Angkhor Wat: ตี 5 บ้าเห่อกับอาณาจักรขอมโบราณ

See Angkor Wat and Die เป็นคำที่ Arnold Joseph Toynbee ได้กล่าวไว้ อีตา Toynbee นี่เป็นใครก็ไม่รุ แต่คิดว่าถ้าสนใจจริงๆคงค้นได้จากอินเทอร์เน็ต...แต่พอเห็นนครวัดแล้วก็สมอย่างคำกล่าวของอีตา Toynbee

ก่อนเวลาตีห้า ฉันลุกตื่นอาบน้ำอุ่นๆ ด้วยความสดชื่นและตื่นเต้น คู่หูยังขอเวลามุดตัวใต้ผ้าห่มอีก 10 นาที ระหว่างรอคู่หูจัดการตัวเอง ก่อนตีห้าเล็กน้อย Alex ...Tuktuk Driver แจ้งข่าวสารผ่าน FB ว่าตอนนี้มารออยู่หน้าโรงแรมแล้ว ตั้งใจจะกินกาแฟรองท้อง แต่เช้าเกิ้นนนนน เราจึงหยิบเอาเค้กนมแมวชิ้นนั้น (หน้าตาเหมือนเค้กกล้วยหอม) พร้อมน้ำที่โรงแรมบริการไปคนละขวด...พร้อมลุย (น้ำดื่มที่เขมรขวดหนึ่งราคาประมาณ 30 บาท) วันนี้เรามีนัดกับ Sunrise Angkhor Wat


Good morning /สวัสดี/ อะ-รุน-ซัว-สะ-เดย-Alex ....เราได้ยินคำทักทายกลับว่า Good morning /สวัสดี/ อะ-รุน-ซัว-สะ-เดย-Dear Sister

Alex พูดไทยได้ค่ะ แต่เอาไปเอามา เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ...เป็นว่า เรียนภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนก็แล้วกัน...น่าแปลกนะ ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ ก็ทำให้ฉันออกแบบการท่องเที่ยวได้ เปลี่ยนโปรแกรมได้ อยากกินอาหารที่ต้องการได้ อยากให้จอดตรงไหนก็สื่อสารได้ 5555+ Alex จะปวดหัวไหมนะ ฉันไม่แน่ใจ...แต่หลังๆ คู่หูบอกฉันว่า...ป้าจะพูดอะไร เดี๋ยวแอ้พูดให้...แหม๋..ก่อนมาฉันก็ FB กับ Alex จนสามารถ On tour ได้หรอกน่า…


--ภาพนี้ถ่ายตอนทานอาหารกลางวัน...เพราะตอนเช้ามันคะมุม...บอกตรงๆ 10 โมงกว่าที่นัดมารับ เรายังไม่แน่ใจว่าจะจำหน้า Alex ได้หรือไม่--

เรากังวลเรื่องเวลาซื้อตั๋วเข้าชมนครวัด สอบถามกันมาตั้งแต่เมืองไทย ด้วยเราเริ่มทริปแต่เช้า Alex บอกว่าซื้อตอนตีห้านั้นแหล่ะ คิดในใจใครจะขายตั๋วกันแต่เช้า แบบว่าอิฉันกลัวไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้น จากโรงแรมเราใช้ระยะทาง 6 กม.ไปถึงจุดจำหน่ายตั๋ว โว๊ะๆๆๆ แม่เจ้า นักท่องเที่ยวเป็นร้อยๆ รสบัสจอดเป็นคัน เค้าตื่นเช้ากว่าเราอีก 555+



พอเห็นคนเยอะคู่หูฉันบอกว่า ให้ Alex ไปซื้อให้ดีไหม...มันก็ดี...แต่บัตรเข้าชมนี่ต้องไปซื้อแบบแสดงตัว เพราะต้องการถ่ายรูปติดบัตร

....ยิ้มหวานๆ แล้วจ่าย 40$/3 วัน สำหรับ 1 คน ถ้าไม่ต้องรอคิว ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที/คน

บัตรประเภท 3 วัน มีอายุ 1 สัปดาห์ เราสามารถเข้าชมวันไหนก็ได้ใน 7 วัน เช่น 9-15 ธค. 2559 เจ้าหน้าที่จะทำการเจาะบัตรบันทึกวันเข้าใช้บริการ หากบัตรเจาะรูไป 3 รู เท่ากับเข้าชม 3 วันแล้ว บัตรนั้นก็ไม่มีค่า ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป ใน 3 วันนี้สนใจจุดไหนจะเข้าออกกี่ครั้งก็ตามสบาย


