่านั้นตามที่พ่อบอก แต่แล้วเธอก็ต้องรู้สึกช็อคอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเธอได้เห็นว่าบนหิ้งหน้าเธอนั้นมีรูปของแม่เธออยู่ โดยใต้รูปมีคำเขียนบอกวันชาตะและ ‘มรณะ’
โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน น้ำน้อยๆ ค่อยๆ ไหลออกมาจากสองข้างตาเธอนภาเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะหันไปมองหน้าพ่อ แล้วโผกอด
“พ่อเข้าใจ” พ่อพูดพลางลูบหัวเธอเบาๆ
นภาไม่อยากไปถามพ่อให้ท่านงงไปมากกว่านี้ เธอจึงไปค้นหาเอกสารเก่าๆในห้องของเธอแทน เธอได้พบทั้งเรื่องของพ่อ เรื่องของแม่ และเรื่องของเธอ
ในเวลาเดียวกัน เอกสารจากทางโรงพยาบาลและใบมรณะบัตรของแม่ บอกกับเธอว่า แม่ของเธอเป็นโรคซึมเศร้ามาได้ระยะหนึ่งแล้ว และนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน จนกระทั่งแม่เสียชีวิตไป ส่วนพ่อหลังจากที่แม่เสีย พ่อก็มีอาการเศร้า และเครียดอยู่ไม่น้อยเลย อีกทั้งระยะหลังมานี้ พ่อก็มีหลายๆ โรครุมเร้า
หนึ่งในนั้น หลักฐานที่สำคัญคือไดอารี่ส่วนตัวของเธอ เธอบรรจงเปิดมันอย่างช้าๆ เพราะนี่คงทำให้เธอได้รับรู้เรื่องราวอะไรหลายสิ่ง และคงไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดแน่นอน แค่อ่านหน้าแรกน้ำตาก็ไหลแล้ว เธอเริ่มบันทึกในวันที่แม่เสียชีวิต วันที่เธอใจสลาย
วันนั้นเธอไม่ได้รู้แม้แต่อาการและความเป็นไปของแม่ เพราะเธอยังเที่ยวเล่นออกทริปที่ต่างจังหวัดกับเพื่อน มีแต่พ่อที่โทรมาบอกข่าวสารและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง เธอรู้สึกผิดมหันต์ที่วันนั้นเธอไม่ได้มีโอกาสแม้แต่จะบอกลาแม่ และสาเหตุโรคซึมเศร้าที่มาจากเธอ แม่ของนภาน้อยอกน้อยใจที่เธอไม่ค่อยมีเวลาให้ ไม่ค่อยมีชีวิตครอบครัวที่ได้ออกไปเที่ยวกันแบบครอบครัวอื่นๆ ทำกัน ได้แต่อยู่บ้านกับพ่อสองคน เลี้ยงปลาเลี้ยงต้นไม้ไปวันๆ อีกทั้งนภาก็ไม่ได้มีงานมั่นคงเสียที จนอาการของแม่ทรุดลงเรื่อยๆ และตรอมใจในที่สุด
เธออ่านไดอารี่ไปเรื่อยๆ รับรู้ถึงถึงความเสียใจและความเงียบเหงาของบ้านในวันที่ไม่มีแม่ที่เธอได้บันทึกลงไปในสมุดเล่มนั้นได้อย่างจับใจ จนมาถึงช่วงที่เธอมีความคิดที่จะทำงานอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นภามีประสบการณ์ในการทำงานน้อยมาก ประกอบด้วยความเศร้าของเธอ ทำให้โลกมืดแปดด้านไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้นภาฉุกคิดและได้ไอเดียมานั่นก็คือ ‘ค่ายอาสา’ ที่กลุ่มเพื่อนพวกเธอจัดขึ้นมา เพื่อเด็กกำพร้าและยากไร้ นภาได้เห็นเด็กเหล่านั้นขาดพ่อแม่ ขาดทุนทรัพย์ คล้ายกับเธอตอนนี้ที่เพิ่งเสียแม่ไป ถึงเขาจะเด็กแต่ก็ควรได้รับโอกาสและความอบอุ่นไม่ต่างจากเด็กคนอื่น
เธอจึงไปสมัครเข้าทำงานเป็นอาสาสมัคร กับคนอื่นๆ ในองค์กรที่รวมตัวกันเพื่อเป็นอาสาสมัครในด้านต่างๆ เธอไม่ลืมที่จะชวนเพื่อนของเธอเข้าร่วม และได้ชักชวนคนอื่นๆ ตามมา หลังจากนั้นเป็นต้นมากลุ่มเพื่อนของนภาก็เปลี่ยนจากการเดินทางท่องเที่ยวทั่วไปเป็นการเดินทางเพื่อไปเป็นอาสาสมัคร ช่วยผู้คน เด็กและ คนชรา
นภาเอาเรื่องจากไดอารี่มานั่งคิดนอนคิด เรื่องครอบครัวส่งผลกระทบไปถึงชีวิตของเธอเอง เธอคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง การที่เธอไม่มีเวลาให้พ่อและแม่จนพวกท่านกลายเป็นโรคซึมเศร้ากันไปหมด เธอเที่ยวบ่อยครั้งจนนับไม่ถ้วน แต่เพียงไม่กี่ครั้งที่มีพ่อและแม่ จนมาถึงตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสได้ทำแล้ว
ความคิดหนึ่งเข้ามาในหัวเธอ ‘แก้ไขอดีต’ แต่คำพูดบนล็อคเก็ตหยุดความคิดเธอไว้ แล้วถ้าเธอแก้ไขอดีตไม่ได้ เธอจะทำอย่างไรดีให้เธอมีโอกาสอยู่กับพ่อแม่อีกสักครั้ง
“ให้ฉันกลับไปเวลาปัจจุบันอีกสักครั้ง ฉันจะทำมันให้ดี”
เธอพูดพลางหยิบนาฬิกาล็อคเก็ตนั้นขึ้นมา และหมุนเข็มนาฬิกาทวนเข็มหนึ่งรอบ แล้วเธอก็ได้กลับมายังปัจจุบันอีกครั้ง
นภามาปรากฏตัวบนที่นอนในห้องของเธอ ไม่นานจากที่เธอรู้สึกตัว
เธอก็รีบไปหาพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอเข้าโผกอดทั้งสองท่านด้วยความรู้สึกผิดและขอโทษ นภาน้ำตาค่อยๆ ไหล
พ่อกับแม่แปลกใจ
“นภาร้องไห้ทำไมลูก” แม่ถาม
“หนูคิดถึงแม่” เธอสะอื้น แต่แม่แอบหัวเราะด้วยความแปลกใจ
นภาหยุดนิ่งไปสักพักก่อนที่จะถามขึ้นมา
“พ่อคะ แม่คะ เราย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้มั้ย”
“เราเปลี่ยนอดีตหรืออนาคตไม่ได้หรอกลูก แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้”