…ใครติดกาแฟจะรองท้องที่ศูนย์จำหน่ายตั๋วที่มีกาแฟสดให้จัดด้วย...มีที่นั่งรองรับบางส่วน...เสียดายไมไ่ด้แวะใช้บริการห้องน้ำ เลยไม่รู้สภาพเป็นอย่างๆไร


Alex บ่ายหน้ารถตุ๊กๆ เข้าเมืองอีกครั้ง ผ่านไป 3 กม.หักเลี้ยวขวาไปยัง Angkhor Wat อากาศเย็นๆของเดือนธันวาคมทำเอาเราต่างควานหาเสื้อกันหนาวหรือผ้าคลุมไหล่มาพันกาย ลมปะทะร่างกายจากขับเคลื่อนของรถตุ๊กๆ ฉันชอบความสดชื่นแบบนี้ที่ไม่สามารถสัมผัสได้หากมารถทัวร์/รถตู้


ทางไปศูนย์จำหน่ายตั๋วค่อนข้างขรุขระและฝุ่นเยอะ ส่วนทางไป Angkhor Wat นั้นถนนเรียบดี ต้นไม้ใหญ่ตะคุ่มๆขึ้นขนาบทั้งสองข้างทาง สัมผัสความเย็นได้มากขึ้นกว่าในเมือง ไฟถนนทิ้งช่องว่างเป็นช่วงช่วง กลิ่นป่าโชยมากับอากาศเย็นของรุ่งสาง

ระหว่างทาง Alex จอดให้เราตรวจตั๋วที่จุดบริการนักท่องเที่ยว และย้ำว่าอย่าทำบัตรหาย ไม่งั้นค่าเข้าแต่ละแห่งต้องจ่ายอีกแห่งละประมาณ 1,600 บาท (โว๊ะ!) นับเวลาจากซื้อและตรวจตั๋ว ประมาณ 20 นาทีเราก็ถึง Angkhor Wat ในเวลาประมาณ 05.40 น.


Alex จอดส่งเราในจุดที่ใกล้สุด และนัดหมายเวลา ประมาณ 10 โมง เดี๋ยวเจอกัน..ในเวลารุ่งสาง เรามองเห็นปราสาทแห่งนครวัดตะคุ่มๆ ในความมืดของวันที่แสงอาทิตย์ยังไม่มาเยือน แสงไฟริบๆอยู่รอบสระขนาดใหญ่ อาจมาจากไฟส่องสว่าง ร้านค้า หรือ บ้านคน พระจันทร์เสี้ยวยังไม่หายไปจากท้องฟ้า (สงสัยพระจันทร์จะขี้เกียจ)


ฉันยังไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งมหัศจรรย์เพราะแสงยังไม่พร้อม...แต่สิ่งที่ฉันตื่นตาตื่นใจคือ ฝูงชนค่ะ...เย๊อะมาก...คงมาจากทั่วสารทิศเช่นเดียวกับฉัน ที่เชื่อในคำบอกเล่าของนาย Toynbee

นี่ขนาดเราสลับโปรแกรม เลือกมาที่นี่ในวันศุกร์ แล้ววัดเล็กๆ เราเลือกไปวันเสาร์อาทิตย์...ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าเป็นวันหยุดคนจะมากขนาดไหน


ทางเดินขนาดใหญ่ พื้นหินสร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ไม่ค่อยเรียบนัก นำสายตาไปสู่ปราสาทองค์ประธาน และทอดยาวพาฉันข้ามซุ้มรั้วรอบนอกมาถึงทางเดินเพื่อเข้าสู่เขตปราสาทชั้นใน

ความชัดเจนของปราสาทที่เคยอลังการจากอดีตปรากฏเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสายตาชินกับความมืดและเริ่มมีแสงสว่างจากพระอาทิตย์ที่เริ่มทำงาน แม้พระอาทิตย์เริ่มทอแสงแล้วแต่ด้วยเมฆมากหรืองัยไม่รุ แสงไม่ชัดเลย


ฉันหยุดรอระหว่างทาง พิงสะพานนาคหิน กินเค้กนมแมว(555+) เหม่อมองไปยังยอดปราสาทที่แสงสีทองสว่างขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกดีอย่างไม่เคยเป็น จนต่อเมื่อมีมือเล็กๆมาสะกิด...ซื้อของที่ระลึกไหมคะ...มาไม่มาคนเดียวเปล่าเล่นชวนเพื่อนมาด้วยนี่สิ...555+เป็นอันอารมณ์สะดุด


คู่หูฉันเดินไปสังเกตการณ์ฝูงชนที่รอจับภาพที่สระน้ำหน้าปราสาท ที่จะได้ภาพยอดปราสาททั้ง 5 ยอดสะท้อนแสงอาทิตย์ลงในสระน้ำนั้น ที่เป็น The must ของนักท่องเที่ยว

คู่หูกลับมาแล้วบอกสนไหม เราเหลือบมองพระอาทิตย์ที่ยังอ้อยอิ่งอยู่...ลูกอีสานที่อยู่กับธรรมชาติอย่างฉันบอกว่า ไปเหอะ วันนี้ฟัาหลัว แสงอาทิตย์ทำงานไม่เต็มที่ ยังงัยก็ได้ภาพก็ไม่สวย...เราสรุปด้วยการซื้อ Postcard แทน



เราหลีกลี้หนีฝูงชนไปนั่งกินเค้กกล้วยหอม (ต่อ) กับพญานาค ระหว่างนั้นเราก็เงี่ยหูฟังไกด์อธิบายชาวต่างชาติเกี่ยวกับความเป็นมาของนครวัด...โชคดีนะนี่ถึงภาษาอังกฤษจะแย่แต่ก็พอกระดิก 555+ พอได้แอบฟังข้อมูล ประหยัดเงินค่าไกด์ได้ค่ะ


สิ่งที่ทำให้เราสองคนมาด้วยกันได้...ถ้าเยอะ...ถ้าเหนื่อย...เราก็ไม่สน Branding หรือ Landmark เราคิดว่าชีวิตเราไม่ต้อง Check-in ในทุกทีที่คนอื่นทำ...มีหลายจุดที่เราเมินเฉยต่อการถ่ายภาพ...การเข้าคิวถ่ายภาพกับโลเคชั่นสำคัญ(บางที่ก็แต่เซตขึ้นมา) ...บางที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงการแก่งแย่งและเสียเวลาที่ดูสรรพสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะเมื่อมีเวลาจำกัด

ทำไมเราไม่มองหาโลเคชั่นอื่นหล่ะ ความสวยงามอยู่ที่ตาของเรานี่นะ....เป็นอันว่าทริปแต่ละทริปของฉันมักมีภาพประหลาด ไม่สวยงาม แต่มีความทรงจำ


สักพักเราก็ทิ้งความเป็นหญิงวัยกลางคนไว้ที่ทางเดินชั้นใน เดินลอดซุ้มประตูหินที่ยิ่งใหญ่ แล้วแปลงร่างออกมาเป็นนางอัปสรา (เหอะๆ) จินตนาการย้อนไปเป็นพันๆปี ในยุคของการไต้ไฟไต้โคมตะเกียง นางอัปสราเอวบางร่างน้อยถกผ้าถุงเพื่อก้าวข้ามธรณีประตูสูง บ้างก็ทำภารกิจต่างๆ ผู้คนเดินไปตามระเบียงคต หนุ่มกำยำช่างฝีมือตอกสิ่วลงลายในหินแข็ง หรือบ้างก็ดูแลน้ำในสระทั้ง 4 สระรอบๆ องค์ประธานและปรางค์บริวาร...โลกในอดีตกาลจะเป็นยังงัยนะ








ฉันกรี๊ดกร๊าดในใจกับลายแกะสลัก ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะ “ศรัทธานำมาซึ่งความสำเร็จและยิ่งใหญ่”....มันเป็นสิ่งที่ฉันค้นหาและปรารภว่า “ศรัทธาประเภทใดกันที่ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ งดงาม อลังการ และเป็นศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์เกือบทุกแขนง”...สมแล้วที่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลก...มันเป็นมรดกของมนุษยชาติ

และอดจะสงสัยไมได้ว่า “ความศรัทธาแบบนั้นยังมีเหลืออยู่ในโลกมนุษย์หรือไม่”





ขอบคุณลุงอ้อน ที่เคยพูดถึงเรื่อง ตรีมูรติ และตำนานเรื่องการกวนเกษียรสมุทร ถึงฉันจะจำไม่แม่น แต่ก็ทำให้ฉันสนุกกับเรื่องราวของพระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม ตลอดจนเรื่องราวของการสร้างและทำลาย...มันคงเป็นวัฏจักรและความเป็นจริงที่อยู่คู่กันมา

ขอบคุณบักหลานหนุ่ม ที่แนะนำให้อ่านเรื่องรามเกียรติ์ก่อนเดินทาง ทำให้ฉันสนุกกับภาพประติมากรรมนูนสูง นูนต่ำ ที่แกะมาแบบเต็มฝาขนาดใหญ่ ยาว สูงทั้ง 2 ด้าน



น่าเสียดายที่ฉันหาไกด์บุ๊คและแมกกาซีนฉบับพิเศษเกี่ยวกับนครวัดนครธมที่คนให้มาไม่เจอ ไม่งั้นสนุกกว่านี้แน่




เราใช้เวลาที่นี่นานมาก เกือบ 5 ชม. เหนื่อยก็นั่งพิงเสาหิน ดูลวดลายหินแกะสลักที่ละเอียดอ่อนช้อย




อดไม่ได้ที่จะจับนมนางอัปสรา

ฉันคิดว่าบริษัททำชุดชั้นในอาจจะได้แรงบันดาลใจ จากวิถีของผู้คนที่ถ่ายทอดผ่านภาพจำหลักเหล่านี้ แม้แต่เครื่องประดับซึ่งนางอัปสรแต่ละนางล้วนมีความแต่งกายที่แตกต่างเมื่อดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องก็สะท้อนชีวิตผู้หญิงได้เป็นอย่างดี


ภาพข้างล่างนี่จะเรียกว่า นางอัปสราไหมนะ ฉันเข้าใจเองว่า นางอัปสราจะต้องมีนม ดูจากเครื่องประดับก็ต่างกันอลังการน้อยกว่า ฤานมนางกำลังตั้งเต้า ดูจากผมแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง...หรือจะเป็นนางอัปสรารุ่นเยาว์


เราต่อคิวกลางแดดจ้า เพื่อขึ้นไปชมยอดปราสาทองค์หลัก ฉันว่ามีความสูงเท่ากับตึก 4-5 ชั้น ยืนต่อคิวประมาณ 30 นาที เพราะอนุญาตให้ขึ้นได้ครั้งละ 100 คน แม้ฉันจะกลัวความสูง มาถึงแล้วทั้งชีวิตไม่รู้จะได้มาอีกเมื่อไหร่ คนอื่นขึ้นได้ทำไมฉันจะเอาชนะความกลัวไม่ได้



สำหรับเวลาที่นักท่องเที่ยวขึ้นชมยอดปราสาท...ก็คงเป็นเวลาที่ได้พักของไกด์


ฉันไต่บันไดขึ้นถึงยอด ก็ต้องขอนั่งพักนานพอดูเพื่อเอาชนะ ใจและแข้งขาที่สั่น...แล้วฉันก็เอาชนะอุปสรรคเล็กๆ ได้ (ข้อดีที่มาเอง...ถ้ามากับทัวร์คงไม่ได้ดู...เพราะชอบทดเวลาบาดเจ็บ 555+) แชะรูปเล่นเพื่อลดระยะเวลาของความใจสั่น...ช่วยลดความกลัวให้กลับมาสู่ภาวะปกติได้ดีทีเดียว


10.00 น. หลังจากชมภาพฝาผนังเรื่องรามของรามเกียรติ์ขนาดใหญ่แล้ว เราเดินออกทางประตูด้านขวา อ้อมมาทางสระน้ำด้านหน้าเพื่อขอชมภาพยอดปรางค์ 5 ยอดสะท้อนในสระน้ำ...แม้จะไม่มีแสงอาทิตย์เป็นองค์ประกอบเหมือนคนอื่น... แถมภาพถ่ายฝีมือชั้นเอียงซะงั้น 555+




แต่เราก็ถึง ถึงนครวัดแล้ว ถึงแบบฉันนั่งซึมชับไปเกือบทุกจุด (แบบว่าป้าเหนื่อย) ที่สำคัญ ณ จุดนี้ ณ เวลานี้ ไม่มีคนเลย และแวะชมร้านของที่ระลึกสักนิด


ของที่ระลึก...หากต่อราคาแล้ว อย่าเพิ่งซื้อ ให้เดินไปสักหน่อย...ราคาจะลดลงเองตามธรรมชาติ หากเป็นพวกเดินตามเค้าจะมีอาณาเขตของเค้า ถ้าเกินเส้นที่เค้ากำหนดไว้ถือว่านักท่องเที่ยวคงไม่ซื้อ...เสียเวลาตื้อ หรือกินเขตคนอื่นก็ไม่รุได้ สำหรับชามกระลาประดับมุกนี้ต่อจนเหนื่อยได้ราคา 150 บาท ซื้อที่เชียงรายบ้านเรา 100 บาทค่ะ

เราออกจากนครวัดระหว่างรอ Alex ตกลงว่ากินกาแฟและเพิ่มพลังสำหรับการเดินในช่วงบ่าย เราเลือกร้านที่ดีหน่อย ราคาอาจจะสูง เหตุผลในการยอมจ่ายแพงคือ บริการ Free wifi และห้องน้ำสะอาด (ห้องน้ำสาธารณะสำหรับนักท่องเที่ยวก็สะอาดนะคะ...แต่เดินไกล)



ระหว่างนั่งรอกาแฟ ฉันหันหน้าไปทางปราสาท เทวาลัยแห่งนครวัด ความคิดคำนึงเริ่มจะทำงาน....เพ้อรำพัน


ว่า...ความยิ่งใหญ่เหล่านี้มนุษย์เราก็ก้าวผ่านมาได้ สิ่งมหัศจรรศย์แห่งนี้แสดงให้เห็นความกล้าแกร่งของมนุษย์ที่เอาชนะอุปสรรค แล้วฉันหล่ะ…จะก้าวผ่านปัญหาในชีวิตที่จะผ่านเข้ามาเมื่อไหร่ไม่รู้ได้...ได้ไหม?....ฉันจะเข้มแข็งที่จะสามารถแบกทับหลังได้หรือไม่ เพื่อสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม...”ขอพลังจงสถิตอยู่กับข้าฯ”


แม้เห็นนครวัดแล้วจะสามารถตายได้ ดังคำของ Toynbee แต่ฉันยังคงไม่ตายง่ายๆ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ อาจไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิตฉันเอง

…พยายามเข้า สู้ต่อไปนะสิริพร...

และฉันคิดไม่ผิด ที่แจ้งถอนตัวจากทริปดาลัด ในปี 2017 ซึ่งจะไปกับกลุ่มเพื่อน ถ้าฉันไม่มาที่นี่ในปีนี้...ฉันอาจจะไม่มีแรงพอที่จะเดินชมความมหัศจรรย์เหล่านี้ด้วยตนเอง...เอาไว้มีเงินค่อยไปนะดาลัด

หุหุ....ตอนตรูเป็นสาวตรูมัวไปเที่ยวไหนอยู่...


จบเรื่องของนครวัดด้วยภาพของนักท่องเที่ยวตัวน้อยจากมาเลเซีย ...ไม่รู้นางเขียนอะไร...แต่มันก็คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันอยากเขียนบันทึกการท่องเที่ยวเก็บไว้ ดังเช่นบันทึกฉบับนี้

---ขอบคุณภาพบางส่วนจากคู่หูของฉัน...ชุติมา วัชรกุล---

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกละไม-ใจมีสุข



ความเห็น (6)

-สวัสดีครับ

-ขอบคุณทีี่พาเที่ยวชมนะครับ

-ภาพและการบรรยายที่สมบูรณ์มาก ๆครับ

-ชอบเลยคร้าบ..

เขียนเมื่อ 

ชอบใจตอนสรุปตอนท้าย

หุหุ....ตอนตรูเป็นสาวตรูมัวไปเที่ยวไหนอยู่......

555

ขอบคุณภาพสวยๆครับ

ลุงอ้อน
IP: xxx.158.165.218
เขียนเมื่อ 

เยี่ยมมากหนู ชอบที่ว่า "ตอนสาวๆ ตรูมัวทำอะไรอยู่" อิอิอิ

ขอบคุณคุณเพชรน้ำหนึ่งนะคะที่แวะมาให้กำลังใจค่ะ

ตอนนี้พี่อาศัย G2K เป็นแหล่งการเขียนบำบัดค่ะ

รู้สึกพลังชีวิตออ่อนแรง

เขียนได้อย่างน้อยก๋แสดงว่า พลังแห่งความจำของสมองยังดีอยู่

ยิ้มกว้างๆ ให้อ.ขจิตเลยค่ะ....

จริงนะคะ...ตอนเป็นสาวพี่ไปอยุ่ไหนมา

แต่ก้แปลกตั้งใจไปตั้งแต่ 10 ปีก่อน แต่ไม่ถึงค่ะ

ปีนี้ยอมทั้งทริปดาลัดกระโดดขามด่านมาเลย...

5555+ ลุงอ้อน

ก็หนูมัวเก็บเงินงัย 55555+